แต่ขอให้สังเกต กฎหมายไทยก็มิได้ยอมรับให้มีการเปิดตลาดเสรีโดยไม่มีเงื่อนไข
       เมื่อมาตรา ๘๗ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ บัญญัติว่า “รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด กำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม หรือการจัดให้มีการสาธารณูปโภค”
        จึงไม่อาจโต้แย้งได้ว่า กฎหมายสูงสุดของประเทศไทยยอมรับ “ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด” หรือแนวคิดเกี่ยวกับการเปิดตลาดเสรี
          แต่ขอให้สังเกต กฎหมายไทยก็มิได้ยอมรับให้มีการเปิดตลาดเสรีโดยไม่มีเงื่อนไข จะเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้เองกลับกำหนดพันธกรณี ๕ ประการ แก่รัฐไทยในขณะดำเนินการเปิดตลาดเสรี กล่าวคือ (๑) กำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม (๒) คุ้มครองผู้บริโภค (๓) ป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม (๔) ยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และ (๕) ไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน ทั้งนี้ เพราะการกระทำหรือการละเว้นกระทำดังกล่าวอาจนำมาซึ่งการริดรอน “เสรีภาพในการประกอบการ” กล่าวคือ แนวคิดตลาดเสรี
          แต่อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์อันเป็นข้อยกเว้น กฎหมายนี้ก็ให้อำนาจแก่รัฐไทยที่จะการกระทำหรือการละเว้นกระทำดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็น ซึ่งกฎหมายนี้ยอมรับให้มีได้ใน ๓ กรณี กล่าวคือ (๑) ความมั่นคงของรัฐ (๒) ผลประโยชน์ส่วนรวม หรือ (๓) การจัดให้มีการสาธารณูปโภค