นี่แหละ...วิทยากรยุคใหม่ ที่ HR สมัยใหม่ต้องการ
|
นี่แหละ...วิทยากรยุคใหม่ ที่ HR สมัยใหม่ต้องการ
|
|
ผมได้รับการติดต่อจาก ผู้บริหารระดับสูงด้าน HR ขององค์กรสมัยใหม่แห่งหนึ่งให้ออกแบบหลักสูตรฝึกอบรม "วิทยากรยุคใหม่"ให้กับผู้จัดการฝ่ายต่างๆ ขององค์กร จำนวน 10 ท่าน โดยวัตถุประสงค์หลักก็คือต้องการสร้าง ผู้จัดการเหล่านี้ให้เป็นวิทยากรภายใน (in-house trainer) ทำหน้าที่ฝึกอบรมพนักงานและลูกค้าของบริษัท
ผู้บริหารที่ติดต่อผมมานี้เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง อายุ 35 ปี จบ MBA จากต่างประเทศ มีประสบการณ์ทำงานด้าน HR กับองค์กรไทยและต่างประเทศมากว่า 10 ปี ท่านบอกกับผมว่าไม่ต้องการสร้างวิทยากรแบบเดิมๆ ที่ชอบสอนแบบเน้นการบรรยาย นำเสนอด้วยพาวเวอร์พอยต์ ไปทีละสไลด์ ไล่ตามเอกสารประกอบการบรรยาย ผู้เรียนหรือผู้เข้าอบรมก็นั่งฟังกันไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็หลับรอเวลาว่าเมื่อไรจะถึงเวลาเลิกการอบรมสัมมนาเสียที
หลังจากนั้นผมได้นัดพบและพูดคุยกับผู้บริหารท่านนี้พร้อมกับคำถามมากมาย รวมทั้งคำถามที่จะขาดไม่ได้ก็คือ "วิทยากรยุคใหม่... ที่ HR สมัยใหม่ต้องการเป็นแบบไหนเหรอ ?" แล้วผมก็ได้คำตอบเกี่ยวกับวิทยากรยุคใหม่มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง ซึ่งผมสรุปได้ 7 ข้อ ดังนี้ครับ
1.วิทยากรยุคใหม่ควรเข้าใจว่าผู้เรียนหรือผู้เข้าอบรมคือคนที่รู้ดีที่สุดในงานของเขาและผู้เรียนก็คือผู้ที่นำความรู้ไปปรับปรุงพัฒนางานหรือแก้ไขปัญหาด้วยตัวของเขาเองไม่ใช่วิทยากร เพราะฉะนั้นวิทยากรยุคใหม่ไม่ควรยัดเยียดความรู้อัดเนื้อหาวิชาการที่วิทยากรเตรียมมา (อย่างมากมาย) ให้ผู้เรียนฟังแต่วิทยากรควรเป็นคนที่มาสร้างบรรยากาศให้ผู้เข้าอบรมอยากเรียนรู้หน้าที่ของวิทยากรคือดึงความรู้ และประสบการณ์ของผู้เรียนออกมาให้มากที่สุดวิทยากรควรเป็นผู้แนะนำและให้แนวทางเบื้องต้นเท่านั้นหลังจากนั้นผู้เรียนจะเป็นคนต่อยอด สร้างความรู้ และคิดหาแนวทางการแก้ไขด้วยตนเองโดยการได้ทดลองทำและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจากการลงมือปฏิบัติจริง
2.วิทยากรยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องแจกเอกสารประกอบการบรรยายที่เต็มไปด้วยทฤษฎีต่างๆ (ที่ไปลอกของคนอื่นมา) แต่ควรมอบหมายให้ผู้เรียนอ่านสิ่งที่ผู้เรียนสนใจและเกี่ยวข้องกับหลักสูตรมาล่วงหน้า ค้นคว้าหาความรู้มาเองล่วงหน้าเตรียมเอกสารมาเอง ตั้งคำถามมาล่วงหน้าเพื่อถามวิทยากร อยากรู้อะไรก็เตรียมตัวมาค้นคว้ามาและพร้อมจะแลกเปลี่ยนซักถามกับวิทยากรในวันฝึกอบรม
3.การฝึกอบรมไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องฝึกอบรมทุกวันหรือทุกหลักสูตรบางหลักสูตรบางวันก็ควรเปลี่ยนบรรยากาศหรือปรับสภาพสิ่งแวดล้อมให้ดูไม่เป็นทางการจนเกินไปเพราะธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ได้เป็นทางการการเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากการบังคับ
ไม่ได้เกิดในห้องสี่เหลี่ยมเสมอไป การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ในโรงภาพยนตร์ในขณะชมคอนเสิร์ต ในระหว่างทำกิจกรรมร่วมกัน ในร้านสุกี้ ใต้ต้นไม้ ในทุ่งนา ป่าเขาในอุทยานแห่งชาติ ริมทะเล ในวัด ในป่าช้า ขณะเล่นกีฬา ในห้างตลาดสดและที่สถานที่ต่างๆ อีกมากมาย
4.วิทยากรยุคใหม่ควรเข้าใจเรื่อง action learning คือการให้ผู้เรียนได้ลงมือทำจนพบความรู้ด้วยตนเอง นักวิชาการเรียกว่า "การเรียนรู้เชิงประจักษ์" ยกตัวอย่าง การเรียนรู้เทคนิคการร้องเพลงของคุณพลพล (ศิลปินแกรมมี่) ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสารแรงบันดาลใจว่า "...ผมเองไม่เคยเรียนร้องเพลง ไม่เคยรู้ทฤษฎี เกี่ยวกับการร้องเพลงเลยทุกอย่างล้วนเป็นการฝึกหัดจากตัวเองทั้งนั้น...และเมื่อได้มอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นคนเทสต์เสียงนักร้องใหม่ผมก็เลยสร้างรูปแบบการฝึกร้องเพลงขึ้นมา ใหม่..." นี่แหละครับ action learning
5.ในกรณีที่เป็นการฝึกอบรมในห้อง (classroom training) วิทยากรยุคใหม่ควรจัดเตรียมอุปกรณ์หรือเครื่องมือค้นหาข้อมูลความรู้ในขณะที่ฝึกอบรมเช่น มี google ให้ค้นคว้าได้ทันทีเว็บไซต์และเว็บบล็อกที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรที่ฝึกอบรมวิธีการนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการฝึกอบรมนอกห้องโดยการมอบหมายให้ผู้เรียนไปสืบค้นหาข้อมูลความรู้ในแหล่งที่วิทยากรแนะนำให้อ่านมาล่วงหน้าหรือมอบหมายให้ไปอ่านหนังสือมาก่อนแนวทางการจัดเตรียมอุปกรณ์หรือเครื่องมือในการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองนั้นเป็นการฝึกให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการที่จะเรียนรู้ (learn how to learn)
6.วิทยากรยุคใหม่ควรสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนอยากเรียน อยากรู้อยากแลกเปลี่ยน เช่น
- ทำตัวเป็นกันเอง ไม่เก๊กเก่ง ไม่เก๊กฉลาดจนทำให้ผู้เข้าอบรมเกร็ง ไม่กล้าพูดด้วย ความเป็นกันเองสร้างได้ เช่นการเรียกชื่อเล่นผู้เรียน พูดคุยเรื่องทั่วไปเล่าเรื่องความผิดพลาดหรือความล้มเหลวของตัวเองให้ผู้เรียนฟังบ้าง
- การแต่งตัวของวิทยากร อาจจะต้องถอดสูท ถอดเนกไทไว้กับบ้าน แต่งตัวธรรมดาๆเป็นพวกเดียวกับผู้เรียน ไม่ใช่แต่งตัวหรูหรา เหมือนเดินออกมาจากแมกาซีนแฟชั่นกลายเป็นวิทยากรไฮโซฯมาสอนคนโลโซ
- วิทยากรยุคใหม่ควรลดการใช้ศัพท์วิชาการและคำภาษาต่างประเทศลงบ้างเพราะคำเทคนิคเฉพาะ หรือภาษาอังกฤษ อาจทำให้ผู้เรียนรู้สึกไม่เข้าถึง ไม่เข้าใจและไม่อยากเรียนรู้ไปเลยก็ได้
- เป็นผู้ที่พร้อมจะเรียนรู้ร่วมกันเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ เช่น ยืนบ้าง นั่งบ้าง เดินเข้าไปหาผู้เข้าอบรมบ้างไม่ใช่นั่งอยู่บนเวที หรือยืนอยู่ที่โพเดียมตลอดหลักสูตร ถ้าผู้เรียนนั่งบนเก้าอี้วิทยากรก็นั่งบนเก้าอี้ (ระดับเดียวกัน)ถ้าผู้เรียนนั่งกับพื้น วิทยากรก็นั่งกับพื้นได้ (ไม่แปลกครับ)
- วิทยากรสามารถแสดงความรู้สึกได้ เหมือนมนุษย์ทั่วไป เช่น ดีใจ เสียใจ ผิดหวังเสียดาย ก็แสดงความรู้สึกออกมาได้ หรือสื่อสารให้ผู้เรียนรับรู้ ไม่ใช่มัวแต่เก๊กเก็บความรู้สึกไว้ วิทยากรไม่กล้าหัวเราะเสียงดัง ไม่กล้าน้ำตาซึม ในห้องอบรมเพราะกลัวเสียฟอร์ม เสียมาดวิทยากร ที่จริงแล้ววิทยากรควรมีอารมณ์ร่วมไปพร้อมๆ กับผู้เรียน
7.เทคนิคการฝึกอบรมต่างๆ ของวิทยากรยุคใหม่
- ใช้การบรรยาย (lecture) ให้น้อยลง วิทยากรมาสร้างบรรยากาศให้ผู้ใหญ่เกิดการเรียนรู้ (adult learning) ด้วยตัวเขาเอง ไม่ได้มาสร้างบรรยากาศให้คนนอนหลับ
- หลีกเลี่ยงการสอบ pre-test และ post-test เพราะการทดสอบแบบนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าคนที่ได้คะแนนดีจะเป็นคนที่มีทักษะดีหรือทัศนคติดีคนที่ทำคะแนนแบบทดสอบได้ดี แต่นิสัยเสียและพฤติกรรมการทำงานเลว ผลงานไม่ดีก็มีเยอะ
- เน้นการฝึกปฏิบัติให้ผู้เรียนได้มีโอกาสลงมือทำด้วยตนเองมากที่สุดวิธีนี้ผู้เรียนจะเป็นผู้วางแผน ลงมือทำและเห็นผลลัพธ์ด้วยตนเองวิทยากรและผู้เข้าอบรมท่านอื่นๆ จะช่วยกันเป็นคนให้ feedback และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์
- ชมภาพยนตร์ (ดีๆ) ที่สร้างจากเรื่องจริงหรือเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลจากสถาบันที่เชื่อถือได้แต่ไม่ใช่ว่ามาเปิดหนังให้ดูกัน 2 ชั่วโมงนะครับวิทยากรควรจะมอบหมายเป็นการบ้านให้ผู้เรียนดูมาก่อนการฝึกอบรมจะได้ไม่กินเวลาในห้องอบรม ควรใช้เวลาในห้องอบรมเปิดเป็นเวทีสนทนาหรือล้อมวงแลกเปลี่ยนความรู้ ตลอดจนบทเรียนที่ได้จากภาพยนตร์ที่ชมมาและการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน
- เกมการเรียนรู้ (ที่สนุกและมีสาระความรู้) เดี๋ยวนี้มีเกมที่ใช้ในการฝึกอบรมขายใน website มากมายหรือจะสร้างและพัฒนาเกมขึ้นมาใหม่ก็ได้บางเกมก็หาซื้อจากศูนย์หนังสือตามมหาวิทยาลัย หรือจากงานสัปดาห์หนังสือก็ได้ครับ
- กรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง รวมที่ข่าวสารต่างๆ ที่ได้จากหนังสือพิมพ์นิตยสาร ข่าวทีวี เว็บไซต์ เว็บบล็อก รูปภาพ และคลิปวิดีโอสิ่งเหล่านี้เร้าความสนใจของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี
- วีซีดี หรือดีวีดีเพลง ดนตรี คอนเสิร์ต เทคนิคนี้น่าจะเหมาะกับการฝึกอบรมกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen X และ Gen Y) ที่ชอบ เอดูเทนเมนต์
- วิธีอื่นๆ เช่น แนะนำผู้เรียนให้ไปเข้าชมรมสมาคมต่างๆ ใช้เครือข่าย (networking) ต่างๆ ให้ผู้เรียนแสดงละคร หรือกิจกรรมใดๆก็ตามที่ผู้เรียนได้ลงมือทำอะไรบางอย่างและสะท้อนออกมาว่าเขาได้เรียนรู้อะไรที่เป็นประโยชน์กับตัวเองบ้างโดยวิทยากรต้องเป็นนักฟังที่ดีปล่อยให้ผู้เรียนแต่ละคนสะท้อนความคิดและความรู้สึกออกมา โดยไม่ขัดคอ ไม่ขัดจังหวะ
ท่านผู้อ่านคงมองเห็นภาพของวิทยากรยุคใหม่ที่ HR ยุคใหม่ต้องการได้ชัดเจนขึ้นแต่จะนำวิทยากรยุคใหม่ไปฝึกอบรมคนในองค์กรของท่านหรือไม่ก็ดูให้ดีว่าคนในองค์กรของท่าน (ผู้บริหารและพนักงาน)เป็นคนยุคใหม่ที่พร้อมจะเรียนรู้จากวิทยากรยุคใหม่หรือไม่ ถ้าคำตอบคือ "ไม่"ก็อย่าดันทุรัง เดี๋ยวจะเสียเวลา เสียงบประมาณเปล่าๆ แต่ถ้าคำตอบคือ "ใช่"องค์กรที่ท่านทำงานอยู่เป็นองค์กรสมัยใหม่ผู้บริหารและพนักงานก็เป็นคนที่มีความคิดและวิธีการทำงานสมัยใหม่วิทยากรยุคใหม่ก็น่าจะเหมาะนะครับ
|
|
ที่มา :www.matichon.co.th
|
อยากจะบอกว่า ใช่เลย