การประชุมวิชาการรังสีเทคนิคประจำปี 2549 ที่พัทยา เมื่อวันที่ 26-28 เมษายน 2549 เป็นการประชุมครังที่ 14 หรือเรียกว่า 14th TSRT จบลงไปแล้ว แต่จะมีภาระกิจต่อเนื่องตามมาอีกมากมาย ทั้งวิธีคิดและวิธีปฏิบัติ ซึ่งถ้าจะไม่พูดถึงเลยก็ดูจะผิดธรรมเนียม การประชุมปีนึ้มีเรื่องที่อยากบันทึกให้ชาวเราได้ทราบหลายเรื่อง และขอแสดงมุมมองเกี่ยวกับก้าวเดินต่อไป ของการรวมใจเป็นหนึ่งเดียว เพื่อจุดหมายสำคัญ คือการบริการและดูแลชาวประชา ให้ดี ให้ครบถ้วน ตามภาระหน้าที่ของเรา

.....เรื่องแรกคือ เกิดปรากฏการณ์ที่ชาวเรามาร่วมประชุมจำนวนมากกว่าทุกครั้งของการประชุมระดับประเทศ ที่ไม่ใช่ระดับนานาชาติ คือมีชาวเรามาร่วมประชุมเกินกว่า 350 คน โรงแรมเวลคัม จอมเทียน ซึ่งเป็นสถานที่ประชุม มีห้องพักให้ไม่พอสำหรับชาวเราที่เข้าประชุมทั้งหมด ต้องแยกบางส่วนไปพักที่เนเชอรัล ปาร์ครีสอร์ต ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 1.5 กิโลเมตร ทำเอาสมาคมฯต้องวุ่นวายในการจัดเตรียมการประชุมกันแบบคาดไม่ถึง ฝ่ายเลขาธิการบอกว่า อีกสองวันจะถึงวันประชุมแล้ว ยังมีชาวเราติดต่อขอลงทะเบียนและจองที่พัก เล่นเอาปวดหัวเลย จะปฏิเสธไม่รับเพราะเลยเวลามาแล้วก็ไม่กล้าเพราะเห็นใจ นี่แหละครับ คนไทยก็จะเป็นแบบนี้ อะลุ่มอล่วย เอื้อเฟื้อกัน เป็นลักษณะพิเศษที่คนชาติอื่นไม่มี

.....เรื่องที่สอง เป็นเรื่องที่ประวัติศาสตร์ชาวรังสีต้องจารึกไว้ว่า วันที่ 26 เมษายน 2549 เวลาเช้า เป็นครั้งแรกที่นายกสมาคมฯ 5 สมาคมฯที่เกี่ยวกับรังสีเทคนิค คือ 1.สมาคมรังสีเทคนิดแห่งประเทศไทย 2.สมาคมรังสีการแพทย์แห่งประเทศไทย 3.สมาคมศิษย์เก่ารังสีเทคนิครามาธิบดี 4.สมาคมศิษย์เก่ารังสีเทคนิค รพ.จุฬาลงกรณ์ 5.สมาคมศิษย์เก่ารังสีเทคนิค ม.สงขลานครินทร์ มาร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์ด้วยการแสดงมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของรังสีเทคนิคไทย ต่อหน้าชาวเราที่เข้าร่วมประชุมกว่า 350 คน ซึ่งวันนั้นสมาคมฯเชิญผมให้ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย คณะกรรมการผู้คิดโปรแกรมนี้บอกผมว่า สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทยอยากเห็นความมีเอกภาพในวิชาชีพ อยากเห็นว่า "รังสีเทคนิคไทย รวมใจเป็นหนึ่งเดียว เหลียวแลชาวประชา" จึงขอเริ่มต้นก้าวเดินไปสู่จุดหมายของการรวมหัวใจด้วยการเชิญทุกสมาคมฯมาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ก่อนหน้าจะถึงวันนี้ เมื่อสมาคมฯเชิญผมให้เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย ผมรับเชิญทั้งที่รู้สึกกังวลใจมาก ว่าผลมันจะออกมาอย่างไร เพราะก่อนหน้านั้น บอกตามตรงว่า มีกระแสความหวาดระแวงซึ่งกันและกันแว่วมาให้ผมและชาวเราได้รับรู้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อมีการตอบรับร่วมอภิปรายของนายกสมาคมฯทุกท่าน ผมก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาขั้นหนึ่ง และการปรากฏตัวของนายกสมาคมฯทุกท่าน (ยกเว้น นายกสมาคมรังสีการแพทย์แห่งประเทศไทยซึ่งได้ส่งผู้แทนเข้าร่วม เพราะติดภาระกิจสำคัญจริงๆ) ยิ่งทำให้รู้สึกดีขึ้นมาก และที่สุด เมื่อการอภิปรายเริ่มขึ้นผมและชาวเราที่ร่วมประชุมวันนั้น ก็รู้สึกได้ว่ามีรังสีแห่งความสมานฉันท์แผ่อบอวลห้องประชุม ทำให้ผมโล่งอก และคิดว่าต้องเกิดการก้าวเดินไปข้างหน้าสู่การหลอมรวมหัวใจให้เป็นหนึ่งเดียวอีกอย่างแน่นอน

          

.....เรื่องที่สาม เป็นเรื่องต่อเนื่องจากเรื่องที่สอง คือก้าวเดินต่อไปนั้น คืออะไร? วันนั้นไม่ได้มีการฟันธง แต่เป็นการแสดงความเห็นในลักษณะของการมองอดีตสู่อนาคตว่าจะเจออะไร จุดที่สำคัญที่สุดคือ เริ่มมีการพูดถึงสภาวิชาชีพฯ โดยส่วนตัวผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมาก และน่าจะเป็นทิศทางหลักที่เราควรก้าวเดินไปให้ถึง เพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะว่า วิชาชีพรังสีเทคนิคจะก้าวสู่การเป็นวิชาชีพที่กฎหมายเปิดโอกาสให้คนในวิชาชีพดูแลกันเอง ได้มากกว่าการที่เป็นอยู่ในขณะนี้ มีหลายคนถามผมว่า มันจะเร็วไปหรือไม่ที่เราจะก้าวไปสู่การมีสภาวิชาชีพฯ ทั้งที่ในขณะนี้เรามีคณะกรรมการวิชาชีพฯยังไม่ครบถ้วนเลย ผมคิดว่าไม่เร็วเกินไปนะครับ คือการมองอนาคต (futurism) วันนี้เราต้องมองไว้เลยว่า อนาคต 10-20 ปีข้างหน้าเราจะเป็นอะไร แล้วต้องทำวันนี้เพื่อให้อนาคตเป็นอย่างที่เราวาดฝันไว้ หากวันนี้เราไม่เตรียมการวางรากฐานอะไรไว้เลย วันข้างหน้าชาวเรารุ่นหลังๆต่อมาจะคิดทำก็ยากเย็นแสนเข็ญ คงไม่ง่ายนักที่จะไปให้ถึงการมีสภาวิชาชีพฯภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะมันมีเหตุและปัจจัยหลายอย่างที่เป็นอุปสรรค คงไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งเพียงลำพัง ที่จะสามารถสร้างเส้นทางหลัก (high way) มุ่งไปสู่จุดหมายนั้นได้ มันขึ้นกับชาวเราทุกคนครับ ต้องมีการเตรียมการเตรียมความพร้อมหลายอย่าง มันขึ้นกับว่า ชาวเราทุกคนหรือส่วนใหญ่ มีศัทราในวิชาชีพและทำงานด้วยความทุ่มเทเสียสละมากน้อยแค่ไหน ชาวเราทุกคนหรือส่วนใหญ่ได้ช่วยกันแสดงศักยภาพความสามารถที่เป็นรูปธรรม (ไม่ใช่การสร้างภาพ) ออกมาให้สังคมได้ยอมรับมากยิ่งๆขึ้นไปอย่างต่อเนื่องหรือไม่ นั่นคือคำถามที่ว่ามุมมองของสังคมหรือความคาดหวังของสังคมต่อวิชาชีพของชาวเราเป็นอย่างไร สังคมสงสัยหรือไม่ไว้ใจหรือไม่เชื่อมั่นในวิชาชีพชองชาวเราหรือไม่ สังคมอยากเห็นวิชาชีพของชาวเรามมีบทบาทอย่างไรนอกจากที่เป็นอยู่ และที่สำคัญคือชาวเราทุกคนมีหัวใจผนึกหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้จริงหรือไม่ .....ถึงแม้จะมีอุปสรรคอย่างไรเราก็ต้องเริ่มต้นก้าวเดินไปครับ เพราะการเริ่มก้าวเดินโดยเฉพาะไปในทิศที่ควรจะเป็นที่ชาวเราเห็นพ้องต้องกัน ในที่สุดมันก็จะถึงจุดหมายได้ในเวลาที่ไม่นานนัก

.....ดังนั้น ก้าวต่อไปของการรวมใจเป็นหนึ่งเดียวจึงน่าจะมีผลกระทบโดยตรง และมีความหมายอย่างยิ่งต่ออนาคตของรังสีเทคนิคไทย ต่อชาวเราทุกคน อย่าให้การมาร่วมพูดคุยกันของนายกฯทั้ง 5 สมาคมฯต้องสูญเปล่า เมื่อมีการเริ่มต้นแล้วก็ภาวนาขอให้มีการผนึกกำลังกันอย่างเหนียวแน่นและต่อเนื่อง เพื่อช่วยกันถักทอสานต่อให้เกิดรูปร่างแห่งอนาคตที่ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

มานัส มงคลสุข
พฤษภาคม 2549


  เรื่องที่เกี่ยวข้อง
 1.อนาคตรังสีเทคนิคไทยในมุมมองของผู้ประกอบวิชาชีพ
 2.บันทึกจากประกายรังสี “มองอนาคตรังสีเทคนิคไทยแบบ SWOT”
<hr>