จิตเภท

โรคจิตเภท(schizophrenia)

 

              ลักษณะที่สำคัญของโรคนี้คือผู้ป่วยมีความผิดปกติของความคิด  อารมณ์  การรับรู้และพฤติกรรมเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน  โดยที่ผู้ป่วยไม่มีโรคทางกาย  โรคของสมอง  พิษจากยาหรือสารเสพติดที่จะเป็นสาเหตุของอาการดังกล่าว

ความผิดปกติของความคิด

เป็นความเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นจริงอย่างฝังแน่นไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะมีเหตุผลหลักฐานมาแย้ง  ซึ่งแบ่งออกเป็นดังนี้

1.persecutory delusion  ผู้ป่วยมีความคิดว่ามีคนสมคบคิดกันทำร้ายตน   มีคนสะกดรอยตาม  ถูกลอบวางยาพิษและถูกก่อกวนทำให้ไม่สบายใจ    ผู้ป่วยมักมีความขุ่นเคืองใจและมีอารมณ์โกรธอยู่เสมอ   และอาจแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงต่อผู้อื่น   ซึ่งผู้ป่วยคิดไปเองว่ากำลังจะทำร้ายตน

2.somatic  delusion    ผู้ป่วยมีความคิดหลงผิดว่าเป็นโรคทางกาย   ชนิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่าตนเองมีกลิ่นเหม็น   บางรายมีความรู้สึกว่ามีแมลงมาไต่ตามตัวหรือในผิวหนัง   มีตัวพยาธิอยู่ในร่างกาย   บางรายคิดว่ารูปร่างหน้าตาตัวเองผิดสัดส่วนหรือน่าเกลียด    มีความคิดว่าอวัยวะภายในไม่ทำงาน  เช่น  ลำไส้ไม่ทำงาน

3.Grandiose  delusion  ผู้ป่วยมีความหลงผิดว่ามีความสามารถพิเศษหรือได้ค้นพบผลวานที่ยิ่งใหญ่   บางคนคิดว่ามีความสัมพันธ์เป็นคนพิเศษกับบุคคลสำคัญ   เช่นเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี   หรือคิดว่าตนเองเป็นบุคคลสำคัญ    ความคิดหลงผิดอาจเกี่ยวข้องกับศาสนา   เช่นคิดว่าตนเป็นผู้นำพระราชดำรัสมาจากพระเจ้า

4.Jealous  delusion  ผู้ป่วยมีความคิดว่าคู่ครองตนเองนอกใจ   โดยมีพื้นฐานมาจากร่องรอย  เล็กๆ  น้อยๆ  เช่น เสื้อผ้ายุ่งเหยิงหรื มีจุดบนผ้าปูที่นอน   ผู้ป่วยจะนำข้อมูลดังกล่าวมาเป็นเหตุผลว่าคู่ครองนอกใจ   ผู้ป่วยมักเผชิญหน้ากับคู่ครองหรือคู่รักตรงๆ    และพยายามที่จะขัดขวางด้วยการติดตามดูการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดสืบหาว่าใครคือคู่รักของคู่ครองซึ่งผู้ป่วยคิดไปเอง    และอาจบันดาลโทสะ   ทำร้ายคู่ครองด้วยความโกรธแค้น   อาการหลงผิดชนิดนีน้พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง  เป็นอัตรา  4:1

5. Erotomanic  delusion  ผู้ป่วยคิดว่าคนอื่นมารักใคร่ชอบพอตน   ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่ผู้ป่วยคิดไปเอง     บุคคลนั้นมักเป็นคนที่มีชื่อเสียงในสังคม    ความรักดังกล่าวมักเกี่ยวกับความรู้สึกเทิดทูลบูชาและเป็นความรักในอุดมคติมากกว่าจะเป็นความรักในฉันท์ชู้สาว    ผู้ป่วยจะพยายามติดต่อกับบุคคลนั้นด้วยวิธีการต่างๆ  เช่น  เขียนจดหมาย   โทรศัพท์   ให้ของขวัญหรือคอยติดตามไปพบ    การกระทำของผู้ป่วยจะเป็นการรบกวนและก่อให้เกิดความรำคาญอย่างมาก    ซึ่งอาการนี้พบในผู้หญิงส่วนใหญ่    ผู้ป่วยผู้ชายอาจมีปัญหาทางด้านกฎหมายเนื่องจากจะคอยติดตามบุคคลผู้นั้นไป  โดยหวังที่จะให้ความช่วยเหลือ    ให้พ้นจากอันตรายซึ่งผู้ป่วยจินตนาการไปเอง

ความผิดปกติด้านอารมณ์

ผู้ป่วยโรคจิตเภทจะมีลักษนะทางอารมณืผิดปกติ  2 ชนิด คือ

1. Inappropriate  mood  แสดงอารมณ์ไม่เหมาะสมกับเหตุการณ์

2.apathy คือมีอารมณ์เฉยเมย   ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ

 

ความผิดปกติ ด้านการรับรู้    

การรับรู้ที่ผิดปกติของผู้ป่วยจิตเภท   เป็นการับรู้โดยปราศจากสิ่งเร้าภายนอกมากระตุ้น ชึ่งเรียกว่าอาการประสาทหลอน  โดยอาการประสาทหลอนมีดังนี้

1. ประสาทหลอนทางการได้ยิน (Audiyory  Hallucination)  ผู้ป่วยได้ยินเสียงคนพูดหัวเราะ   หรือด่าตน   โดยที่ไม่มีสถานการณ์นี้เกิดขึ้น

2.ประสาทหลอนทางการมองเห็น (Visual Hallucination )  ผู้ป่วยมองเห็นภาพต่างๆโดยที่ไม่เป็นจริง

3.ประสาทหลอนทางการสัมผัส (Tactile Hallucination)  ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกเหมือนมีอะไรมาไต่ตอมตามผิวหนัง  โดยที่ไม่มีสิ่งเร้าจริง

4. ประสาทหลอนทางการับกลิ่น (Olactoryf  Hallucination ) ได้กลิ่นแปลกๆโดยคนอื่นไม่ได้กลิ่น

5. ประสาทหลอนทางการรับรส (Gustatory Hallucination )  ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกมีรสแปลกๆเกิดขึ้น  เช่น รสหวาน  รสขม ที่ลิ้น

 

ความผิดปกติด้านพฤติกรรม

       เป็นพฤติกรรมที่ใครก็เห็นว่าแปลกพิกล   ไม่สมเหตุสมผล   ไม่มีจุดมุ่งหมาย   คาดเดาไม่ได้  ว่าเขาทำเพราะอะไร  ตัวอย่างเช่น   สวมเสื้อหลายตัวมอมแมม   เดินเร่ร่อน   จู่ๆถอดเสื้อผ้าทิ้งทั้งๆที่อยู่ในที่สาธารณะ  หรือยืนจ้องพระอาทิตย์อยู่กลางถนน  เป็นต้น  โดยพฤติกรรมอาการแบ่งออกได้ 2  อย่างคือ  

ก.      กลุ่มอาการด้านบวก (Positive Symptoms) แสดงออกในด้านความผิดปกติของความคิด การรับรู้ การติดต่อสื่อสาร และพฤติกรรม ซึ่งแบ่งตามลักษณะอาการออกเป็น 2 ด้านใหญ่

1.Psychotic  dimension  ได้แก่ อาการหลงผิด  อาการประสาทหลอน

       อาการหลงผิด (Delusion) ชนิดที่พบบ่อย ได้แก่ persecutory delusion, delusion of reference รวมทั้งอาการหลงผิดที่จัดอยู่ในกลุ่มอาการหลักของ Schneider ส่วนอาการหลงผิดอื่น ๆ ที่พบบ้าง เช่น somatic delusion, religious delusion หรือ grandiose delusion เป็นต้น อาการหลงผิดที่มีน้ำหนักในการวินิจฉัย ได้แก่ bizarre delusion ซึ่งเป็นอาการหลงผิดที่มีลักษณะแปลก ฟังไม่เข้าใจ หรือเป็นไปไม่ได้เลย อาการหลงผิดที่จัดอยู่ในกลุ่มอาการหลักของ Schneider จัดว่าเป็น bizarre delusion

       อาการประสาทหลอน (Hallucination) ที่พบบ่อยเป็น auditory hallucination อาจเป็นเสียงคนพูดกันเรื่องของผู้ป่วย เสียงคอยวิจารณ์ตัวผู้ป่วย หรือสั่งให้ทำตาม นอกจากนี้อาจเป็นเสียงอื่น ๆ ที่ไม่มีความหมาย อาการประสาทหลอนชนิดอื่นอาจพบได้บ้างเช่น tactile หรือ somatic hallucination อาการประสาทหลอนที่มีน้ำหนักในการวินิจฉัยได้แก่ auditory hallucination ที่จัดอยู่ในกลุ่มอาการหลักของ Schneider

2.Disorganization  dimension ได้แก่ disorganized  behavior และ disorganized speech

      Disorganized behavior เป็นพฤติกรรมที่ผิดไปจากปกติอย่างมาก ผู้ป่วยแต่งตัวสกปรก แปลก เช่น สวมเสื้อหลายตัวทั้งที่อากาศร้อนจัด บางคนปัสสาวะกลางที่สาธารณะ บางคนจู่ ๆ ก็ร้องตะโกนโดยที่ไม่มีเรื่องอะไรมากระตุ้น

       Disorganized speech ผู้ป่วยไม่สามารถรวบรวมความคิดให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันได้ตลอด ซึ่งจะแสดงออกมาให้เห็นโดยผ่านทางการพูดสนทนา อาการที่แสดงออกนี้ต้องเป็นมากจนไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างอาการเช่น loose associations, incoherent speech, หรือ  tangentiality เป็นต้น     

ข.      กลุ่มอาการด้านลบ (Negative Symptoms) เป็นภาวะที่ขาดในสิ่งที่คนทั่ว ๆ ไปควรมี เช่น ในด้านความรู้สึก ความต้องการในสิ่งต่าง ๆ อาการเหล่านี้ได้แก่  

Alogia  พูดน้อย   เนื้อหาที่พูดน้อย  ใช้เวลานานกว่าจะตอบ

Affective  flattening  การแสดงอารมณ์ลดลงมาก  หน้าตาเฉยเมย  ไม่ค่อยสบตา     แม้ว่าบางครั้งอาจยิ้มหรืออารมณ์ดีบ้าง      แต่โดยรวมแล้วการแสดงออกของอารมณ์จะลดลงมาก

Avolition  ขาดความกระตือรือร้น  เฉื่อยชาลง    ไม่สนใจเรื่องการแต่งกาย  ผู้ป่วยอาจนั่งอยู่เฉยๆ   ทั้งวันโดยไม่ทำอะไร    

Asociality   เก็บตัวเฉยๆไม่ค่อยแสดงออก  หรือไม่มีกิจกรรมที่สนุกสนาน   

       ในระยะอาการกำเริบ อาการสำคัญส่วนใหญ่จะเป็นอาการในกลุ่มอาการด้านบวก ส่วนกลุ่มอาการด้านลบนั้นมักพบในระยะหลังของโรค และไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเหมือนกลุ่มอาการด้านบวก