สรุปการสัมมนาเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายแก่ประชาชน
โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2552 เวลา 8.00-16.30 น.
ณ ห้องทับทิม ชั้น 2 โรงแรมอุบลอินเตอร์เนชั่นแนล ถนนชยางกูร จังหวัดอุบลราชธานี
-----------------------------
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้จัดการสัมมนาเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายแก่ประชาชน เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2552 เวลา 8.00-16.30 น. ณ ห้องทับทิม ชั้น 2 โรงแรมอุบลอินเตอร์เนชั่นแนล จังหวัดอุบลราชธานี มีวิทยากรและผู้ดำเนินรายการผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้
วิทยากร (ภาคเช้า):
“กฎหมายกับความยุติธรรม : คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย”
1. ศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร
ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
2. ศาสตราจารย์พิเศษ สิทธิโชค ศรีเจริญ
กรรมการปฏิรูปกฎหมาย
3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์บรรลือ คงจันทร์
คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ดำเนินรายการโดย
นายวัลลภ นาคบัว
ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
วิทยากร (ภาคบ่าย)
“แนวคิดและวิธีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย”
รองศาสตราจารย์ ดร.กมลทิพย์ คติการ
ที่ปรึกษาโครงการเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย
“การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย: กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง”
นายอดุลย์ ยุววิทยาพานิชย์
อนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค
สาระของการประชุม มีดังนี้
ศาสตราจารย์พิเศษ สิทธิโชค ศรีเจริญ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้บรรยายถึง “ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย”
หลักการสำคัญของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ตาม มาตรา 4 นั้น เป็นการปฏิรูปกฎหมายในเชิงระบบ ไม่มองในเชิงมาตรา โดยการพัฒนาระบบกฎหมาย เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์และสอดคล้องต้องกันในภาพรวมให้เป็นระบบเดียวกัน ในเชิงสหวิทยาการ ไม่ใช่ตัวกฎหมายอย่างเดียวแต่รวมถึงศาสตร์ในด้านต่างๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ เพื่อให้การบริหารเป็นไปอย่างมีคุณภาพ โดยการร่วมกันของทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชน ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นองค์กรอิสระไม่ใช่ราชการ แต่จะเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีความคล่องตัว ประชาชนสามารถติดต่อและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
องค์ประกอบของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายคำนึงถึงสัดส่วนของทั้งหญิงและชาย ( มาตรา 6) และเป็นผู้ที่มีผลงานหรือเคยปฏิบัติงานที่แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ หรือด้านอื่นอันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปกฎหมาย (มาตรา 8) มีวาระอยู่ในตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง เว้นแต่กรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาให้มีวาระอยู่ในตำแหน่งสามปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง ทั้งนี้ให้กรรมการดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว(มาตรา 11)
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (มาตรา 18 ) มีดังต่อไปนี้ สำรวจ ศึกษา และวิเคราะห์ทางวิชาการ รวมตลอดทั้งวิจัยและสนับสนุนการวิจัย เพื่อประโยชน์ในการวางเป้าหมาย นโยบาย และจัดทำแผนโครงการและมาตรการต่างๆ เสนอความเห็นและข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งนี้ อาจจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานและประชาชนที่เกี่ยวข้องประกอบการพิจารณาด้วย และให้คำปรึกษาและสนับสนุนการดำเนินการในการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เป็นต้น
สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (มาตรา 21) เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการ และกิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ แต่พนักงานและลูกจ้างของสำนักงานต้องได้รับความคุ้มครองและประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์บรรลือ คงจันทร์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะเรื่องหรือคณะอนุกรรมการ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ (มาตรา 15) ซึ่งเป็นกลไกในการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อพิจารณากฎหมายเฉพาะด้านและอาจขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการหรือพนักงานของส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นของรัฐส่งให้ไปช่วยปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงาน (มาตรา 28) เพื่อความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ในการทำงานเชิงบูรณาการ แม้จะมีหน่วยงานหลักเป็นผู้รับผิดชอบแต่ก็มีหน่วยงานอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในการปฏิรูปกฎหมาย
การมองกฎหมายในมุมแคบ ไม่ควรมองในเฉพาะเรื่องแต่ควรมองในเชิง สหวิชาการ ในระบบการศึกษา นักศึกษาศึกษาในเฉพาะประเด็นปัญหา ไม่คำนึงถึงสภาพวิถีการดำรงชีวิต และไม่ได้ศึกษากระบวนการนิติบัญญัติ การเรียนกฎหมายไม่ได้เรียนรู้ศาสตร์อย่างอื่นด้วย เช่น ด้านสังคมศาสตร์ ในเรื่องการวิจัยควรเป็นการวิจัยเชิงบูรณาการ เพื่อนำไปพัฒนา ซึ่งเมื่อการเรียนกฎหมายไม่ได้เรียนในเชิงสหวิทยาการทำให้มีปัญหาในการวิจัยตามมา จึงควรปรับทัศนคติเพื่อให้ศาสตร์อย่างอื่นเข้ามาร่วมด้วย การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยควรให้ความสนใจในนิติบูรณาการศาสตร์ เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปกฎหมายต่อไป
การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบัญญัติกฎหมาย การประสานระหว่างองค์กรและภาคส่วนต่างๆในสังคม ควรหาวิธีที่จะให้สังคมมีส่วนร่วมในการปฏิรูปกฎหมาย คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายควรมีการให้ความรู้ในเรื่องการร่างกฎหมายในส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย เพราะที่ผ่านมามีแต่การให้ความรู้เฉพาะแต่กับประชาชน ควรให้มีความชัดเจนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ศาสตราจารย์ดร. คณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้บรรยายในหัวข้อ “กฎหมายกับความยุติธรรม : คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย”
การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
กระบวนการยุติธรรมทางอาญามีความสำคัญ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของบุคคล ประชาชนและเสริมสร้างการพัฒนาประเทศใน ทุกด้าน
กระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ดีต้องมีประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและสามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้ ซึ่งมีตัวอย่างคดีที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม คือ คดีนายทานากะ อดีตนายกฯญี่ปุ่น และประธานาธิบดีนิกสัน กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยยังมีปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการและมีค่าใช้จ่ายสูง มีแต่การดำเนินคดี แต่ไม่มีการบริหารงานยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของเจ้าพนักงาน ที่สำคัญ คือ การลดคดีสู่ศาล องค์กรที่สำคัญ คือ อัยการ ซึ่งสภาพปัจจุบันขององค์กรอัยการไม่เอื้อต่อการบริหารงานยุติธรรม โดยแนวคิดในการบริหารงานยุติธรรม ในทางนิติบัญญัติ เช่น การให้การกระทำที่สำคัญน้อยไม่เป็นความผิดทางอาญา ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้อง ชะลอการฟ้อง ใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ซึ่งขณะนี้ปัญหาของกระบวนการยุติธรรม คือ ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ
การลดปริมาณคดี สามารถทำได้ 3 ทาง ได้แก่
1.อัยการ โดยการใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้อง ชะลอฟ้อง ใช้หลักอาชญาวิทยา คุมประพฤติ
2. ศาล การปล่อยชั่วคราว รอการลงโทษ รอการกำหนดโทษ คุมประพฤติ การใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในศาล
3. ราชทัณฑ์ การปล่อยก่อนกำหนด การอภัยโทษ
การตรวจสอบความจริงในคดีอาญา
1.ชั้นเจ้าพนักงาน ต้องมีเอกภาพ มีการทำงานร่วมกัน ทั้ง อัยการ ตำรวจ DSI
2. ชั้นศาล หากชั้นเจ้าพนักงานมีประสิทธิภาพจะช่วยลดคดีสู่ศาล และในชั้นศาลควรมีการบริหารงานคดีที่มีประสิทธิภาพ โดยมี 2 ขั้นตอน ได้แก่ ก่อนประทับฟ้องและก่อนพิจารณาพิพากษาคดี
ภารกิจและบทบาทของศาลชั้นต้นและศาลสูง ในประเทศไทย ศาลทั้ง 3 ชั้นทำหน้าที่เป็นศาลพิจารณาคดีทั้งหมด เรื่องนโยบายเกี่ยวกับการอุทธรณ์ฎีกา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ควรเป็นศาลพิจารณา และศาลฎีกาควรเป็นศาลทบทวนข้อกฎหมาย เพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน เป็นประโยชน์ของส่วนรวม
การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปี 2540
1.ห้ามผู้พิพากษาที่มิได้นั่งพิจารณาทำคำพิพากษาและปฏิรูปการทำงานของศาล
2. การออกหมายอาญาเป็นอำนาจศาล
3. การสอบสวน พิจารณา รวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม
4. เพิ่มสิทธิของผู้ต้องหาและจำเลย
5. สิทธิของพยานมีความชัดเจน ให้ตำรวจดูแล
6. หลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่พึงทำต่อไป
1. การสอบสวนฟ้องร้องเป็นกระบวนการตรวจสอบความจริงชั้นเจ้าพนักงานที่เป็นกระบวนการเดียว
2. การปฏิรูปการทำงานขององค์กรต่าง ๆ ในชั้นสอบสวนฟ้องร้อง
ประเด็นข้อคิดเห็น
- มาตรา 4 ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. .... ซึ่งเป็นหลักการ ในคำว่า “คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน” ซึ่งการออกกฎหมายเป็นการบังคับประชาชน หากคำนึงถึงสิทธิของประชาชนก็จะไม่สามารถออกกฎหมายได้ จึงควรเพิ่มเติมคำว่า “โดยรวม”
- มาตรา 6 คำว่า “คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทั้งหญิงและชาย” แต่ในรัฐธรรมนูญใช้คำว่า “ชายและหญิง” จึงควรใช้คำให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
- คณะกรรมการสรรหาจำนวนสิบสองคนเป็นตัวแทนทางด้านนิติศาสตร์เพียงด้านเดียว ในขณะที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายต้องมีความรู้ความสามารถในหลากหลายด้าน ดังนั้นคณะกรรมการสรรหาจึงควรเป็นตัวแทนจากด้านอื่นๆด้วย
- วาระของกรรมการที่กำหนดให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว แต่การปฏิรูปกฎหมายเป็นความสามารถเฉพาะทาง กรรมการเป็นผู้ที่มีความสามารถจึงไม่ควรกำหนดให้อยู่เพียงวาระเดียว ควรเปิดกว้าง
- สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายควรมีหน้าที่ในการให้ความรู้กับองค์กรต่างๆ ไม่ใช่ด้านธุรการอย่างเดียว
- ควรมีการคิดเชิงระบบ เข้าใจเข้าถึงประชาชน และสามารถนำมาพัฒนาได้ ควรมีการส่งต่อข้อมูลจากเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อนำปัญหาของประชาชนมาเขียนเป็นกฎหมายและแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด
- การประกอบอาชีพทนายความควรให้มีใบประกอบอาชีพทนายความเฉพาะด้าน เฉพาะคดี เนื่องจากจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากขึ้น
(ต่อ 2)