โรงพยาบาลที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่  ได้จัดให้มีการอบรมสุนทรียสนทนาขึ้น  โดยเชิญวิทยากรมาจากสถาบันขวัญแผ่นดิน   เบื้องหลังการอบรมนี้ประสบเรื่องยุ่งยากลำบากใจอยู่หลายประการ หนึ่งในนั้นก็คือ  การติดตามรายชื่อของคนที่จะเข้ารับการอบรม    โดยผู้ทำโครงการ มีจุดมุ่งหมายว่า  ทุกกลุ่มงาน  ต้องส่งคนของตนเข้าไปอบรม กลุ่มงานละสองคน   แต่ปรากฏว่า บางกลุ่มงานไม่ยอมส่งคนเข้า่ร่วมเลย   อ้างว่าคนไม่พอ  ต้องทำงาน ??

เรื่องนี้ทำเอาแกนนำกลุ่มสังฆะมีอาการจิตตกไปพอประมาณ    สาเหตุหนึ่งก็คือ ผู้คนบางส่วนในองค์กร เข้าใจว่า การอบรมสุนทรียสนทนา  คือ  การไปปฎิบัติธรรมเสียงั้น  อาจเป็นเพราะผู้ทำโครงการ ผู้ประสานงานจัดการทั้งหลาย เป็นกลุ่มคนปฎิบัติธรรม  เรียกว่าใบหน้ากลายเป็นโลโก้ ในทางนี้    ทว่าคนหมู่หนึ่งในองค์กรของเรา เกลียดและกลัวการปฎิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง  ข้าพเจ้าเพิ่งรับรู้เมื่อไม่นานมานี้ว่า   ผู้คนกลุ่มหนึ่งที่นี่   มองว่าเราเป็นกลุ่มเพี้ยนๆ  และทำให้โรงพยาบาลสิ้นเปลืองงบประมาณไปกับการทำโครงการเหล่านี้   เริ่มตั้งแต่การส่งเจ้าหน้าที่ไปปฎิบัติธรรมที่ศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่   เชื้อเชิญครูตั้มมานำภาวนา   นิมนต์หลวงพี่พิทยามาสอนและนำภาวนาตามแนวทางปฎิบัติธรรมแบบหมู่บ้านพลัม   ทั้งหมดนี้พวกเขามองว่า  โรงพยาบาลไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร และไม่มีดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนว่า โครงการนี้ให้ประโยชน์อะไรกับโรงพยาบาล

หัวหน้างานท่านหนึ่ง  สั่งลูกน้องไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้  โดยกล่าวว่าเป็นสิ่งไร้สาระ และพวกสังฆะก็เป็นพวกเพี้ยนๆ   พอมาสุนทรียสนทนา  เธอก็ไม่ส่งคนเข้าร่วมเช่นกัน  ทั้งนี้อาจจะเข้าใจผิดว่า  นี่เป็นโครงการปฎิบัติธรรมอะไรสักอย่างที่พวกเราจัดทำขึ้นมาอีก

  แต่เท่าที่ทราบ  โครงการอบรมสุนทรียสนทนานี้ มีท่านผู้อำนวยการเป็นผู้เห็นดีเห็นชอบด้วยค่อนข้างมาก  รวมทั้งโครงการปฎิบัติธรรมต่างๆ นั่นด้วย   แถมข้าพเจ้าก็สังเกตเห็นว่าในห้องทำงานของท่าน  มีรูปของท่านพุทธทาสตั้งอยู่บนหิ้งพระในลักษณะเป็นที่เคารพนับถืออย่างสูง  ข้าพเจ้าว่าท่านผู้อำนวยการ  มองเห็นความสำคัญในการปฎิบัติสมาธิภาวนา   และส่งเสริมให้คนทำงานในองค์กร นำธรรมะมาใช้ในการทำงาน  ...

กลุ่มคนที่เข้า่ร่วมการอบรมสุนทรียสนทนาครั้งนี้  เกินครึ่งเป็นคนที่ปฎิบัติธรรม อีกส่วนหนึ่งนั้น ไปตามหน้าที่ ไปเพราะต้องไป  บางส่วนก็ไปเพราะอยากรู้   และเข้าใจว่าบางคนไปอย่างเสียไม่ได้  ส่วนข้าพเจ้าอยู่ในกลุ่มที่อยากไป แต่ไม่สามารถไปได้    มันออกจะยากลำบากอยู่สำหรับองค์กรที่มีหมอไม่มากนัก การไปอบรมหลายคนพร้อมกัน  งานการทั้งหลายอาจดำเนินไปไม่ได้  จึงจำเป็นต้องมีคนอยู่เวรดูแลคนเจ็บไข้ได้ป่วย

ก่อนหน้านั้น  ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่า ผลการอบรมจะออกมาเช่นใด   ทว่าเมื่อวันสุดท้ายมาถึง กัลยาณมิตรที่ไปก็ส่งเสียงตามสายมาว่า คนที่ไปประทับใจมากๆ  ต่างร้องห่มร้องไห้ในวันสุดท้าย และกอดปลอบใจซึ่งกันและกัน  กอดให้กำลังใจกันและกัน   หลายคนบอกว่า  ถ้าจัดอบรมเช่นนี้อีก ก็จะไปอีก  และบางคนกล่าวว่า  เพิ่งจะรู้ว่าชีวิตคนเรา มีอะไรอีกมากมาย  มากกว่าการทำงานไปวันๆ   ข้าพเจ้าเลยถามแซวๆ ว่า   สรุปแล้ว  ทุกคนรู้จักกันมากขึ้นใช่หรือไม่จากการไปอบรมครั้งนี้  ?? กัลยาณมิตรท่านนี้ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้น

มันออกจะน่าแปลกใจอยู่  ที่คนทำงานในที่ทำงานเดียวกันมาเป็นหลายๆปี  แต่ไม่เคยรู้จักเพื่อนร่วมงานอย่างจริงๆจังๆเลย   การไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย ไม่พูดคุยกัน (ยกเว้นเรื่องในงาน ) ทำให้ทั้งสองฝ่าย กลายเป็นคนแปลกหน้า ความเมตตาและเห็นใจกันจึงเกิดได้ยากอยู่

กัลยาณมิตรทางธรรม  ที่คุ้นเคยกันเล่าว่า  จากการอบรม  ท่านอาจารย์สอนว่า เราต้องสร้างความคุ้นเคยกันก่อน ถึงจะพูดคุยกันรู้เรื่อง  ใจต้องเปิดก่อน อะไรทำนองนั้น     อันนี้ข้าพเจ้าเห็นด้วยจริงๆ   บางครั้งคนเราก็ไม่ค่อยมีเมตตากับคนแปลกหน้า เท่ากับคนคุ้นเคย    แต่ถ้าคนแปลกหน้ากลายเป็นคนที่คุ้นเคยกัน การพูดการจาขอความช่วยเหลือเกื้อกูลกันจะง่ายขึ้น    กลายเป็นว่าในชีวิตทางโลกแล้ว  เราจะเมตตาต่อเขาได้มากขึ้น  เมื่อเราได้รู้จักคุ้นเคยกับเขาอย่างแท้จริง 

ดังนั้น ในการงาน ในการสื่อสาร ในการปรึกษาแก้ไขปัญหาใดๆ ในองค์กร  เราจึงควรตั้งใจฟังเรื่องราวของเขาก่อน  และต้องฟังอย่างไม่ตัดสิน  ฟังอย่างใจเป็นกลาง  แล้วเราจะเข้าใจเขามากขึ้น และเห็นใจเขามากขึ้นกว่าเดิม 

ข้าพเจ้านึกถึงหนังสือเรื่อง เจ้าชายน้อย ขึ้นมาได้  ตอนที่เจ้าชายน้อยได้พบกับสุนัขจิ้งจอกนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นคนแปลกหน้า  สุนัขจื้งจอกนั้นไม่เคยไว้ใจมนุษย์  ทั้งสองต้องสร้างสัมพันธ์สร้างความคุ้นเคยกันในระยะเวลาหนึ่งก่อน  จนในที่สุดกลายเป็นความผูกพันธ์และมิตรภาพที่แน่นแฟ้น   และเมื่อถึงวันที่เจ้าชายน้อยต้องจากไป  สุนัขจิ้งจอกก็ถึงกับร้องไห้ ... หนังสือเรื่องนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าหลายอย่าง โดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่า " สิ่งสำคัญนั้น ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา "

เมื่อข้าพเจ้าได้รับฟังว่า  คนที่เข้าร่วมอบรมสุนทรียสนทนา  หลายคนร้องไห้ออกมา  ข้าพเจ้าก็รับรู้ว่า หัวใจของเขาทั้งหลายได้เปิดออกแล้ว  เมื่อใครก็ตามรู้จักที่จะร้องไห้สงสาร และเห็นใจในความสุข ความทุกข์ของคนอื่น  แสดงว่าหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ของเขาได้เปิดออก  ความเมตตาสงสาร ความรักความเห็นใจผู้อื่นได้ถูกแสดงออกมาในที่สุด

การร้องไห้แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องของคนที่อ่อนแอ แต่เป็นเรื่องของคนที่มีหัวใจจริงแท้และกลับมาเป็นมนุษย์แท้ๆ อีกครั้ง  มนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ  และมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน   จะมีใครสักกี่คนที่ร้องไห้ไปกับความทุกข์ความสุขของคนอื่น  จะมีใครสักกี่คนที่เลิกมองและเลิกสนใจในความทุกข์ของตนเองแล้วไปใส่ใจและเข้าใจในความทุกข์ของคนอื่น เสียบ้าง

 

ข้าพเจ้านึกถึง คำกล่าวในหนังสือ ชัมบาลาขึ้นมาได้  บทที่เขียนถึง  ใจเศร้าที่แท้จริง....

" ถ้าคุณเปิดตาขึ้นแลดูโลก  คุณย่อมรู้สึกเศร้าอย่างลึกซึ้ง  ความเศร้าชนิดนี้มิได้เกิดขึ้นเพราะเป็นผู้ถูกกระทำ  คุณมิได้รู้สึกเศร้าเพราะว่ามีใครมาดูแคลน หรือรู้สึกด้อยค่า   ทว่าประสบการณ์นี้เป็นความเศร้าที่ปราศจากเงื่อนไข  มันเกิดขึ้นเพราะว่าดวงใจของคุณได้เปิดออกอย่างหมดจด ไม่มีหนังหรือเนื้อเยื่อปกปิดมันไว้อีกต่อไป ...

ดวงใจเศร้าที่แท้จริงกำเนิดขึ้นมาจากความรู้สึกที่ว่า  หัวใจที่ว่างเปล่าของคุณนั้นเต็ม คุณอยากจะหลั่งเลือดจากใจ  อยากจะให้หัวใจของคุณแก่คนอื่น  สำหรับนักรบแล้ว  ประสบการณ์แห่งดวงใจอันเศร้าอันแสนอ่อนโยนนี้   คือจุดกำเนิดแห่งความไม่หวาดหวั่นต่อสิ่งใด  ตามความหมายสามัญแล้ว  ความไม่หวาดหวั่นหมายความว่า คุณไม่กลัว หรือหมายถึงว่า ถ้ามีใครมาทำร้ายคุณคุณจะตอบโต้กลับอย่างไรดี     เรามิได้กำลังพูดถึงความไม่หวาดหวั่นในระดับของนักสู้ข้างถนน 

ความไม่หวาดหวั่นที่แท้จริง   คือผลอันเกิดจากความอ่อนโยน  มันเิกิดจากการปล่อยให้โลกหยอกล้อจิตใจของคุณเล่น จิตใจที่ดิบและงดงาม   คุณเต็มใจที่จะเปิดมันออกโดยไม่ขัดขืนหรือเขินอาย และเผชิญกับโลก  คุณพร้อมที่จะแบ่งปันหัวใจของคุณกับผู้อื่น   "