โมเดล" การพัฒนาครู ที่มุ่งเน้นให้ครูสามารถนำการวิจัยมาใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้และสามารถออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้

ถึงเวลา"เคาะสนิม"การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

              ถ้าเป็นนวัตกรรมแบบวัตถุที่จับต้องได้ การจัดกระบวนการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ก็เป็นนวัตกรรมที่ "ขึ้นสนิม" ไปนานแล้ว   เพราะเป็นเรื่องที่พูดกันมาหลายสิบปีก่อนพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษาเสียด้วยซ้ำ แต่จนถึงทุกวันนี้ "รูปแบบ" และ "วิธีการ" ของการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบยึดผู้เรียนเป็นสำคัญกลับไปไม่ถึงไหน ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุด ก็คือ วิกฤตคุณภาพของนักเรียนไทย ดูง่ายๆ จากคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบโอเน็ต เมื่อปี 2551 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนต่ำกว่าร้อยละ 50 ทุกรายวิชา ส่วนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้งการทดสอบโอเน็ตและเอเน็ตก็มีลักษณะเดียวกัน คือ ต่ำกว่าร้อยละ 50 เกือบทุกรายวิชา
                วิกฤตคุณภาพการศึกษา เป็นวาทกรรมทางสังคมและการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย จนกลายเป็นวาระแห่งชาติไปอย่างสมบูรณ์ ปัจจัยหลัก ปัจจัยเสริมและปัจจัยแวดล้อมมากมายได้ถูกหยิบยกขึ้นเป็นหัวข้อในการวิจัย วิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด หากก็ยังไม่อาจ "ปลดล็อค" ทางคุณภาพได้  ปัจจัยสำคัญที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ก็คือคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครู ซึ่งมีอยู่ถึง "สามนัยยะ" ที่ซ้อนทับกัน ในด้านหนึ่งหมายความว่า ครูไม่มีคุณภาพในตัว "เนื้อหาวิชา"  อีกด้านหนึ่งหมายถึง ครูไม่มีคุณภาพในด้าน "กระบวนการ" คือ จัดการเรียนรู้ไม่ได้ ถ่ายทอดไม่เป็น ส่วนอีกด้านหนึ่ง คือการที่ครูยึดตนเองเป็นสำคัญ   ถ้าจะเปิดใจให้กว้าง และกล้าที่จะยอมรับ ก็จะพบว่า มีครูอีกเป็นจำนวนมากที่ยังคงจัดการเรียนการสอนแบบเดิมโดยยึดตามความสะดวก ความง่าย และความเคยชินของตนเอง การเรียนการสอนและการจัดกระบวนการเรียนรู้จึงไม่ได้ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง หรือการเรียนรู้นั้นไม่ได้ตอบสนองต่อความสนใจและความแตกต่างระหว่างบุคคล พวกเขาจึงเรียนไปวันๆ เรียนอย่างไม่มีความหมาย ไม่มีความสุข ไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ และไม่มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้และรายวิชาที่เรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจึงตกต่ำกันทั้งประเทศ
                สาเหตุสำคัญที่ครูยังคงจัดการเรียนการสอนแบบเดิมนั้น คงไม่ใช่เพราะว่าไม่เข้าใจหรือไม่รู้ความหมายและวิธีการของการจัดการเรียนรู้แบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพราะโดยภาพรวมของการพัฒนาครูนั้นไม่เคยเว้นช่วงหรือขาดตอนเลย แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าครูส่วนใหญ่เข้าใจไม่ถูกต้อง และมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบนี้  โจทย์นี้จึงต้องตอบให้ได้ว่า แล้วเราจะเสริมความรู้เรื่องกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญให้ครู "เข้าใจ" อย่างถูกต้องได้อย่างไร ต้องทำให้เรื่องนี้ "เข้าไปอยู่ในใจ" ให้ได้ด้วย นั่นก็คือ ต้องปรับแก้ทัศนคติและสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองของครู
                การวิจัยเพื่อการพัฒนาครู มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมได้จัด "โมเดล" การพัฒนาครูประจำการแบบใหม่ขึ้น จุดมุ่งหมาย อยู่ที่การมุ่งเน้นให้ครูสามารถนำการวิจัยมาใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้และสามารถออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาผู้เรียน ความสำคัญของโมเดลนี้อยู่ที่ปรัชญา กระบวนการ ขั้นตอนและวิธีการของการจัดอบรม บนพื้นฐานสำคัญที่ว่า ครูจะต้องไม่ "ทิ้ง" นักเรียนและห้องเรียนเพื่อไปพัฒนาตนเอง  ลักษณะที่สำคัญของการจัดอบรม คือการที่ครูจะต้องศึกษาด้วยตนเองจากเอกสาร จากกระบวนการกลุ่ม จากการฟังการบรรยาย การศึกษาจากกรณีศึกษา การฝึกปฏิบัติ การสาธิตและการทดลองทำ โดยในระหว่างการฝึกปฏิบัติ จะมีกระบวนการนิเทศและติดตามผลโดยคณะวิทยากรอย่างใกล้ชิด
                ด้วยวิธีการอบรมที่ทำให้ครูไม่ต้องทิ้งเด็กแบบนี้เท่านั้นที่มหาวิทยาลัยเชื่อว่า คือการพัฒนาครูเพื่อให้เกิดผลต่อตัวผู้เรียนที่แท้จริง   เช่นนี้แล้ว ถึงเวลาหรือยังที่ต้องช่วยกันเคาะและขัด"สนิม"

 

จาก:  มติชนรายวัน   ฉบับที่ 11460   ปีที่  32  วันที่  26  กรกฎาคมพ.ศ.2552