เดือนมิย.-ก.ค. ผมก็ยังรับงานที่ทำต่อเนื่อง และอยู่ในจริตที่อยากทำอีกหลายงาน เช่น กรรมการเขียนหนังสือประวัติครูของคุรุสภา กรรมการ/วิทยากรและผู้ทรงคุณวุฒิของ ก.ค.ศ. เป็นวิทยากรบรรยาย สลับกับการไปปฏิบัติธรรมและออกกำลังกาย ที่ยังทำด้วยความสนุกอีกเรื่องหนึ่งคือการสอนหนังสือผู้บริหารโรงเรียน ให้กับมหาวิทยาลัย 2 แห่ง
ที่จะเล่าวันนี้คือบรรยากาศการสอนวิชานิเทศการศึกษาซึ่งมาแตร์เดอีวิทยาลัยทำโครงการพัฒนาบุคลากรร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร ซึ่งในหลักสูตรผมต้องสอน 16 ครั้ง ผมยอมรับว่าการสอนที่นี่เป็นการสอนที่สนุกมากเป็นการเรียนรู้ร่วมกันมากกว่าการสอน ที่ผู้เรียนนำโดย ผอ.โรงเรียนมาแตร์ฯ และครูที่เป็นบุคลากรหลักเกือบทั้งหมด มีโรงเรียนอื่นสมทบเข้าร่วมโครงการอีก 4-5 แห่ง
เราพยายามสลายทฤษฎีทั้งหมดออกมาเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งผู้สอนและผู้เรียนต่างได้ความรู้กันหมด กิจกรรมการเรียนการสอนที่ผมคิดว่าทั้งผู้เรียนและผู้สอนพอใจก็คือการใช้เครื่องมือยึดโยงสัมพันธ์ ที่ใช้ Storytelling ควบคู่กับ Success Story Technique(SST) เป็นแกนหลัก แล้วยึดโยง/บูรณาการกับเครื่องมืออื่นคือ dialolouge, deep listening และ Appreciative InQuiry(AI) ตามที่ท่านอาจารย์ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ได้แนะนำไว้ในหนังสือ "ผู้บริหารองค์กรอัจฉริยะ ฉบับนักปฏิบัติ" ซึ่งอาจารย์ได้สลายทฤษฎีออกมาเป็นการปฏบัติได้อย่างชัดเจน
เราเริ่มทำ Storytelling ที่แสดง SST ของแต่ละคนออกมาอย่างไม่เป็นพิธีรีตอง หรือกติกาอะไร แต่พอหลายๆคนเล่าแต่ละคนก็เริ่มเรียนรู้ และกติกาทางสังคมก็ออกมาเอง โดยเฉพาะ dialolouge หรือสุนทรียสนทนา และเครื่องมืออื่นๆก็บูรณาการเนียนไปเอง
คงโชคดีด้วยที่ผู้บริหารและคุณครูที่นี่เป็นคนมีศักยภาพสูง และทำกิจกรรมที่ใกล้เคียงแบบนี้ในแนวนอนกันมาโดยตลอด ท่านจึงดูเหมือนเป็นกิจกรรมปกติและทำอย่างเป็นชีวิตจริง สนุกกับกิจกรรมจนรู้สึกว่าเวลาผ่านไปรวดเร็ว
เรื่องที่นำมาเล่าก็มาจากวิธีแก้ปัญหาจากหน้างานของผู้นั้นจริงๆ(ที่ไม่ติดอยู่กับปัญหา) เช่น วิธีแก้ปัญหาเรื่องเด็กไม่ตั้งใจเรียน เรื่องผลสัมฤทธิ์นักเรียนตกต่ำ(โรงเรียนนี้ติดอันดับ Top 5 ของ กทม.ในการพัฒนาเด็กเรื่องนี้มาหลายปีติดต่อกัน) และเรื่องอื่นๆอีกในครั้งแรกนับได้ 8 เรื่อง ซึ่งได้ SST มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างสนุกสนาน
สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาคือบรรยากาศของการใช้สุนทรียสนทนา ผู้เล่าก็ตั้งใจอยากจะเล่า ผู้ฟังก็ฟังโดยไม่พูดแทรก ฟังด้วยความตั้งใจ ฟังด้วยความเข้าใจ สายตาของทั้งคู่ประสานกันด้วยรอยยิ้มและความพึงพอใจ ทำให้ผู้เล่ามีพลังอยากจะเล่า แต่ก็ตระหนักถึงกติกาต่างๆด้วยตนเองโดยไม่ต้องเตือน
ผมได้เสนอแนะให้โรงเรียนใช้เครื่องมือนี้กับระบบนิเทศภายในของโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนต่างๆก็เห็นคล้อยตาม
เดี๋ยวนี้พอก่อนจะเริ่มสอนในแต่ละครั้ง เราจะใช้ Storytelling นำประมาณ 2-3 คน ซึ่งแต่ละครั้งก็มีคนอยากเล่า(อยากแบ่งปัน)กันหลายคน จนวันหนึ่งผมพูดว่า
"วันนี้เรามา Storytelling โดยไม่ต้องสอนกันดีไหม?" ก็ได้รับคำตอบพร้อมกันว่า
"ดีค่ะ"
ต้องขอบพระคุณท่านอาจารย์วิจารณ์ พานิช เป็นอย่างสูงมา ณที่นี้ครับ
น่าเสียดายที่จบคอร์สแล้ว ยังอยากรู้เรื่อง KM อีกครับ อาจารย์จะให้ข้อมูลทางบล๊อกนี้ได้หรือไม่ครับ