สรุปการสัมมนาเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายแก่ประชาชน
โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
ร่วมกับคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
วันศุกร์ที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๘.๐๐- ๑๖.๓๐ น.
ณ ห้องอุดรธานี ๑โรงแรมบ้านเชียง ถนนมุขมนตรี จังหวัดอุดรธานี
-----------------------------
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้จัดการสัมมนาเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายแก่ประชาชน“องค์กรปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๖.๓๐ น. ณ ห้องอุดรธานี ๑โรงแรมบ้านเชียง ถนนมุขมนตรี จังหวัดอุดรธานี มีวิทยากรและผู้ดำเนินรายการผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้
วิทยากร (ภาคเช้า):
“องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐: คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย”
๑. นายสมหมาย ปาริจฉัตต์
กรรมการปฏิรูปกฎหมาย
๒. นายสมชาย หอมลออ
กรรมการปฏิรูปกฎหมาย
๓. นายปรีดา เตียสุวรรณ์
กรรมการปฏิรูปกฎหมาย
๔. อาจารย์สุทธิชัย หล่อตระกูล
ประธานสาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ดำเนินรายการโดย
นายวัลลภ นาคบัว ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
วิทยากร (ภาคบ่าย)
“แนวคิดและวิธีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย”
๑. นายดล บุนนาค ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา
“การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย: กฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย”
๒. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วนิดา แสงสารพันธ์ อนุกรรมการพิจารณากฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
สาระของการประชุม มีดังนี้
“องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๕๐: คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย”
นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีภาระหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง คือ ร่างกฎหมายองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งกฎหมายที่อนุวัติตามรัฐธรรมนูญนี้มีหลายฉบับ แต่ประชาชนโดยทั่วไปน้อยมากที่จะรับรู้ข่าวสารที่เกี่ยวกับกฎหมาย สิ่งสำคัญคือต้องมีการเผยแพร่ให้แก่ประชาชนได้รับทราบด้วย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมาย
ปัญหาของการบังคับใช้กฎหมาย มีดังนี้
๑) กฎหมายที่ใช้ในปัจจุบันบางฉบับล้าสมัยหรือไม่มีบัญญัติไว้ให้เข้ากับปัญหาที่มีอยู่ จึงควรมีการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่รวมถึงมีการร่างกฎหมายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เนื่องจากสังคมมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้นทุกวัน กฎหมายที่มีอยู่จึงอาจไม่สามารถแก้ปัญหาที่มีอยู่ได้ ทำให้กฎหมายไม่เท่าทันสภาพสังคม ประชาชนจึงมีความรู้สึกว่ากฎหมายที่มีอยู่ไม่ช่วยในการแก้ปัญหา ส่งผลต่อการปฏิบัติตนตามกฎหมายด้วย
๒) กระบวนการยกร่างกฎหมายไร้ซึ่งประสิทธิภาพเท่าที่ควร
๓) มาตรการการบังคับใช้กฎหมายกับประชาชน
กรณีที่ภาครัฐ หน่วยงานราชการ รัฐบาล ไม่รับฟังข้อคิดเห็นของประชาชน ดังนั้น การที่มีองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายจะมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหานี้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๑ (๓) ได้กำหนดให้มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายรวมทั้งต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนั้นประกอบด้วย ซึ่งองค์กรดังกล่างมีหน้าที่ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและมีส่วนในการพัฒนาประเทศรวมทั้งให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมด้วย
มาตรา ๘๑ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม ดังต่อไปนี้
(๓) จัดให้มีกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระ เพื่อปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนั้นประกอบด้วย
นายสมชาย หอมลออ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย
กฎหมายรัฐธรรมนูญได้มีการพัฒนาเป็นลำดับ แต่จะไม่มีผลเกิดขึ้นถ้าประชาชนไม่ให้ให้ความสนใจหรือความร่วมมือ เมื่อประชาชนไม่มีความตื่นตัวดังกล่าวจึงทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา คือ
๑) กฎหมายที่ดีไม่ได้ถูกนำไปใช้หรือนำไปใช้อย่างบิดเบือน ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๑ (๑) และ (๒) มีความมุ่งหมายให้มีการปฏิบัติและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และทั่วถึง รวมถึงต้องอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน
มาตรา ๘๑รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม ดังต่อไปนี้
(๑) ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และทั่วถึง ส่งเสริมการให้ความช่วยเหลือและให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน และจัด ระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่นในกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ โดยให้ประชาชน และองค์กรวิชาชีพมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม และการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย
(๒) คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิด
ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ ของรัฐและโดยบุคคลอื่น และต้องอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่าง
เท่าเทียมกัน
๒) ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน
แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีการบัญญัติในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน มีประชาพิจารณ์รวมถึงมีส่วนร่วมในการตรากฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย มีข้อสังเกตคือ ทำอย่างไรให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ ถ้าประชาชนไม่ให้ความร่วมมือหรือยังไม่เข้าถึงประชาชน ดังนั้น แม้กฎหมายที่มีจะดีเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์เนื่องจากประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมรวมถึงถ้าไม่มีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน จะทำให้การบริหารราชหารแผ่นดินเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินต้องขึ้นอยู่กับประชาชนด้วย
๓) เรื่อง “สิทธิเสรีภาพ” จะมีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคมด้วย
ซึ่งปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็นสังคมแบบเปิดทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แต่จะให้ทำการปิดประเทศก็คงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งในระดับนานาชาติการยอมรับเรื่องสิทธิและเสรีภาพเป็นเรื่องสำคัญ อาทิเช่น กฎบัตรสหประชาชาติมีการกล่าวถึงการประกันและรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพ รวมถึงประกันและส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ออกมาเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศหลายฉบับ
๔) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคประชาชนถ้ายังไม่มีก็ควรมีการร่างกฎหมายเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือถ้ามีกฎหมายดังกล่าวแล้วแต่ยังมีข้อบกพร่องซึ่งไม่เอื้อต่อการแก้ปัญหาของประชาชน ก็ควรมีการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น โดยต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์กับภาคประชาชนและปัญหาของประชาชนด้วย
๕) กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะที่ทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายกำลังดำเนินการแต่งตั้งอนุกรรมการพิจารณากฎหมายดังกล่าวซึ่งจะมีกรอบรายละเอียดให้ทุกภาคส่วนและทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม โดยจะหาจุดที่พอดีอย่างไรและที่สำคัญเราจะพิจารณาผลกระทบต่อประชาชนเป็นหลัก
๖) การที่จะให้ภาครัฐเข้ามาแก้ไขกฎหมายเป็นการยากจึงต้องมีการรวมตัวของประชาชนหรือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว เพื่อเป็นแรงผลักดันต่อสังคมให้รับรู้ถึงปัญหาที่มีอยู่
นายปรีดา เตียสุวรรณ์ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายไม่ได้ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี จึงไม่มีส่วนข้องกับการเมือง โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเสนอภาพรวมกฎหมายของประเทศ มีการดำเนินงานอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายได้มากขึ้น รวมถึงให้รัฐธรรมนูญเข้าถึงประชาชนได้อย่างมากที่สุดโดยมีการดำเนินงานในด้านต่างๆ รวมถึงการแต่งตั้งอนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อพิจารณา
ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... ซึ่งในร่างกฎหมายดังกล่าวมีผู้เกี่ยวข้องหลักๆ ๔ องค์ประกอบ คือ
๑) ผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ (Modern Trade)
๒) ผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยหรือโชห่วย
๓) ผู้ผลิต
๔) ผู้บริโภค
การขยายตัวของผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ (Modern Trade) มีผลกระทบต่อร้านโชห่วยภายในประเทศที่ลดจำนวนลง โดยคณะอนุกรรมการดังกล่าวมีการทำประชาพิจารณ์ทั่วประเทส รวมถึงแบบเฉพาะกลุ่มโดยเป็นการพูดคุยเฉพาะในกลุ่ม อาทิเช่น กลุ่มของผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ (Modern Trade) หรือกลุ่มผู้ผลิต โดยใช้ระยะการดำเนินการ ๘ เดือน มีข้อสรุปว่าต้องรีบผลักดันร่างพระราชบัญญัติฯ ผ่านสภาให้เร็วที่สุด แม้ร่างกฎหมายดังกล่าวจะไม่ทันสมัยแต่จะเป็นผลดีกว่าที่จะนำร่างพระราชบัญญัติฯ มาปรับปรุงแก้ไข ซึ่งจะใช้ระยะเวลานานพอสมควรจะไม่ทันการที่จะร่างพระราชบัญญัติฯ มาใช้แก้ไขปัญหาได้
ประเด็นที่คณะอนุกรรมการพิจารณาเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... มีดังนี้ คือ
๑) ต้องการให้ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้รักษาดุลภาพของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง
๔ องค์ประกอบ โดยเฉพาะผู้บริโภคซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ หลักการที่สำคัญคือ ต้องรักษาศักยภาพของโชห่วยและอำนาจการต่อรองผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ (Modern Trade)
๒) สร้างอำนาจการต่อรองแก่สังคม โดยการขายสินค้าไม่จำต้องขายให้กับผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ (Modern Trade) เพียงรายเดียว แต่สามารถขายสินค้าให้แก่โชห่วยได้ในจำนวนหลายเจ้า และต้องมีการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของผู้ผลิตและผู้ประกอบการด้วย
๓) มีการช่วยเหลือร้านโชห่วยให้สามารถต่อสู้แข่งขันกับร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ได้ รวมถึงรักษาซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคม ความอบอุ่นของผู้คนในสังคม ส่งเสริมความสัมพันธ์ ความหลากหลาย อัตลักษณ์ของสังคม และการดำรงอยู่ของผู้ประกอบการ
๔) มาตรการทางด้านภาษีควรมีการออกกฎหมายให้ร้านโชห่วยเสียภาษีน้อยกว่าผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ (Modern Trade) รวมถึงในเรื่องเงินลงทุนที่ทางภาครัฐควรมีการสนับสนุนและส่งเสริมทางด้านเงินลงทุนให้แก่ร้านโชห่วยด้วย เพื่อให้ร้านโชห่วยมีการพัฒนาและปรับปรุงในการส่งเสริมการขายมากขึ้น
(ต่อ ๒)