ที่มาความเชื่อ
จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมาของชุมชนบ้านนาหงส์และชุมชนข้างเคียง ว่า บริเวณดอนสิมนาหงษ์ เป็นเมืองเก่า มีโบสถ์อยู่ดอนสิม เป็นโบสถ์ประจำเมืองนครหงษ์ จนมาอีกสมัยหนึ่งเมืองดังกล่าวก็ร้าง ชาวบ้านที่ผ่านไปมาบริเวณดังกล่าวพบเห็น มีหงษ์ฝูงใหญ่มาจับบนต้นไม้ไม่ยอมบินหนีไปไหน เพื่อเฝ้าสิม (โบสถ์) อยู่ทุกวัน ชื่อเมืองนครหงษ์ อาจมีที่มาจากเหตุการณ์ที่มีหงส์อาศัยอยู่มาก ณ บริเวณนี้ เมื่อเมืองนครหงษ์รกร้างว่างเปล่า มีแต่ทุ่งนาร้าง ไม่มีลักษณะเป็นชุมชนเหมือนเดิม จากการเข้าขุดค้นของชาวบ้านได้พบโพลงเหล้ามีลักษณะคล้ายแจกันขนาดกว้าง 2 นิ้ว สูง 3 นิ้ว มีหู 2 หู ทำจากดิน สวยงามมาก ปัจจุบันยังคงรักษาอยู่ พบที่บริเวณห้วยหินสาดห่างจากดอนสิมนาหงษ์ประมาณ 5 กิโลเมตร และเครื่องใช้ในการดำรงชีพจำนวนหนึ่งบริเวณดังกล่าว แต่ปัจจุบันวัตถุดังกล่าวได้สูญหายไปกับผู้ขุดค้น ส่วนที่เหลือปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่ชิ้น
จากหลักฐานที่ปรากฏบริเวณดอนสิมนาหงษ์ โบสถ์มีขนาดกว้างประมาณ 6 เมตร ยาวประมาณ 8 เมตร ทำด้วยอิฐดินเผาขนาดกว้างประมาณหนึ่งคืบ ยาวเกือบสองคืบ หนาประมาณ 3 นิ้ว ก่อเป็นกำแพง จากการค้นพบครั้งสุดท้ายเป็นกำแพงสูงประมาณเมตรเศษ ๆ ช่วงปี พ.ศ. 2500
การรื้อสิม (โบสถ์)
เหตุการณ์ต่อมา มีพระอาจารย์รูปหนึ่งชื่อพระสงกา ได้มาจำพรรษาที่วัดนาหงษ์ ได้เห็นชาวบ้านนำศพมาเผา โดยวิธีเอาฟืนมาวางซ้อนทับกันแล้วนำศพมาวางบนกองฟืน ประกอบกับได้ยินชาวบ้านพูดคุยกันเรื่องตำนานเมืองนครหงษ์ จึงได้เข้าไปสำรวจ ได้พบเห็นซากเป็นกำแพงก่อด้วยอิฐแดงเหลืออยู่สูงประมาณ 1 เมตร จึงมีความคิดที่จะเอาอิฐดังกล่าวมาก่อสร้างเป็นเตาเผาศพ จึงได้ปรึกษากับชาวบ้าน และตกลงกันที่จะเอาอิฐดังกล่าวมาจึงได้พาชาวบ้านไปรื้อกำแพงสิมเพื่อเอาอิฐที่ก่อเป็นกำแพงดังกล่าวนำมาก่อสร้างเป็นเตาเผาศพ หลักฐานปรากฏเป็นชิ้นสำคัญนั้นก็พลอยหายไปตั้งแต่ตอน
นั้นมา
ปรากฎการณ์แปลก ๆ ที่เกิดขึ้น
ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติจากบริเวณดอนสิมที่ชาวบ้านประสบพบด้วยตนเอง บุคคลอื่น และคำบอกเล่าจากคนรุ่นก่อน จากการขยายของชุมชนและชาวบ้านก็ขยายเขตพื้นที่ทำกินและจับจองที่ดินเพิ่มปริมาณมาก จนขอบเขตการทำมาหากินมาถึงเขตเมืองนครหงษ์เก่า จากประสบการณ์เล่าสืบกันมาผู้ใดเข้าไปถางป่าตัดต้นไม้บริเวณนั้นผู้นั้นหรือครอบครัวนั้นต้องเจ็บไข้ได้ป่วยโดยไร้สาเหตุ และรักษาไม่หายจนกว่าผู้นั้นจะไปขอขมาลาโทษจากบริเวณดอนสิม โดยสิ่งที่จะเซ่นไหว้นั้นจะปรากฏในความฝันของผู้เจ็บไข้ ซึ่งจะต้องเซ่นไหว้ตามนั้นถึงจะหาย จนเป็นประโยคติดปากของชาวบ้าน เช่น ฝันว่าหมูลอย แสดงว่าสิ่งที่เซ่นผีจะต้องเป็นหมูเอาไปตุ๋น เป็นต้น หรือจะมีหมอผีหมู่บ้านมาจับไม้ไล่ยาม หักไม้ เพื่อจะวิเคราะห์ว่าผีตนใดมาเข้าสิงทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยจะได้หาวิธีแก้โดยการเซ่นไหว้หรือไล่แล้วแต่วิธีของหมอผีอีก ปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งเกิดกับชาวบ้านหลายคนผู้ใดไม่หลบหลู่หรือบุกรุกเข้าไปบริเวณนั้นเมื่อกลับออกมาปรากฏการณ์นี้ชาวบ้านเรียก “ลอยบน” ลักษณะของปรากฎการณ์บริเวณดังกล่าวจะมืดตลอดโดยทั่วไปคล้ายคลึ้มเมฆคลึ้มฝน แต่เมื่อพ้นเขตดังกล่าวก็จะสว่างเป็นกลางวันปกติ จนชาวบ้านเชื่อในเรื่องผีหรือผู้เฝ้าเมืองเก่าโบราณแห่งนี้
ด้วยความเชื่อดังกล่าว ชาวบ้านผู้ใดจะเข้าไปบุกรุกหรือทำการใด ๆ บริเวณนั้นจะต้องเซ่นไหว้ผีก่อน โดยแต่ละคนจะปฏิบัติไม่เหมือนกันบางคนใส่ของเซ่นไหว้บนกระทง จาน หรือวางกับพื้น บางคนตั้งศาลเพียงตา จนเกิดประเพณีปฏิบัติของชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “ผีถือสัตย์ คนถือศิล” ผีถือสัตย์ คือผู้ใดมาเซ่นขอขมาต่อผีผีก็จะไม่ไปทำให้ผู้นั้นหรือคนในครอบครัวนั้นเจ็บไข้ได้ป่วย ก็คือ สัจจะ ส่วนคนถือศีล คือ ผู้นั้นต้องไม่หลบหลู่บุกรุกต่อผู้อื่น
จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ผู้คนทั่วไปทั้งในพื้นที่และมาจากที่อื่นจึงหลั่งไหลกันมาขุดค้นหาวัตถุโบราณต่าง ๆ ซึ่งปรากฏว่า พบวัตถุโบราณจำนวนหนึ่งและได้นำออกจากพื้นที่จำนวนมากจนไม่สามารถหาพิสูจน์ได้ จะมีเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้นที่ยังคงอยู่กับคนในพื้นที่ซึ่งพอจะพิสูจน์ได้บ้าง จากเหตุดังกล่าวผู้มีวิชาอาคมไม่เว้นแต่พระสงฆ์อยากจะพิสูจน์สิ่งลี้ลับแห่งนี้ หลายต่อหลายรายต้องประสบชะตากรรมต่าง ๆ นา ๆ เช่น เสียชีวิต เสียสติ เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นจำนวนมากจนขณะนั้นไม่มีคนกล้าจะไปพิสูจน์อีกและชาวบ้านพร้อมใจกันตั้งศาลเพียงตาไว้ที่ดอนสิม จนถึงปัจจุบันนี้
แม้แต่ครั้งหนึ่ง พระสงฆ์รูปหนึ่ง มีความคิดจะสร้างโบสถ์ที่ดอนสิม แต่ก็ทำไม่ได้ ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบแน่ชัด นับแต่นั้นมาพระรูปนั้นก็หายไป โดยไม่ทราบว่าเป็นตายร้ายดีประการใด
หลักฐานทางภูมิประเทศ
จากลักษณะทำเลที่ตั้งทางภูมิประเทศ ประกอบกับวัตถุโบราณ คำบอกเล่าและปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้พอจะสันนิฐานได้ว่า บริเวณดังกล่าวเคยเป็นเมืองนครหงษ์มาก่อน และมีเคยชุมชนอยู่บริเวณมีมากพอสมควร ขอบเขตของเมืองเริ่มตั้งแต่ดอนสิมฝั่งตะวันตก ตอนใต้ห้วยหงษ์ และเขตเหมืองแร่แบไรต์ ทิศตะวันออกจดภูเขา ทิศเหนือชุมชนหนาแน่นอยู่ถึงบริเวณทุ่งหนองแดง ชุมชนปละปลายและเส้นทางสัญจรไปถึงดอนชม
การอยู่อาศัยและการประกอบอาชีพบริเวณดังกล่าวเป็นที่ราบกว้างมีลำห้วยที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการเกษตรกรรม
คุ้มหนองแดง มีลักษณะพื้นดินมีสีแดงคล้ายอิฐที่ก่อกำแพงของสิม(โบสถ์) จากหลักฐานและคำบอกเล่าจากคนสมัยก่อน
การอพยพตั้งถิ่นฐานใหม่
บริเวณดอนสิมและบริเวณที่สันนิฐานว่าเป็นเมืองนครหงษ์ที่เคยมีชุมชนดังกล่าว เป็นป่าและทุ่งนารกร้าง ในส่วนของป่าบริเวณนั้นชาวบ้านจะเรียกว่า สี่เหล่าเก้ากำ คือเป็นป่าทึบคล้ายป่าดงดิบ ส่วนทุ่งนาเรียกนาเฮื้อ หรือนาร้าง แสดงว่าเคยเป็นแหล่งชุมชนอาศัยมาก่อนและดำรงชีพด้วยการทำนาและจากร่องรอยที่ปรากฏจากการอพยพของชุมชนมาตั้งถิ่นฐานใหม่ ซึ่งตามบอกเล่าของคนสมัยก่อนมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่บริเวณหมู่บ้านนาค้อ ณ ปัจจุบัน เหตุที่อพยพย้ายถิ่นฐานไม่ปรากฏเรื่องราวที่แน่ชัดว่าเป็นภัยธรรมชาติหรือภัยจากมนุษย์
฿ ข้อมูลนี้ได้มาจากองค์การบริหารส่วนตำบลปากชมครับ
฿ แหล่งอ้างอิงก็จะเป็นรูปภาพและคำบอกเล่าของผู้เฒ่าในหมู่บ้านครับ
฿ วันหลังไปข้อมูลและรูปภาพด้วยกันนะครับนัดนักเรียนไว้แล้ว