ข้อสรุปงานวิจัยเรื่อง “ธุรกิจนอกระบบ : การประกอบธุรกิจสื่อลามอนาจารบนอินเทอร์เน็ต”[1]
คำว่า “สื่อลามกอนาจารบนอินเตอร์เน็ต”
อาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย
เพราะเป็นประเด็นปัญหาที่ถกเถียงกันมายาวนาน
ถึงความพอดีถึงเสรีภาพในการแสดงออก และมาตรการที่ใช้แก้ไข แต่คำว่า
“ธุรกิจสื่อลามกอนาจารบนอินเตอร์เน็ต”
กลับเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย
เพราะไม่มีการพูดถึงหรือศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ในแง่ผู้ประกอบการนั้น ธุรกิจสื่อลามกอนาจารบนอินเตอร์เน็ต
ส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในด้านคอมพิวเตอร์
ทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัยและคนทำงานในสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์
โดยมักเริ่มต้นจากการทำเว็บไซต์ขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการทางเพศของตนเองหรือของกลุ่ม
แต่เมื่อมีผู้เข้าชมมากขึ้น ก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการทำธุรกิจ
ที่ทำรายได้เริ่มต้นเดือนละเพียงไม่กี่พันบาท
ไปจนถึงหลายแสนบาทต่อเดือน
ส่วนพฤติกรรมของผู้ประกอบการสื่อลามกอนาจารนั้น เราพบว่า
ผู้ประกอบการด้านนี้มักจะทำธุรกิจโดยลำพังหรืออาศัยคนสนิทเพียงไม่กี่คนในการทำเว็บไซต์
โดยมักไม่ปรากฏตัวตนที่แท้จริง เพื่อรักษาความเป็นตัวตนเสมือน
(Virtual Man) เพื่อให้ยากต่อการพิสูจน์ว่า
แท้จริงแล้วผู้ประกอบการเป็นใคร
ซึ่งแตกต่างจากผู้ประกอบการสื่อลามกอนาจารในหลายประเทศ
อย่างเช่นอเมริกา และญี่ปุ่น
ที่ยอมรับธุรกิจเหล่านี้ว่าเป็นธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย
โดยมีเงื่อนไขเรื่องเนื้อหาเข้ามาบังคับ
จากการศึกษาวิจัยเว็บไซต์ลามกอนาจารจำนวน 1,000 เว็บไซต์ พบว่า
ยังมีเว็บที่เข้าถึงได้อยู่กว่า 643 เว็บไซต์ ในจำนวนนี้
หากแยกตามเนื้อหาจะพบว่ากว่า 285 เว็บไซต์ หรือคิดเป็น 44%
จากจำนวนเว็บไซต์ที่เข้าได้ทั้งหมด เป็นคลังภาพ (Gallery)
ซึ่งมีตั้งแต่ภาพโป๊เปลือยธรรมดาไปจนถึงภาพการร่วมเพศ รองลงมาคือ
กระดานข่าว (Web board) จำนวน 68 เว็บไซต์ หรือ 10% อันดันสามคือ
คลิปตัวอย่างภาพยนตร์ (VDO Clip) จำนวน 44 เว็บไซต์ หรือคิดเป็น 8%
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า
เนื้อหาประเภทแอบถ่ายและการโพสต์ภาพถ่ายเปลือยของตนเอง
กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยขณะนี้มีเว็บไซต์ที่มีภาพแอบถ่ายไม่ต่ำกว่า 26 เว็บไซต์
ขณะที่ภาพและเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กอายุต่ำกว่า 15
ปียังคงมีอยู่ไม่ต่ำกว่า 10 เว็บไซต์
ส่วนวิธีการแสวงหารายได้ของธุรกิจเว็บไซต์ลามกอนาจารโดยหลักมาจากการขายโฆษณาประเภทแถบโฆษณา
(Banner) ให้กับเว็บไซต์ลามกอนาจารในต่างประเทศ
หรือบริษัทที่มีธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย
กับรายได้ที่มาจากการขายสินค้าประเภทวีซีดีภาพยนตร์ลามกอนาจาร
ซึ่งจากการสำรวจพบว่า
ธุรกิจขายสินค้าประเภทนี้ทางอินเตอร์เน็ตกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการเข้มงวดทางกฎหมาย
จากการศึกษายังพบว่า ผู้ประกอบการบางรายสามารถทำรายได้สูงถึง
300,000 บาทต่อเดือน หรือมีรายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 200,000
บาทต่อเดือน
โดยผู้ประกอบการประเภทนี้มีรายได้จากการให้โหลดภาพซึ่งสแกนจากนิตยสารภาพโป๊ที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาด
กับการหารายได้จากแถบโฆษณา (Banner)
จากเว็บไซต์ลามกอนาจารในต่างประเทศ ในขณะที่บางรายมีรายได้ต่ำกว่า
10,000 ต่อเดือน และด้วยปริมาณรายได้ขนาดนี้
เป็นตัวดึงดูดให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
โดยการเผยแพร่ข้อมูลเรื่องรายได้กันแบบปากต่อปาก
รูปแบบของการแสวงหากำไรจากการประกอบการเว็บไซต์สื่อลามกอนาจาร
มีหลายรูปแบบ กล่าวคือ การคิดค่าเช่าแบนเนอร์แบบพื้นที่
การคิดค่าเช่าแบนเนอร์แบบคลิ้ก การเก็บค่าสมาชิก
การหารายได้จากการขายวีซีดีรวมทั้งการขายยาและอุปกรณ์ทางเพศ
ซึ่งในบรรดารูปแบบของการแสวงหากำไรทั้งหมดรูปแบบของการคิดค่าเช่าแบนเนอร์แบบพื้นที่
เป็นรูปแบบของการแสวงหากำไรที่ได้ผลกำไรมากที่สุด
และหากหันกลับมามองมูลค่าตลาดที่เกิดขึ้นจากธุรกิจเว็บไซต์สื่อลามกอนาจารจากลกุ่มตัวอย่างเว็บไซต์
100 เว็บไซต์ที่ปรากฏในสังคมไทย พบว่าสามารถสร้างรายได้ถึงปีละ 141.36
ล้านบาท
สำหรับมาตรการในการจัดการซึ่งเป็นมาตรการภาครัฐนั้น
ช่วงที่มีการศึกษาวิจัยพบว่า
มีมาตรการแก้ไขปัญหาเว็บไซต์ลามกอนาจารออกมามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การขอความร่วมมือไปทางผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP)
บล็อกเว็บไซต์ ไม่ให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงได้
แต่มาตรการดังกล่าวก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร
เพราะมีช่องว่างในมาตรการนี้อยู่มาก
ตั้งแต่ความเต็มใจในการให้ความร่วมมือของ ISP
หรือการปรับตัวของเว็บไซต์ลามกอนาจาร
ที่สามารถเข้าถึงได้แม้จะถูกบล็อก
แต่มาตรการของภาครัฐก็มีแนวโน้มที่จะเริ่มปรับตัวให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับการแก้ปัญหาเดียวกันนี้ในต่างประเทศมากขึ้น
อย่างเช่น ข้อเสนอจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
(ICT) ในการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดระดับ (Rating)
ของเนื้อหาในเว็บไซต์ รวมทั้งการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ หรือ CIT (Cyber
Inspecter Team)
เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองเว็บไซต์และส่งรายชื่อเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายให้การสื่อสารแห่งประเทศไทย
หรือ กสท. เพื่อแจ้งให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP)
ดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ดังกล่าว
แต่มาตรการดังกล่าวยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ถูกจุด
สำหรับมาตรการของภาคเอกชนนั้น
กระบวนการในการเสริมสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับพิษภัยของสื่อลามกอนาจารปรากฏให้เห็นไม่มากนัก
การให้ความรู้กับสังคมโดยเฉพาะเด็ก เยาวชนและครอบครัว
ถูกจำกัดวงอยู่ภายในอาณาเขตที่คับแคบ และกระจัดกระจาย
ทำให้การกระจายตัวขององค์ความรู้ในการจัดการสื่อลามกอนาจารไม่มีพลังทีเพียงพอ
จะเห็นได้ว่า
สิ่งที่สำคัญของการจัดการปัญหาสื่อลามกอนาจารบนอินเทอร์เน็ตไม่สามารถโดยอาศัยมาตรการปราบปราม
หรือ มาตรการป้องกันอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลำพัง
กระบวนการในการป้องกัน ปราบปราม รวมทั้งมาตรการในการส่งเสริม
เป็นสิ่งที่จะต้องกระทำไปในเวลาเดียวกัน
และที่สำคัญต้องมีความต่อเนื่อง และที่สำคัญมากไปกว่านั้น
“องค์กรเจ้าภาพ”
ที่จะเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการ อีกทั้งการเสริมสร้าง
“เครือข่ายที่เข้มแข็ง”
เพื่อเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการจัดการและการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆเป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้
มาตรการในการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันให้กับสังคมเกี่ยวกับ
“สื่อทางเพศ” ให้ถูกต้อง อีกทั้งการสร้างแนวคิดเกี่ยวกับ
“ระดับความรุนแรงของเนื้อหาของสื่อทางเพศ”
ให้มีความชัดเจนถึงสื่อทางเพศในเชิงสร้างสรรค์
สื่อทางเพศในเชิงไม่สร้างสรรค์ทั้งที่สังคมไทยยอมรับให้มีได้แต่ในวงจำกัด
รวมทั้งสื่อทางเพศที่สังคมไทยยอมรับไม่ได้ เป็นจุดตั้งต้นของการ
”ฉีดวัคซีน” ให้กับสังคมไทย
ในขณะเดียวกัน การปราบปราม รวมทั้ง
การปิดกั้นเว็บไซต์สื่อทางเพศในเชิงไม่สร้างสรรค์
ในระดับที่สังคมไทยยอมรับไม่ได้ที่ไม่ “จริงจัง” และ
“ต่อเนื่อง” จะช่วยให้เว็บไซต์ประเภทนี้เบาบางลง
อีกทั้ง มาตรการในการส่งเสริมเว็บไซต์ทางเพศในเชิงสร้างสรรค์
เป็นสิ่งที่สังคมไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก
การประชาสัมพันธ์เว็บไซต์สื่อทางเพศในเชิงสร้างสรรค์ที่มีอยู่แล้ว
การสนับสนุนให้เกิดเว็บไซต์ทางเพศเชิงสร้างสรรค์ให้มีปริมาณมากขึ้น
เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดพลังในการต่อสู่กับสื่อทางเพศในเชิงไม่สร้างสรรค์ที่สังคมไทยยอบรับไม่ได้ได้เป็นอย่างดี
พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร[5]/กฤตยา อาชวณิชกุล[6]
โครงการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมไทยบนอินเทอร์เน็ต
กองทุน ศาสตราจารย์ คนึง ฦาไชย