สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดสัมมนาพิเศษด้านอาหารและโภชนาการเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ พ.ศ. 2535 และในการสัมมนาระหว่างวันที่ 15 – 17 สิงหาคม 2548 คุณหมออภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูลจากโรงพยาบาลอุบลรัตน์และผมได้รับเกียรติเป็นวิทยากรในหัวข้อ “สิทธิด้านอาหารและโภชนาการที่พอเพียงเพื่อการพัฒนามนุษย์ : ประสบการณ์กรณีจังหวัดน่านและขอนแก่น” ผู้เข้าร่วมเสนาประกอบด้วยพระองค์ท่าน นางสนองพระโอษฐ์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายใน 5 ท่าน เจ้าหน้าที่จากโครงการส่วนพระองค์ 5 ท่าน นักวิชาการและคณาจารย์อีก 14 ท่าน รวมทั้งสิ้น 25 ท่าน ร่วมเสวนาทางวิชาการโดยนักวิชาการเป็นผู้นำเสนอความรู้และวิทยาการเรื่องอาหารและโภชนาการ นักวิชาการแต่ละท่านใช้เวลานำเสนอท่านละ 30 – 60 นาที ต่อจากนั้น  พระองค์ท่านจะทรงซักถามและทรงเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องพระราชทานแก่ผู้ร่วมเสวนาเป็นระยะตลอด 3 วัน ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตผมที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ร่วมการเสวนาตลอดทั้ง 3 วัน จึงขอนำพระราชกระแสรับสั่งที่สำคัญๆ มาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ และรับสนองพระราชกระแสและแนวพระราชดำริอย่างเต็มสติกำลัง
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าว่าตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในพื้นที่โดย พระองค์ท่านเป็น “มือสัมภาษณ์” โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนให้บันทึกชื่อ ที่อยู่ของราษฎรผู้ทรงสัมภาษณ์เป็นลำดับแรกเพื่อให้แน่ใจว่าจะติดต่อกับเขาได้ในการให้การช่วยเหลือ จากนั้นต้องพิจารณาความเร่งด่วนโดยทรงจำแนกคนที่เดือดร้อนมากต้องช่วยก่อนคนที่พอช่วยตนเองได้ พระองค์ท่านเล่าว่าการแยกคนพอมีกับคนจนไม่มีจะกินนั้นจะพิจารณาจากเสื้อผ้าการแต่งกายนั้นไม่ได้ พระองค์ท่านจึงพิจารณาจากใบหน้า สุขภาพที่ปรากฏบนใบหน้านั้นเสแสร้งมิได้ คนป่วยหรือคนไม่มีจะกินจนหน้าซีดเซียวก็ต้องช่วยเขา พระราชหฤทัยของพระองค์อยากให้พสกนิกรเป็นสุข พ้นทุกข์ มีสิทธิที่พึงมี การที่จะพระราชทานอาหารให้ก็ทรงเลือกสรรสิ่งดีให้แก่พสกนิกร แต่บางครั้งบริษัทห้างร้านที่บริจาคอาหารและยารักษาโรคมาบางทีก็ใกล้วันหมดอายุหรือหมดอายุไปแล้ว พระองค์ท่านทรงพิจารณาแล้วว่าไม่สมควรนำไปแจกจ่าย ครั้นทรงนำไปให้สุนัข สุนัขก็ไม่กิน จึงทรงนำอาหารใกล้หมดอายุนั้นไปเลี้ยงปลาในบ่อ ทรงย้ำเสมอว่าต้องให้สิ่งที่ผู้รับนำไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ใช่การนำอาหารหรือยาใกล้หมดอายุไปแจกจ่าย ถือว่าเป็นการทำบาปมิใช่การทำบุญ ต่อมาผู้บริจาคก็เข้าใจในปัจจุบันจึงไม่มีปัญหาเรื่องอาหารหรือยาใกล้หมดอายุอีกเลย

พระองค์พระราชทานหลักการทำงานเพื่อความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรว่า การเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์เป็นแนวทางการดำเนินงานของพระองค์ ประการแรกต้องให้เขาทำด้วยตนเองให้ได้ เกิดความมั่นใจอยากทำด้วยตนเอง มิใช่เป็นฝ่ายรับความช่วยเหลืออยู่ตลอด ประการที่สองผู้ให้ต้องไม่คิดว่าตนนั้นสูงกว่า มีศักดิ์ศรีสูงกว่า ต้องก้มตัวลงไปช่วยคนที่ต่ำต้อยกว่า ต้องไม่คิดอย่างนี้ ประการที่สาม ต้องไม่ประจานผู้ที่เราให้การช่วยเหลือว่ายากไร้น่าสมเพช ดังนั้นการหยิบยื่นความช่วยเหลือต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ทำให้การพระราชทานความช่วยเหลือนั้นเป็นการพระราชทานโอกาสให้พสกนิกรช่วยตนเองได้ในที่สุด

เรื่องข้าวอาหารของคนไทย พระองค์ท่านมีพระราชกระแสว่า “…อย่าทิ้งพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ข้าวป่าบ้านเราเจอที่ไหนอย่าไปทิ้ง ขณะนี้มีวิธีเก็บพันธุ์ข้าวไว้ได้นาน เจอข้าวพื้นเมืองที่ไหนขอให้เก็บไว้ เห็นคนต่างชาติเขามาบ้านเราเก็บข้าวของเราไป พอไปดูที่ประเทศเขามีข้าวไทยมากมาย เขาเก็บไปอย่างไรไม่รู้…” ในวันที่สองของการสัมมนาพระองค์ท่านทอดพระเนตรนิทรรศการเกี่ยวกับอาหาร เมื่อถึงกิจกรรมของโรงเรียนชาวนามูลนิข้าวขวัญจังหวัดสุพรรณบุรี คุณเดชา ศิริภัทรและชาวนาจากโรงเรียนกราบบังคมทูลขอพระองค์ทรงคัดเลือกเมล็ดข้าวที่มีลักษณะสมบูรณ์ 5 เมล็ดจากพันธุ์ข้าวพื้นเมืองลูกผสมข้ามพันธุ์ (Hybrid) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงใช้แว่นขยายและปากคีบคัดเลือกเมล็ดข้าวนานราว 10 นาที และพระราชทานเมล็ดข้าวซึ่งทรงเลือกให้แก่เกษตรกรไปลงกระถางเพาะและขยายพันธุ์ยังความปลาบปลื้มให้แก่นักเรียนโรงเรียนชาวนาเป็นล้นพ้น
เคล็ดไม่ลับของพระองค์ในการลดน้ำหนักลงได้ 13 กิโลกรัมนั้น ทรงเล่าประสบการณ์ทดลองอาหารและออกกำลังกายของพระองค์แก่บรรดานักวิชาการผู้เข้าร่วมเสวนา ด้วยพระ      สรุเสียงปนพระสรวลเป็นระยะๆ ประมวลได้ความว่า ไม่โปรดน้ำอัดลม คือไม่เสวยน้ำอัดลมเลย และพระองค์ท่านทรงไม่โปรดที่จะเสวยพระกระยาหารเย็นในเวลาเกิน 17 นาฬิกา นอกจากมีพระราชกรณียกิจ พระองค์ท่านทรงออกกำลังกายโดยการเดินหรือวิ่งตอนเช้า 1 กิโลเมตร และในตอนเย็นอีก 2 กิโลเมตรเป็นประจำทุกวัน
เวลาเลยเที่ยงของวันที่ 16 สิงหาคม 2548 ขณะที่พระองค์ท่านทรงเสร็จการร่วมสัมมนาในภาคเช้าและกำลังเสด็จพระราชดำเนินไปสู่ห้องเสวยพระกระยาหารกลางวัน ทรงหันมาเล่าถึง   การทดลองพระกระยาหารพิเศษซึ่งพระองค์ท่านกำลังทดลองอยู่พระราชทานแก่ผู้ติดตามเสด็จ อาหารนั้นคือมะระขี้นกต้ม 10 ผล บีบมะนาว ทรงเสวยเป็นประจำทุกวัน ตามด้วยเสียงพระสรวลอย่างไม่ถือพระองค์
ที่เล่ามาเป็นเพียงเศษเสี้ยวของพระราชอัฉริยภาพและพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าฟ้านักโภชนาการของชาวไทย