รายงานการประชุมภาคีจัดการความรู้ในท้องถิ่น - ภาคประชาชน  - ประชาสังคม (ครั้งที่ 15)
วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม  2548   เวลา 9.00- 12.00 .
<h1> ณ  ห้องประชุม สสส. 1   ชั้น 15   อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์
</h1><h1> ถนนพหลโยธิน  สามเสนใน  กรุงเทพฯ
</h1>II  I  I  II  I  II
<h2> ผู้เข้าร่วมประชุม                     
</h2>1.    สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร
คุณสุรเดช       เดชคุ้มวงศ์      หัวหน้ากลุ่มสนับสนุนวิชาการ
2.    โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์.นครสวรรค์
นายแพทย์สมพงษ์        ยูงทอง นายแพทย์ศัลยกรรมประสาท
3.    คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาราชภัฏนครสวรรค์
อาจารย์พรรณภัทร  ใจเอื้อ        อาจารย์ประจำโปรแกรมพัฒนาชุมชน
4.   โครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาสถาบันจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น
คุณทรงพล       เจตนาวณิชย์              หัวหน้าโครงการ
คุณสมโภชน์     นาคกล่อม       ผู้ประสานงานวิชาการ
5.  สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)
. นพ. วิจารณ์           พานิช            ผู้อำนวยการ
ดร. ประพนธ์    ผาสุขยืด         ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการสื่อสารพัฒนาการเรียนรู้ 
คุณชุติมา        อินทรประเสริฐ 
คุณอุรพิณ        ชูเกาะทวด      เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ
คุณธวัช          หมัดเต๊ะ         เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ
คุณสุภาภรณ์    ธาตรีโรจน์       เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ
คุณนภินทร      ศิริไทย           เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ
คุณวรรณา       เลิศวิจิตรจรัส    เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ
เริ่มประชุม 9.30 .     
<h3> วาระที่ 1.        เรื่องเพื่อทราบ
</h3>วาระที่ 1.1        ความคืบหน้าโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาสถาบันจัดการความรู้ของชุมชน
ท้องถิ่น
 คุณทรงพล เจตนาวณิชย์ หัวหน้าโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาสถาบันจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น นำเสนอความคืบหน้าของการดำเนินงานโครงการฯ สรุปได้ว่า ได้ชี้ให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เห็นความสำคัญในฐานะเป็น “รัฐบาลท้องถิ่น” ทำงานเสมือนเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ สามารถเชื่อมโยงชุมชนกับหน่วยงานภายนอกได้   ในส่วนของการขับเคลื่อนต่อนั้น โครงการฯ ยินดีจะไปเปิดเวทีประชุมในพื้นที่ โดยจะตอกย้ำให้แกนนำเห็นเนื้องานและวิธีการทำงาน  ขณะนี้ อบต. ประดู่ยืน ได้แจ้งความจำนงมาแล้วเป็น อบต. แรก โดยประเด็นที่สนใจคือ โรงเรียนผู้นำ 
ความคืบหน้าอีกอย่างหนึ่งคือ คุณสุจินต์ เกษการ นักจัดการความรู้ท้องถิ่นรุ่นที่ 1 ที่มีพื้นที่ทำงานในจังหวัดอุทัยธานี มีความต้องการที่จะนำกระบวนการจัดการความรู้ชุด “ธารปัญญา” ไปใช้ในการแก้ปัญหาความยากจน ในพื้นที่ของตนเอง โดยได้แรงบันดาลใจจากการเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ ตลาดนัดคุณอำนวยแก้ปัญหาความยากจน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2548 ที่ผ่านมา ประกอบกับการชี้แนะจากคุณทรงพล อีกส่วนหนึ่ง 
ในส่วนของการเชื่อมโยงกับสหกรณ์นั้น มีกำหนดจัดกระบวนการให้แก่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำพูน ระหว่างวันที่ 5-9 มิถุนายน 2548  แบ่งเป็น 2 รุ่น รุ่นละ 50 คน  ณ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ผู้เข้าร่วมคือแกนนำของสหกรณ์ประเภทต่างๆ เช่น สหกรณ์ธุรกิจบริการ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู สหกรณ์ตำรวจ ฯลฯ ของจังหวัดลำพูน
                   ความเห็นที่ประชุม
 คุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ ห้วหน้ากลุ่มสนับสนุนวิชการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการใช้กระบวนการจัดการความรู้ของ อบต.ท้ายน้ำ จ.พิจิตร สรุปได้ว่า อบต. ท้ายน้ำใช้ชุดเครื่องมือธารปัญญาเต็มรูปแบบ มีการร่วมกันวางแผนการทำงานในระยะ 4-5 เดือนถัดไป มีผู้รับผิดชอบชัดเจน มีทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกบ้าง แต่ส่วนใหญ่ อบต. เป็นผู้รับผิดชอบ  และใช้เวลาเพียง 2 วัน 
<h5>วาระที่ 1.2        ตลาดนัดความรู้ผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นเยาว์ </h5>อุรพิณชูเกาะทวดเจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการสคส. นำเสนอผลการจัดตลาดนัดความรู้ผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นเยาว์ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างอาศรมวงศ์สนิท มูลนิธิพูนพลัง และ สคส.  จัดขึ้น ณอาศรมวงศ์สนิท.นครนายกเมื่อวันที่ 4-5 พฤษภาคม2548 มีผู้เข้าร่วม 34 คนสรุปได้ว่าผู้เข้าร่วมเป็นผู้ประกอบการทางสังคมด้วยจิตวิญญาณจึงไม่เปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับใคร  สคส. จึงต้องปรับแผนในวันที่ 6 พฤษภาคมให้เรียนรู้ในรายประเด็นคือเกษตรธรรมชาติ, ความรู้, เยาวชน, และศิลปะ  แทนการประเมินตนเอง  รวมทั้งได้วางแผนการทำงานร่วมกันในระยะต่อไปมีกำหนดจัดค่ายส่งต่อแรงบันดาลใจในระหว่างวันที่ 13 - 15 กรกฎาคม 2548 แก่งกระจานริเวอร์ไซด์  รีสอร์ท     สำหรับแก่นความรู้” “ตารางอิสรภาพและชุดความรู้รายประเด็น” “รายชื่อที่อยู่ที่ติดต่อได้นั้นอาศรมวงศ์สนิทและมูลนิธิพูนพลังจะรวบรวมเพื่อจัดทำเป็นเอกสารสรุปผลการจัดกิจกรรมแล้วส่งให้สคส. และผู้เข้าร่วมทุกคนต่อไป  
<h6>ความเห็นที่ประชุม</h6>          คุณทรงพล เจตนาวณิชย์ ให้ความเห็นว่าภาคประชาสังคม ถูกหล่อหลอมให้ต่อสู้กับชีวิต ปฏิเสธโครงสร้างและระบบ  สิ่งที่ต้องระวังเป็นสิ่งแรกในการทำงานร่วมกันคือ ภาษาที่เป็นได้ทั้งเอื้ออำนวยให้บรรยากาศราบรื่น เป็นกัลยาณมิตร แต่หากใช้ภาษาไม่เหมาะสม เช่น ใช้ภาษาอังกฤษแทนภาษาไทย ใช้คำศัพท์วิชาการก็อาจกลายเป็นอุปสรรคก็ได้
<h3>  วาระที่ 2.       รับรองรายงานการประชุม
</h3>วาระที่ 2.1        รับรองรายงานการประชุมภาคีจัดการความรู้ในท้องถิ่น ภาคประชาชน ประชาสังคม ครั้งที่ 14
ความเห็นที่ประชุม
                             รับรองรายงานการประชุมครั้งที่ 14
<h3> วาระที่ 3.        เรื่องเพื่อพิจารณา
</h3>วาระที่ 3.1         ชุดโครงการวิจัยพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์
<p>                             . ดร. ประเสริฐ  โสภณ  ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นำเสนอชุดโครงการวิจัยพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ของฝ่ายวิชาการ สรุปได้ว่า ชุดโครงการนี้มีที่มาจากข้อมูลการใช้สารเคมีทางการเกษตรในปริมาณมากเกินความต้องการของพืช ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และไม่ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค  อีกทั้งรัฐบาลยังประกาศให้การผลิตแบบเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่ปลายปี 2547 เป็นต้นมา  เป้าหมายของชุดโครงการนี้คือ ลด ละ เลิกการใช้สารเคมีในทุกขั้นตอนของการผลิตพืช ให้ใช้สารอินทรีย์และ/หรือจุลินทรีย์ทดแทน  ซึ่งจะส่งผลให้ได้ผลิตผลทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนไม่น้อยกว่าการใช้ระบบการผลิตที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน  การโดยใช้ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยพื้นฐานของ สกว. ในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์</p><p>                             แนวทางและขอบเขตของชุดโครงการฯ นี้ ประกอบด้วย 4 หัวข้อหลักคือ </p><p>1)      ดิน ปุ๋ย และสภาพแวดล้อม  เช่น การศึกษาผลกระทบของสารเคมีที่ใช้ในการเกษตรต่อประชากรจุลินทรีย์และความสมบูรณ์ของดิน หรือการหาจุลินทรีย์หรือตัวเร่งในการทำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยน้ำจากมวลชีวภาพ (biomass) และวัสดุเหลือใช้ที่มีความปลอดภัย </p><p>2)      การกำจัดศัตรูพืช เช่น การหาพืชและสารสกัดจากพืชเพื่อกำจัดหรือลดการทำลายจากศัตรูพืช</p><p>3)      การพัฒนาพันธุ์พืช การพัฒนาสารกระตุ้น เช่น การศึกษาและพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ plant-growth-promoting-rhizobacteria และ mycorrhizhae</p><p>4)      เทคนิคหลังการเก็บเกี่ยว</p><p> </p>                   ความเห็นที่ประชุม
                             นายแพทย์สมพงษ์ ยูงทอง ให้ความเห็นว่าแนวคิดชุดโครงการนี้ดีมาก เป็นการเชื่อมโยงความรู้ของชาวบ้านที่เกิดจากการทำงานเข้ากับความรู้ทางวิชาการ    จริงๆ  แล้วชาวบ้านมีความรู้และสร้างความรู้ได้เอง รวมทั้งได้นำไปปฏิบัติจริง เห็นผลจริง แต่ขาดการอธิบายทางวิชาการ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงเช่นกันคือ เมื่อได้คำอธิบายทางวิชาการแล้ว จะนำกลับไปสู่ชาวบ้านได้อย่างไร ให้เป็นภาษาที่ชาวบ้านจะเข้าใจได้ง่าย จากประสบการณ์ของตนเองพบว่า นักเรียนมัธยมปลายสายวิทยาศาสตร์จะเป็นตัวเชื่อมโยงที่ดี  วิธีการที่ใช้คือประชุมร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คือ อาจารย์ใหญ่ อาจารย์สอนวิชาเกษตร อบต. แล้วชี้ให้เห็นว่าหากทำงานร่วมกันในแนวทางนี้ ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ เช่น อาจารย์ได้ตำแหน่งทางวิชาการ นักเรียนได้ฝึกทำวิจัย อบต. ได้ผลงาน ชาวบ้านได้ความรู้ใหม่ๆ
 
<h4> วาระที่ 3.2        การจัดการความรู้เกษตรธรรมชาติ จ.นครสวรรค์: วิธีแสวงหาการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการและองค์การบริหารส่วนจังหวัด
</h4>นายแพทย์สมพงษ์ ยูงทอง และอาจารย์พรรณภัทร ใจเอื้อ นำเสนอการจัดการความรู้ของ จ.นครสวรรค์ และวิธีแสวงหาการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการและองค์การบริหารส่วนจังหวัด สรุปได้ดังนี้ กลุ่มงานใช้ชื่อว่า “นครสวรรค์ฟอรั่ม” มีแกนนำประมาณ 10 คน ร่วมทำงานกันมาตั้งแต่ปี 2540  โดยมีโครงการที่จะร่วมกับระบบราชการ 2 โครงการคือ
1) โครงการ “เครือข่ายโรงเรียนชาวนา” มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ชาวนารวมตัวกันทำการจัดการความรู้แบบชาวบ้าน เพื่อแก้ปัญหาในการทำนา เดินเรื่องโดยชูประเด็น “ลดต้นทุน”   โดยได้รับการสนับสนุนจากวิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.) และดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วทั้ง 2 เฟส  ส่วนเฟสที่ 3 จะทำเรื่องกองทุนการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนวิถีการผลิต                
ในโครงการนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องจากภายนอก เช่น ทีมนครสวรรค์ฟอรั่ม, ผู้ทรงคุณวุฒิ, เจ้าหน้าที่เกษตร ฯลฯ จะเป็นเพียง “คุณอำนวย” เท่านั้น  ผลการดำเนินงานถึงขณะนี้พบว่ามีสมาชิกเพิ่มขึ้นจากเดิม 14 แห่ง เป็น 25 แห่ง แต่ความเข้มแข็งไม่เท่ากัน   เนื้อหาหลักที่ใช้เป็นตัวเดินเรื่องคือ 1) ปุ๋ย  2) ระบบนิเวศน์ของนาข้าว  3) การคัดและผสมพันธุ์ข้าว 4) การจัดตั้งกองทุนผลิตปุ๋ย   กระบวนการที่ใช้มี 3 อย่างคือ 1) การเรียนรู้เป็นกลุ่ม  2) ธรรมาภิบาล  3) นวัตกรรม
ในส่วนของการแสวงหาการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้น เกิดจากความสัมพันธ์ส่วนตัว เริ่มจากพาไปเยี่ยมชมโรงเรียนชาวนาในอำเภอต่างๆ เท่ากับเป็นการหาเสียงของนักการเมืองท้องถิ่นไปในตัวด้วย    
2)  โครงการส่งเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายองค์กรชุมชน เพื่อแก้ปัญหาความยากจน  เริ่มจากเครือข่ายองค์กรชุมชนที่มีศักยภาพและเข้มแข็ง 2 แห่ง คือ  เครือข่ายพื้นที่ อ.ไพศาลี และ เครือข่ายกิ่ง อ.แม่เปิน-แม่วงศ์   เครือข่ายที่เพิ่งก่อรูป 1 แห่งคือ เครือข่าย อ.หนองบัว   โดยดำเนินการผ่านทีมนครสวรรค์ฟอรั่ม, อบจ., และผู้นำในพื้นที่    เจ้าภาพรองได้แก่ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน มีนโยบายเทียบโอนผลการเรียนรู้เป็นหน่วยกิจเพื่อเลื่อนระดับวุฒิการศึกษาก่อนปริญญาตรี, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ รับผิดชอบการเทียบโอนหน่วยกิจระดับปริญญาและหลังปริญญา, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน องค์การมหาชนและอื่นๆ   มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี   มีเจัาหน้าที่ทำงานเต็มเวลา  ถือหลักว่ามาเรียนรู้ร่วมกัน   นอกจากนี้ยังได้เชื่อมโยงกับ รศ. ดร. เนาวรัตน์ พลายน้อย มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อจัดโปรแกรมการฝึกอบรมการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำเพื่อความเข้มแข็งของท้องถิ่น 
<p>การขับเคลื่อนงานของเครือข่ายที่เข้มแข็งทั้ง 2 แห่งนั้น ทีมประสานงานขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์สำคัญๆ เช่น การแก้ปัญหาเรื่องน้ำ, การจัดการป่าไม้ เป็นต้น</p> 
                   ความเห็นที่ประชุม
 คุณทรงพล เจตนาวณิชย์ ให้ความเห็นว่าเมื่อสิ้นสุดการทำงานในแต่ละเฟสที่ได้รับการสนับสนุนจากวิทยาลัยการจัดการทางสังคม และมีข้อตกลงที่จะต้องถอดบทเรียนของชาวนานั้น ทีมประสานงานต้องคำนึงว่าจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านได้ฉุกคิด เกิดประกายความคิดใหม่ๆ ได้แนวทางในการทำกิจกรรมในระยะต่อไปแมัจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากภายนอกแล้ว
คุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ ให้ความเห็นว่าเป้าหมายของโครงการคือการสร้างเครือข่าย แต่ทีมประสานงานควรคำนึงถึงเป้าหมายในระดับอื่นๆ ด้วย เช่น ความยั่งยืนของเครือข่าย เป็นต้น 
ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด ให้ความเห็นว่าจากที่นายแพทย์สมพงษ์ นำเสนอมานั้น ทำให้เห็นว่าความเข้มแข็งของชุมชนเริ่มมาจากพลังตนหรือแรงผลักดันระดับปัจเจก เมื่อมารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนจึงส่งผลให้เกิดพลังชุมชนที่พร้อมจะร่วมทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
<h5>วาระที่ 3.3        การจัดตลาดนัดความรู้เกษตรไร้สาร</h5><p>อุรพิณ ชูเกาะทวด นำเสนอโครงการ ตลาดนัดความรู้เกษตรไร้สารสรุปได้ว่า ในเบื้องต้นจะมีภาคีร่วมจัด 4 หน่วยงานคือ 1) โครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาสถาบันจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น  2) มูลนิธิข้าวขวัญ  3) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน องค์กรมหาชน  4) สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม    โดยผู้เข้าร่วมคือแกนนำเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์จากโรงเรียนชาวนาของมูลนิธิขัาวขวัญ, โรงเรียนชาวนาของ สจ.เสมียน หงษ์โตโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ของคุณรัตนา สมบูรณ์วิทย์โรงเรียนชาวนาของ นครสวรรค์ฟอรั่มและเครือข่ายเกษตรปลอดสาร จ.พิจิตร รวมทั้งหมดไม่เกิน 40 คน  และมีผู้สังเกตการณ์ที่เป็นตัวแทนจากสื่อมวลชน, นักวิชาการด้านการเกษตร, เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอจากจังหวัดที่มีเกษตรกรเข้าร่วมนายก อบต.,  นายก อบจ.,  ตัวแทนจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนรศ.ดร.เนาวรัตน์ พลายน้อยและคณะ, อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน  ดำเนินการโดยใช้ชุดเครื่องมือธารปัญญา  มีวิทยากรกระบวนการประจำกลุ่ม มีผู้บันทึก ซึ่งอาจเป็น คุณอำนวยของมูลนิธิข้าวขวัญ หรือนักจัดการความรู้ท้องถิ่นของ สรส.   นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการที่มีทั้งเนื้อหาในโปสเตอร์และมีผลิตผลเกษตรปลอดสารด้วย โดยทีมประชาสัมพันธ์จะเป็นพี่เลี้ยงในเรื่องนี้  สำหรับเวลาและสถานที่นั้นยังไม่ได้กำหนด   </p> 
<p>ความเห็นที่ประชุม</p>คุณทรงพล เจตนาวณิชย์ ให้ความเห็นว่าหากเดินเรื่องด้วยเกษตรไร้สารนั้นจะทำให้มีผู้เข้าร่วมได้น้อยเพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ยังใช้ปุ๋ยเคมี  แต่หากชูประเด็นเรื่องเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรที่ใช้น้ำหมักชีวภาพ ซึ่งอาจจะไม่ไร้สารเคมี แต่เป็นประเภทลด ละ เลิก จะทำให้มีผู้เข้าร่วมได้มากกว่า   สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกผู้เข้าร่วมนั้นต้องพิจารณาเรื่องการดำเนินงานที่ต่อเนื่อง มีผลงานเชิงประจักษ์  ซึ่งส่งผลให้เครือข่ายคุณรัตนา สมบูรณ์วิทย์ จะไม่สามารถเข้าร่วมได้เนื่องจากเพิ่งเริ่มต้นยังไม่มีผลงานที่เด่นชัด 
สำหรับวัน เวลา ที่จัดน่าจะขึ้นอยู่กับปฏิทินของพื้นที่นั้นๆ  และออกแบบให้มีความเชื่อมโยงระหว่างดิน ปุ๋ย น้ำชีวภาพ เมล็ดพันธุ์  โดยคุณทรงพล ยินดีช่วยประสานงานให้ คาดว่าจะจัดครั้งแรกในช่วงเดือนกันยายน แล้วนำผลงานไปร่วมแสดงในงานมหกรรมความรู้แห่งชาติวันที่ 1-2 ธันวาคม 2548 ณ โรงแรมมิราเคิลด้วย
คุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ ให้ความเห็นว่าโครงการนี้จะทำให้ผู้เข้าร่วมได้กำลังใจ ได้เพื่อน ได้ความรู้ ได้แผนไปทำต่อในระยะ 4-5 เดือน แต่ ควรระบุให้ชัดว่าเป็นผลิตผลเกษตรปลอดสารชนิดใด เช่น ผักปลอดสาร, ข้าวปลอดสาร เป็นต้น เพราะพืชแต่ละชนิดต้องใช้ความรู้ในการเพาะปลูกต่างกัน  นอกจากนี้ยังเสนอให้พี่เลี้ยงหรือ “คุณอำนวย” ของเกษตรกรแต่ละคนมาเข้าร่วมด้วย เพื่อให้สามารถกลับไปขับเคลื่อนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น
ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช ให้ความเห็นว่าเห็นด้วยที่จะให้ “คุณอำนวย” ของเกษตรกรแต่ละคนมาร่วมด้วยตามที่คุณสุรเดชเสนอ นอกจากนี้ยังเสนอให้เชิญตัวแทนของกรมส่งเสริมการเกษตรที่ สคส. เคยจัด workshop ให้มาร่วมอีกด้วย
 
   
 วาระที่ 4         เรื่องอื่น ๆ                               
                             กำหนดการประชุมครั้งต่อไปเป็นวันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม 2548  เวลา
9.00 . และเรียนเชิญนายแพทย์สมพงษ์ ยูงทอง เข้าร่วมการประชุมทุกครั้ง โดย
สคส. รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ปิดประชุมเวลา 12.30 .
นางสาวอุรพิณ ชูเกาะทวด                                    
ผู้สรุปการประชุม