พยายามทำตัวให้เป็นธรรมชาติกับการเขียนบันทึกใน gotoknow แต่ก็ยังแปลกๆ  นึกลึกๆ ในใจว่า เราเขียนแล้ว จะมีใครมาอ่านไหมนะ อีกเสียงในใจก็ตอบมาว่า ไม่มีใครอ่าน ก็ไม่เห็นเป็นอะไร เวลาที่เราเขียนลงในกระดานข่าวของเรา หรือหนังสือพิมพ์ เราก็ไม่เห็นต้องกังวลเลย ต้องมีคนอ่านงานของเราอยู่แล้ว
              แต่อีกเสียงในหัว ก็โต้มาว่า เอาเวลาไปทำงานในพื้นที่ดีกว่ามังนะ มานั่งบ่นๆ หน้าคอม ในเว็บของคนที่เป็นนักคิด นักจัดการความรู้ไปทำไม ? เดินไปถามเขาเลยดีกว่าไหม ? นัดอาจารย์วิจารณ์เลยดีไหม ? ลากท่านไปพื้นที่อีกสักครั้งไหม ?
              อีกเสียงบอกว่า น่าจะดีนะที่มาถ่ายทอดประสบการณ์ของเราตรงนี้ จะได้มีอะไรใหม่ๆ เพิ่มมาในหัวบ้างไง ทำงานมาก็หลายปี งานก็คืบหน้าบ้าง ไม่คืบหน้าบ้าง อย่างกรณีแม่อาย
             งั้นลองบันทึกเรื่องกรณีคนไร้สัญชาติที่แม่อายดีไหม งั้นบันทึกเลยก็แล้วกัน
             ถามว่า เรื่องไหนที่หนักใจที่สุดในชีวิตในวันนี้ ตอบว่า เรื่องคนแม่อาย ซึ่งประสบความไร้รัฐมาตั้งแต่วันที่รัฐไทยเริ่มทำทะเบียนราษฎรในราว พ.ศ.๒๔๕๒ – ๒๔๙๙ วิบากกรรมของคนแม่อายนั้นถูกทำเป็นสารคดีไปทั่วโลก
              สมัยก่อน พ.ศ.๒๔๙๙ ก็ไม่มีใครหรอกที่จะมีชื่อใน ทร.๑๔ ก็ตกในสภาพไร้รัฐกันหมดแหละค่ะ เพราะแนวคิดเรื่อง “รัฐชาติ (Nation-State)” ยังนั่งเรือมาไม่ถึงประเทศไทย แต่พอมีแนวคิดที่จะทำ “ทะเบียนราษฎร” แบบฝรั่งเขา ก็ไม่อาจจะเอาชื่อคนที่อาศัยบนขวานทองนี้ไปใส่ในฐานข้อมูลที่เรียกว่า “ทะเบียนราษฎร” ได้จนครบถ้วน โดยงานวิจัยที่ทำกันในมหาวิทยาลัยทั้งในและนอกประเทศไทย ก็รายงานตรงกันว่า มีคนที่ฟังได้ว่า มีสัญชาติไทยตามแนวชายแดนภาคเหนือที่ยังคงไม่มีชื่อใน ทร.๑๔ และที่น่าแปลก ก็คือ คนจำนวนไม่น้อยที่ถูกบังคับให้ยอมรับว่าเป็น “คนสัญชาติพม่า” ในราว พ.ศ.๒๕๑๙ – ๒๕๒๒   
            ท่านทั้งหลายคงคิดเถียงในใจว่า แล้วชาวบ้านเขายอมได้ไง ?
           ก็ตอบได้ว่า เขาไม่ยอมหรอกค่ะ มีการต่อสู้หลายรูปแบบที่จะพิสูจน์ว่า ฉันมีสัญชาติไทย มีไม่น้อยที่คุยกับกรมการปกครองอยู่หลายปี แต่ไม่รู้เรื่องกัน จนในที่สุด ก็ต้องถวายฎีกาไปยังในหลวง และก็ไม่ผิดหวังที่ในหลวงจะทรงให้สำนักพระราชวังมาดูค่ะว่า  เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
          เรื่องของแม่อายก็เหมือนกันค่ะ พอตระหนักว่า กรมการปกครองคงไม่ยอมรับฟังแน่แล้ว ชาวบ้านแม่อายดั่งเดิมก็ถวายฎีกา และในที่สุดท่านผู้ว่าราชการเชียงใหม่ในยุคนั้นก็มาจัดการแก้ปัญหาให้จนชื่อของคนจำนวนไม่น้อยกลับเข้าไปอยู่ใน ทร.๑๔
          แต่ในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๕ วิบากกรรมก็เกิดแก่คนแม่อาย ๑๒๔๓ คนอีกครั้ง กล่าวคือ นายอำเภอแม่อายมีประกาศฉบับเดียวถอนชื่อคน ๑๒๔๓ คน โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้โต้แย้งสักคำว่า เขาเป็นคนสัญชาติพม่าหรือเป็นคนสัญชาติไทยกันแน่
          ๓ ปีของการคุยกับกรมการปกครอง เริ่มต้นก็นอกศาลปกครอง ต่อมาก็ในศาลปกครอง แล้วทั้งศาลปกครองชั้นต้นและสูงสุดก็เห็นว่า การเพิ่มชื่อชาวบ้านในปี ๒๕๔๒ – ๒๕๔๔ เป็นไปตามกฎหมาย แต่การถอนชื่อในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๕ นั้นขัดต่อกฎหมาย
         ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งในวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๘ ให้กรมการปกครองเอาชื่อชาวบ้าน ๑๒๔๓ คนเข้า ทร.๑๔ ให้มีสถานะดังที่เคยได้รับการพิสูจน์ในปี พ.ศ.๒๕๔๒ – ๒๕๔๔
วันนี้ วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๙ แล้ว เกือบ ๙ เดือนนับแต่ที่ศาลมีคำพิพากษา มีท่านผู้หนึ่งที่เป็นที่เคารพนับถือของคนแม่อายโทรมาเล่าให้ฟังว่า มีคนๆ หนึ่งซึ่งอยู่ใน ๑๒๔๓ คน มาหารือว่า อำเภอแม่อายไม่ยอมเอาชื่อกลับเข้า ทร.๑๔  เขาควรจะทำอย่างไรดี ?
         เราตะโกนถามลั่นโทรศัพท์ว่า จริงหรือ ? เป็นไปได้ไง ?
         ท่านที่โทรมา ยืนยันว่า จริง
         เราเริ่มหัวเสียแล้ว ถามอีกว่า แล้วชาวบ้านยอมได้ไง ?
          ท่านที่โทรมาหา หัวเราะอย่างขมขื่น ก็เขากลัวอำเภอ
         เราหัวเราะบ้าง ขมขื่นเช่นกัน ตอนฟ้องคดี มีชาวบ้านกล้าลงชื่อฟ้องแค่ ๘๐๐ กว่าคน ทั้งที่ประกาศของอำเภอแม่อายนั้นกระทบ ๑๒๔๓ คน ๔๐๐ กว่าคนที่เหลือนั้นมีทั้งกลัว ไม่กล้าฟ้องอำเภอ หรือปลงตก ยอมรับชะตากรรม
         เราเคยได้ยิน แม่เฒ่าท่านหนึ่งบอกว่า สงสัยจะต้องทำใจยอมรับว่าเป็นพม่าเสียแล้ว ถ้าหลวงท่านไม่อยากให้สัญชาติไทย เราถามท่านว่า ท่านมาจากพม่าหรือ ? ท่านแม่เฒ่าตอบเราว่า ครอบครัวเฮาเป็นคนเมือง ถ้าเฮาเป็นพม่า คนทั้งเชียงใหม่ก็เป็นพม่าด้วย ซึ่งพอเราเข้าไปศึกษาจริงจัง เราก็พบว่า ครอบครัวของท่านนั้นเป็นครอบครัวเก่าแก่ของแม่อายจริงๆ  เรางงอยู่มากว่า สิ่งเรารู้ดูคนจำนวนมากก็รู้ แต่ทำไมกรมการปกครองไม่รู้
         กลับมาเล่าให้จบว่า ท่านที่โทรมา แจ้งให้ทราบว่า กรมการปกครองจะตรวจสอบเพื่อถอนชื่อชาวบ้านออกจาก ทร.๑๔ อีกหนแล้ว
         เรานึกสงสารคนแม่อายกลุ่มดังกล่าวจับใจ ชีวิตของพวกเขาดูจะไม่มี “สุขภาวะ” เลยนะ ต่อสู้ที่จะเป็นคนสัญชาติไทยใน “บัตรพลาสติกสีฟ้า” อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ละวันก็เจ็บช้ำน้ำใจในความโชคร้ายที่กระหน่ำตีตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย จนวันนี้เป็นยุคของลูกหลาน ก็ยังถูกสงสัยว่า เป็นคนพม่าอยู่อีก
         สงสัยจริงว่า ประสบการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ดูจะไม่สร้างบทเรียนอะไรเลยให้ใครบางคนในกรมการปกครองเลยหรือไร ?
          แล้วจะมาเล่าเชิงบ่นถึงชะตากรรมของคนแม่อายต่อค่ะ
         หากสนใจอยากศึกษาว่า ทำไมคนแม่อายไม่น้อยจึงเผชิญกับปัญความไร้รัฐความไร้สัญชาติ ?โปรดคลิก URL ต่อไปนี้เพื่ออ่านต่อได้ค่ะ
           http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=2&s_id=50&d_id=51