เย็นวันหนึ่งขณะที่ฉันขี่รถจักรยานออกกำลังกายภายในหมู่บ้าน
“หมอ ! ช่วยไปดูยายหน่อย แกเป็นอะไรก็ไม่รู้ เร็ว ๆ ”น้าสร้อยเรียกฉันอย่างตกใจ
“ยายเป็นอะไร” ฉันละล่ำละลักถาม
“ยายเหนื่อย หอบจนตัวโย่ง หายใจเสียงดังมาก” น้าสร้อยตอบแล้วรีบจูงมือฉันไปอย่างไว
บ้านหลังใหญ่ มีบริเวณบ้านกว้างขวาง ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านดูร่มรื่นยิ่งนัก ฉันเดินเข้าไปจนถึงในสุดของบ้าน พบยายยืนหญิงชราวัย ประมาณ 70 ปี กำลังนั่งฟุบบนหมอนสูง หายใจเหนื่อยหอบมีเสียงดัง ฉันทราบว่าสามีของยายเสียชีวิตไปนานแล้ว ลูกชายอยู่ในตัวจังหวัดรับราชการ ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัด นาน ๆ จะมาเยี่ยมยายซักครั้ง น้าสร้อยเป็นหลานของยายบ้านอยู่ใกล้กับยาย คอยดูแลยายเวลาเจ็บป่วย หรือเวลายายต้องการอะไรก็อาศัยน้าสร้อยคอยช่วยเหลือซื้อหามาให้
“ยายไม่สบายตั้งแต่เมื่อไร ทำไมไม่ไปหาหมอ” ฉันถามด้วยความห่วงใย
“โอ๊ย ! ไปหาหมอ หมอก็จับฉันนอนโรงพยาบาลน่ะซิ” ยายตอบหายใจเสียงดัง
“ยายเหนื่อยขนาดนี้ ต้องไปหาหมอแล้วล่ะ” ฉันยังยืนยันบอกยาย
“ไม่เอาหรอก เดือดร้อนคนอื่นเขา ยายไม่อยากเป็นภาระของใคร นี่ก็เกรงใจแม่สร้อยเขาแย่แล้วคอยดูแลไม่ได้ห่าง” ยายตอบสีหน้าเศร้าหันไปมองหน้าสร้อย
“ยายยามเจ็บป่วยก็ต้องช่วยเหลือกันและกัน น้าสร้อยเขาคงไม่ปล่อยให้ยายเป็นอะไรมากหรอก” ฉันพยายามอธิบายให้ยายเข้าใจ
“จริงด้วยยาย ฉันจะพายายไปโรงพยาบาลเอง ” น้าสร้อยบอกยายหลังจากนั่งฟังฉันอธิบายอยู่เป็นนาน
“เอ็งจะลำบากเปล่า ๆ เดี๋ยวยายก็หาย เคยเหนื่อยอย่างนี้แหละ พอนั่งพักก็หาย” ยายยังยืนกรานคำพูดเดิม
“ยายไปให้หมอเขาตรวจดูบ้างเถอะ ว่า สาเหตุของการเหนื่อยมันมาจากสาเหตุอะไรกันแน่ จะได้รับการรักษาได้ถูกต้อง” ฉันพยายามพูดชักจูงใจ
“ยายว่าคงเหนื่อยเหมือนเดิมนั่นแหละ เพราะตอนนั้นเป็นอย่างนี้ เคยกินยาแล้วมันดีขึ้น ตอนนั้นเคยซื้อยาจากร้านขายยามากินเอง” ยายยืนยันไม่ฟังเหตุผลของฉัน
“ยายไม่อยากเป็นภาระของใคร” ยายยืนบอกซ้ำมีน้ำตาคลอเบ้าตา
“ยายคนเราก็มีภาวะเจ็บป่วย เป็นธรรมดากันทุกคน บางคนก็มีความท้อแท้ เหนื่อยหน่ายกับการพบปัญหา บางคนก็มีโรคประจำตัวหลายโรค เป็นโรคนั้นโรคนี้ บางคนก็ขาพิการ บางคนก็ต้องนอนเป็นอัมพาตครึ่งซีก แต่ว่ามีแรงและกำลังใจต่อสู้โรคที่ตนเองเป็นอยู่ ไม่ท้อไม่ถอย มีกำลังใจต่อสู้กับโรคเรื้อรังที่ตนเองเป็นอยู่ เป็นแรมปี รับประทานยาทีละหลายสิบเม็ดเขาก็ยังยิ้มสู้ได้ ” ฉันอธิบายยาวเหยียด
“แล้วทำไมลูกของยาย ถึงไม่สนใจจะดูแลยายบ้างเลย ไม่เห็นมาดูดำดูดี ไม่เหมือนหนูยังมีเวลาแวะมาเยี่ยมเยียนยาย” ยายตอบอย่างน้อยใจน้ำตาไหลอาบแก้ม
“คนเราบางคน ก็มีภาระบางอย่าง เวลาที่จะดูแลคนอื่น หรือผู้ใกล้ชิดอาจมีน้อยก็เป็นธรรมดา ลูกชายของยายก็เป็นผู้ชายจะพะเน้าพะนอ คลอเคลียเหมือนลูกสาวคงลำบากเพราะไม่ใช่นิสัยของผู้ชาย บางครั้งก็อาจมีภาระบางอย่างที่ต้องทำ มาหายายไม่ได้ ยายทำใจให้สบายเถอะนะ ถ้าจิตใจสบาย ก็ทำให้ยายมีแรงที่จะต่อสู้โรคต่าง ๆได้” ฉันปลอบใจยายพร้อมกับแตะแขนยายเบาๆ
“ในวันนี้ยายไปหาหมอก่อนดีกว่า น้าสร้อยเอารถมารับยายแล้ว เดี๋ยวหนูจะโทรบอกลูกชายยายให้” ฉันพูดพร้อมกับช่วยพยุงยายขึ้นรถ
เสียงรถน้าสร้อยขับห่างออกไป ไม่รอช้าฉันรีบโทรศัพท์หากุ๊กลูกชายของยายทันที กุ๊กตกใจที่แม่ไม่สบายรับปากฉันว่าจะรีบกลับมาหาแม่ทันที ฉันดีใจที่สามารถติดต่อกุ๊กได้ ในใจคิดจะตามไปเยี่ยมยายที่โรงพยาบาล หลังจากออกกำลังกายเสร็จ
เมื่อฉันไปเยี่ยมยายที่โรงพยาบาลพบยายนอน Admit ในตึกผู้ป่วยใน แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจล้มเหลว และความดันโลหิตสูง ยายยืนนอนหลับอยู่บนเตียงไขหัวเตียงสูง หายใจเหนื่อยหอบมีสาย O2 canular ใส่ในจมูก On Hep Lock ไว้สำหรับฉีดยา ข้างเตียงมีน้าสร้อยนั่งคอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด
“ ลูกของยายไม่ค่อยจะมาหา ทำให้ยายรู้สึกน้อยใจ หมดกำลังใจที่จะต่อสู้กับชีวิต คิดถึงลูกแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ฉันก็เป็นแค่หลานก็ได้แต่ดูแลกันไป บางทีฉันก็มีงานอื่นต้องทำ ไม่มีเวลาไปพูดคุยทำให้แกเหงาบ้าง” น้าสร้อยเล่าสายตาจับอยู่ที่ใบหน้าของยาย ฉันพยักหน้ารับรู้ในใจคิดว่าจะช่วยเยียวยาหัวใจของยายยืนได้อย่างไร นึกถึงลูกสาวของยายที่อยู่ต่างจังหวัดแล้วขอเบอร์โทรติดต่อเพื่อให้มาเยี่ยมเยียนยาย ลูกสาวของยายรับคำ
ในวันรุ่งขึ้น ฉันไปทำงานที่โรงพยาบาลพบยายยืน นั่งกินอาหารเช้าอยู่ ใบหน้ามีรอยยิ้ม ที่ฉันดีใจกับยาย ข้างๆ กายยายมีลูกชายคอยป้อนข้าว น้าสร้อยคอย บีบนวดที่ขาของยายเบาๆ
“ ฉันโทรติดต่อพี่สร้อยไม่ได้เลย ฉันเพิ่งจะทราบข่าวจากซ้อน เขาไปบอกป้าอิ่มไว้ ผมไปทำงานต่างจังหวัด เพิ่งรู้ว่าแม่ไม่สบายมาก แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จะกลับไปถามป้าอิ่มก็ไม่ทัน พอดีกับได้รับโทรศัพท์จากหมอที่อุตส่าห์โทรบอกขอบคุณมากนะครับ” กุ๊กบอกหันมาขอบคุณฉัน
“แม่ไม่เป็นอะไรหรอก ตามประสาคนแก่ เดี๋ยวเป็นนั่นเป็นนี่ไปเรื่อย ก็ต้องดูแลตัวเอง” ยายยืนพูดยังไม่หายน้อยใจ
“แม่ผมขอโทษนะ ผมก็ห่วงแม่เหมือนกัน แม่ก็แม่ผม ไม่ห่วงแม่จะห่วงใคร ผมก็ต้องทำงาน งานก็ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแม่เลย อรเขาก็ลูกอ่อน จะให้มาดูแลแม่บ้างก็ไม่ค่อยสะดวก” กุ๊กบอกพร้อมกับวางถาดข้าวสวมกอดแม่
“เห็นไหมยาย ใคร ๆ ก็เป็นห่วงยายกันทั้งนั้นแหละ เขาอาจจะดูแลยายได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะเขาต้องไปทำงานและต้องดูแลครอบครัวของเขาด้วย ยายควรจะภูมิใจนะที่ยายสามารถเลี้ยงดูลูกให้เติบโตจนเรียนจบ มีงานมีการทำ มีหน้ามีตาในสังคม มีคนนับหน้าถือตา ในขณะที่คนอื่น ๆ อาจเลี้ยงลูกได้ไม่ดีเท่ายายก็ได้ แยกครอบครัวไปแล้ว ก็ยังต้องแบมือขอเงินแม่อยู่เลย” ฉันเสริมและพูดให้กำลังใจยาย
“จริงด้วย ฉันก็รักยายอยู่นะ ฉันนับถือยายเป็นญาติผู้ใหญ่ของฉันคนหนึ่งนะ ถึงฉันจะดูแลได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ฉันก็เต็มใจนะยาย และเมื่อกี้กิ๊กเขาโทรมาบอกฉันว่าอีก 2 วันจะมาหายายด้วยละ” น้าสร้อยบอกและจับมือยายบีบเบาๆ
“ขอบใจกันทุกคนนะ รวมทั้งหมอด้วยที่อุตส่าห์ช่วยเป็นธุระให้” ยายยืนบอกพร้อมน้ำตาไหลอาบแก้มอีกครั้ง ฉันและกุ๊กช่วยประคองยายนอนหลังจากกินข้าวแล้ว และได้พูดคุยกับกุ๊กและน้าสร้อยถึงโรค อาการของโรค และวิธีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องรวมถึงการได้รับการดูแลเอาใจใส่ดูแลด้านจิตใจอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นกำลังใจให้ยายยืนต่อไป
ยายยืนนอนโรงพยาบาลอยู่ 5 วัน ท่ามกลางการดูแลเอาใจใส่ของลูกและน้าสร้อยอย่างใกล้ชิด อาการของยายทุเลาแพทย์จำหน่ายกลับบ้าน ฉันได้ตามไปเยี่ยมยายที่บ้านอีก 3 ครั้ง พบว่าน้าสร้อยคอยดูแลให้ยายปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง ในวันหยุดลูกและหลานของยายมาหายายทุกอาทิตย์ ยายมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรค อยู่อย่างมีความสุขในบั้นปลายของชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไป
การดูแลผู้ป่วยต้องดูแลแบบองค์รวม ครอบคลุมกาย จิต อารมณ์ สังคม โดยเฉพาะการดูแลด้านจิตใจซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าผู้ป่วยได้รับการดูแลด้านจิตใจโดยครอบครัว ก็จะทำให้ผู้ป่วยไม่ท้อแท้ มีความหวัง มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรค มีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข