GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ข้อสรุปงานวิจัยเรื่อง “ธุรกิจนอกระบบ : การประกอบธุรกิจสื่อลามอนาจารบนอินเทอร์เน็ต

คำว่า “สื่อลามกอนาจารบนอินเตอร์เน็ต” อาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย เพราะเป็นประเด็นปัญหาที่ถกเถียงกันมายาวนาน ถึงความพอดีถึงเสรีภาพในการแสดงออก และมาตรการที่ใช้แก้ไข แต่คำว่า “ธุรกิจสื่อลามกอนาจารบนอินเตอร์เน็ต” กลับเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย เพราะไม่มีการพูดถึงหรือศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

       ข้อสรุปงานวิจัยเรื่อง “ธุรกิจนอกระบบ : การประกอบธุรกิจสื่อลามอนาจารบนอินเทอร์เน็ต[1]

            คำว่า “สื่อลามกอนาจารบนอินเตอร์เน็ต” อาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย เพราะเป็นประเด็นปัญหาที่ถกเถียงกันมายาวนาน ถึงความพอดีถึงเสรีภาพในการแสดงออก และมาตรการที่ใช้แก้ไข แต่คำว่า “ธุรกิจสื่อลามกอนาจารบนอินเตอร์เน็ต” กลับเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย เพราะไม่มีการพูดถึงหรือศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง
           ในแง่ผู้ประกอบการนั้น ธุรกิจสื่อลามกอนาจารบนอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในด้านคอมพิวเตอร์ ทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัยและคนทำงานในสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ โดยมักเริ่มต้นจากการทำเว็บไซต์ขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการทางเพศของตนเองหรือของกลุ่ม แต่เมื่อมีผู้เข้าชมมากขึ้น ก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการทำธุรกิจ ที่ทำรายได้เริ่มต้นเดือนละเพียงไม่กี่พันบาท ไปจนถึงหลายแสนบาทต่อเดือน
           ส่วนพฤติกรรมของผู้ประกอบการสื่อลามกอนาจารนั้น เราพบว่า ผู้ประกอบการด้านนี้มักจะทำธุรกิจโดยลำพังหรืออาศัยคนสนิทเพียงไม่กี่คนในการทำเว็บไซต์  โดยมักไม่ปรากฏตัวตนที่แท้จริง เพื่อรักษาความเป็นตัวตนเสมือน (Virtual Man) เพื่อให้ยากต่อการพิสูจน์ว่า แท้จริงแล้วผู้ประกอบการเป็นใคร ซึ่งแตกต่างจากผู้ประกอบการสื่อลามกอนาจารในหลายประเทศ อย่างเช่นอเมริกา และญี่ปุ่น ที่ยอมรับธุรกิจเหล่านี้ว่าเป็นธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีเงื่อนไขเรื่องเนื้อหาเข้ามาบังคับ
           จากการศึกษาวิจัยเว็บไซต์ลามกอนาจารจำนวน 1,000 เว็บไซต์ พบว่า ยังมีเว็บที่เข้าถึงได้อยู่กว่า 643 เว็บไซต์ ในจำนวนนี้ หากแยกตามเนื้อหาจะพบว่ากว่า 285 เว็บไซต์ หรือคิดเป็น 44% จากจำนวนเว็บไซต์ที่เข้าได้ทั้งหมด เป็นคลังภาพ (Gallery) ซึ่งมีตั้งแต่ภาพโป๊เปลือยธรรมดาไปจนถึงภาพการร่วมเพศ รองลงมาคือ กระดานข่าว (Web board) จำนวน 68 เว็บไซต์ หรือ 10% อันดันสามคือ คลิปตัวอย่างภาพยนตร์ (VDO Clip) จำนวน 44 เว็บไซต์ หรือคิดเป็น 8% แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เนื้อหาประเภทแอบถ่ายและการโพสต์ภาพถ่ายเปลือยของตนเอง กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยขณะนี้มีเว็บไซต์ที่มีภาพแอบถ่ายไม่ต่ำกว่า 26 เว็บไซต์ ขณะที่ภาพและเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปียังคงมีอยู่ไม่ต่ำกว่า 10 เว็บไซต์
            ส่วนวิธีการแสวงหารายได้ของธุรกิจเว็บไซต์ลามกอนาจารโดยหลักมาจากการขายโฆษณาประเภทแถบโฆษณา (Banner) ให้กับเว็บไซต์ลามกอนาจารในต่างประเทศ หรือบริษัทที่มีธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย กับรายได้ที่มาจากการขายสินค้าประเภทวีซีดีภาพยนตร์ลามกอนาจาร ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ธุรกิจขายสินค้าประเภทนี้ทางอินเตอร์เน็ตกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการเข้มงวดทางกฎหมาย
            จากการศึกษายังพบว่า ผู้ประกอบการบางรายสามารถทำรายได้สูงถึง 300,000 บาทต่อเดือน หรือมีรายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อเดือน โดยผู้ประกอบการประเภทนี้มีรายได้จากการให้โหลดภาพซึ่งสแกนจากนิตยสารภาพโป๊ที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาด กับการหารายได้จากแถบโฆษณา (Banner) จากเว็บไซต์ลามกอนาจารในต่างประเทศ ในขณะที่บางรายมีรายได้ต่ำกว่า 10,000 ต่อเดือน และด้วยปริมาณรายได้ขนาดนี้ เป็นตัวดึงดูดให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยการเผยแพร่ข้อมูลเรื่องรายได้กันแบบปากต่อปาก
            รูปแบบของการแสวงหากำไรจากการประกอบการเว็บไซต์สื่อลามกอนาจาร มีหลายรูปแบบ กล่าวคือ การคิดค่าเช่าแบนเนอร์แบบพื้นที่ การคิดค่าเช่าแบนเนอร์แบบคลิ้ก การเก็บค่าสมาชิก การหารายได้จากการขายวีซีดีรวมทั้งการขายยาและอุปกรณ์ทางเพศ ซึ่งในบรรดารูปแบบของการแสวงหากำไรทั้งหมดรูปแบบของการคิดค่าเช่าแบนเนอร์แบบพื้นที่ เป็นรูปแบบของการแสวงหากำไรที่ได้ผลกำไรมากที่สุด และหากหันกลับมามองมูลค่าตลาดที่เกิดขึ้นจากธุรกิจเว็บไซต์สื่อลามกอนาจารจากลกุ่มตัวอย่างเว็บไซต์ 100 เว็บไซต์ที่ปรากฏในสังคมไทย พบว่าสามารถสร้างรายได้ถึงปีละ 141.36 ล้านบาท
             สำหรับมาตรการในการจัดการซึ่งเป็นมาตรการภาครัฐนั้น ช่วงที่มีการศึกษาวิจัยพบว่า มีมาตรการแก้ไขปัญหาเว็บไซต์ลามกอนาจารออกมามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขอความร่วมมือไปทางผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) บล็อกเว็บไซต์ ไม่ให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงได้ แต่มาตรการดังกล่าวก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะมีช่องว่างในมาตรการนี้อยู่มาก ตั้งแต่ความเต็มใจในการให้ความร่วมมือของ ISP หรือการปรับตัวของเว็บไซต์ลามกอนาจาร ที่สามารถเข้าถึงได้แม้จะถูกบล็อก
              แต่มาตรการของภาครัฐก็มีแนวโน้มที่จะเริ่มปรับตัวให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับการแก้ปัญหาเดียวกันนี้ในต่างประเทศมากขึ้น อย่างเช่น ข้อเสนอจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ในการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดระดับ (Rating) ของเนื้อหาในเว็บไซต์ รวมทั้งการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ หรือ CIT (Cyber Inspecter Team) เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองเว็บไซต์และส่งรายชื่อเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายให้การสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือ กสท. เพื่อแจ้งให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ดังกล่าว แต่มาตรการดังกล่าวยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ถูกจุด
              สำหรับมาตรการของภาคเอกชนนั้น กระบวนการในการเสริมสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับพิษภัยของสื่อลามกอนาจารปรากฏให้เห็นไม่มากนัก การให้ความรู้กับสังคมโดยเฉพาะเด็ก เยาวชนและครอบครัว ถูกจำกัดวงอยู่ภายในอาณาเขตที่คับแคบ และกระจัดกระจาย ทำให้การกระจายตัวขององค์ความรู้ในการจัดการสื่อลามกอนาจารไม่มีพลังทีเพียงพอ
              จะเห็นได้ว่า สิ่งที่สำคัญของการจัดการปัญหาสื่อลามกอนาจารบนอินเทอร์เน็ตไม่สามารถโดยอาศัยมาตรการปราบปราม หรือ มาตรการป้องกันอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลำพัง กระบวนการในการป้องกัน ปราบปราม รวมทั้งมาตรการในการส่งเสริม เป็นสิ่งที่จะต้องกระทำไปในเวลาเดียวกัน และที่สำคัญต้องมีความต่อเนื่อง และที่สำคัญมากไปกว่านั้นองค์กรเจ้าภาพ” ที่จะเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการ อีกทั้งการเสริมสร้าง “เครือข่ายที่เข้มแข็ง” เพื่อเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการจัดการและการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆเป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้
               มาตรการในการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันให้กับสังคมเกี่ยวกับ “สื่อทางเพศ” ให้ถูกต้อง อีกทั้งการสร้างแนวคิดเกี่ยวกับ “ระดับความรุนแรงของเนื้อหาของสื่อทางเพศ” ให้มีความชัดเจนถึงสื่อทางเพศในเชิงสร้างสรรค์ สื่อทางเพศในเชิงไม่สร้างสรรค์ทั้งที่สังคมไทยยอมรับให้มีได้แต่ในวงจำกัด รวมทั้งสื่อทางเพศที่สังคมไทยยอมรับไม่ได้ เป็นจุดตั้งต้นของการ ”ฉีดวัคซีน” ให้กับสังคมไทย
               ในขณะเดียวกัน การปราบปราม รวมทั้ง การปิดกั้นเว็บไซต์สื่อทางเพศในเชิงไม่สร้างสรรค์ ในระดับที่สังคมไทยยอมรับไม่ได้ที่ไม่ “จริงจัง” และ “ต่อเนื่อง” จะช่วยให้เว็บไซต์ประเภทนี้เบาบางลง
                อีกทั้ง มาตรการในการส่งเสริมเว็บไซต์ทางเพศในเชิงสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่สังคมไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก การประชาสัมพันธ์เว็บไซต์สื่อทางเพศในเชิงสร้างสรรค์ที่มีอยู่แล้ว การสนับสนุนให้เกิดเว็บไซต์ทางเพศเชิงสร้างสรรค์ให้มีปริมาณมากขึ้น เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดพลังในการต่อสู่กับสื่อทางเพศในเชิงไม่สร้างสรรค์ที่สังคมไทยยอบรับไม่ได้ได้เป็นอย่างดี



อ.อิทธิพล ปรีติประสงค์[2]/มณทนา สีตสุวรรณ[3]/สมา โกมลสิงห์[4]
พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร[5]/กฤตยา อาชวณิชกุล[6]
โครงการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมไทยบนอินเทอร์เน็ต
กองทุน ศาสตราจารย์ คนึง ฦาไชย
[1] งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง “ธุรกิจนอกระบบ : ศึกษากรณีการประกอบธุรกิจสื่อลามกอนาจารบนอินเทอร์เน็ต” โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานสลากกินแบ่ง
[2] อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็ก และครอบครัว ม.มหิดล
[3] ผู้พิพากษาประจำศาลชั้นตัน
[4] บรรณาธิการข่าวพิเศษ สถานีโทรทัศน์ไอทีวี
[5] อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
[6] อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 28548
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)