ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยวิกฤติไข้หวัดใหญ่2009ในICU

            

  สวัสดีค่ะสมาชิกชาวแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทุกท่าน สถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ (เอช1เอ็น1)หรือไข้หวัดใหญ่2009ระบาดไปกว่า168ประเทศทั่วโลก มีผู้เสียชีวิตแล้ว1154 ราย และในประเทศไทยก็ได้มีการระบาดไปในทุกภุมิภาค คาดว่ามีผู้ติดเชื้อ350,000 500,000 ราย มียอดผู้เสียชีวิตในตอนนี้ 81 ราย และคาดว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะอยู่อีกอย่างน้อย 2 ปี ผู้ที่ติดเชื้อร้อยละ90 ไม่มีอาการรุนแรงและหายไข้ แต่มีผู้ติดเชื้อส่วนหนึ่งที่มีอาการรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะคนที่มีปัจจัยเสี่ยงก็จะถึงขั้นวิกฤต หอบเหนื่อยหายใจไม่ไหว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจและย้ายเข้าไอซียู บทบาทของพยาบาลวิกฤติในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญและขณะเดียวกันมาตรการการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อก็ต้องปฎิบัติอย่างเคร่งครัด

                ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่2009ที่มีภาะวิกฤติได้เข้ารับการรักษาในห้องแยกแผนกไอซียู โดยพยาบาลที่ดูแลได้รับการมอบหมายจากผู้ตรวจการแผนกฯให้เวียนเข้าไปดูแลเพื่อรองรับสถาณการณ์เนื่องจากเราไม่มีพยาบาลเฉพาะ และเนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอาการหนักและซับซ้อน พยาบาลที่เข้าไปดูแลจึงต้องมีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยหนักเป็นอย่างดี  ผู้เขียนเองก็ได้มีโอกาสดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้2ครั้งค่ะ

               รายแรกเป็นผู้ป่วยหญิงวัย32ปี หนัก160 กิโลกรัม มีภาวะหายใจล้มเหลวที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และยังมีภาวะช๊อคต้องได้รับยาDopamineและAdrenalineกระตุ้น ผู้ป่วยได้รับยาสงบระงับและยาคลายกล้ามเนื้อหายใจเพื่อไม่ให้มีการหายใจต้านเครื่อง  นอนอยู่ในห้องแยกและปิดมิดชิด ก่อนเข้าไปดูแลจะต้องล้างมือ ใส่ชุดป้องกันซึ่งประกอบด้วย หมวก แมสก์ เสื้อ และร้องเท้า และถอดแยกในขยะติดเชื้อเมื่อออกมาจากห้องผุ้ป่วยพร้อมกับล้างมือ ในเวรที่ผู้เขียนได้ดูแลนั้นผู้ป่วยเริ่มมีอาการทรุดจากการดำเนินโรคของภาวะSevere ARDSค่ะและยังมีภาะน้ำเกินจากภาวะไตวายฉับพลัน  สัญณาณชีพเริ่มไม่คงที่ ออกซิเจนแซทจูเรชั่น70-80% แพทย์ได้พยายามปรับเครื่องช่วยหายใจช่วยเต็มที่แต่ผลตรวจ ABG ต่ำมาก การทำนายโรคไม่ดีและในที่สุดคืนนั้น ผู้เขียนได้โทรศัพท์ตามญาติผู้ป่วยเพื่อมารับการแจ้งอาการ การรักษาและการทำนายโรคจากแพทย์ 03.30น. จนถึงตอนเช้าผ่านพ้นเวรดึกไป และผู้เขียนเองก็ได้ติดตามอาการและการรักษาผู้ป่วยรายนี้ แต่ผลสุดท้ายผู้ป่วยก็เสียชีวิตในที่สุดค่ะ

              ส่วนรายที่2 เป็นเด็กหญิงอายุ5ขวบและเป็นโรคลมชัก มีไข้สูงบิดาพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล อาการดำเนินอย่างรวดเร็วจนมีระบบหายใจล้มเหลวใน2วัน ได้ใส่ท่อช่วยหายใจแล้วส่งต่อมารักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เข้าดูแลในแผนกวิกฤ ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวมีภาะช๊อค ไตวาย ตับวายอย่างเฉียบพลัน ระบบหายใจล้มเหลวและมีภาวะน้ำท่วมปอด วันนั้นทั้งแพทย์และพยาบาลต่างก็ช่วยกันเต็มที่ วุ่นจนแทบจะไม่ได้ทานข้าวกัน แต่ก็เป็นงานที่ท้าทายและต้องยื้อยุดให้ได้กับภาวะวิกฤตนี้ จนผู้ป่วยมีสัญณาณชีพคงที่และเริ่มตื่นรู้สึกตัว

มันเป็นความรู้สึกดีดีค่ะหลังจากที่ได้ดูแลผู้ป่วยมาอย่างเต็มที่ ปัจจุบันผู้ป่วยรายนี้ยังอยู่ในการดูแลรักษาในแผนกฯไอซียูค่ะ

               จากประสบการณ์การการดูแลผู้ป่วย 2รายนี้ ผู้เขียนประจักษ์ความจริงอย่างหนึ่งค่ะ สถานการณ์แบบนี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน และเป็นเหตุการณ์ที่เราต้องร่วมแรงร่วมใจกันในการตอบสนองต่อนโยบายด้านการดูแลรักษาของประเทศ คงไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดที่อยากจะติดเชื้อและป่วยไข้ด้วยโรคนี้ ขอให้เราเต็มที่กันทุกฝ่ายนะคะ ส่วนผู้เขียนและชาวพยาบาลวิกฤตเตรียมพร้อมเสมอค่ะ ไม่ว่าจะมีผู้ป่วยโรคนี้เข้ามารักษากี่รายเราพร้อมเสมอ...ยังไงยังไงก็ขอกำลังใจด้วยนะคะ