(ต่อ)
รองศาสตราจารย์ ดร.กมลทิพย์ คติการ ที่ปรึกษาโครงการเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย บรรยายในหัวข้อ “แนวคิดและวิธีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย”
สืบเนื่องจากโครงการเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทยที่ได้มีการจัดเวทีทั้งหมด 10 ครั้ง โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อ ดังนี้
1. คิด สร้าง สานต่อ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมสู่สังคมนิติธรรม”
2. หลักนิติธรรมกับสังคมไทย: คุณค่า ความหมาย และการนำไปใช้
3. การสร้างและพัฒนา “ฅน” ยุติธรรม
4. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรม
5. การคุ้มครอง “เหยื่อ” ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
6. การคุ้มครองสิทธินักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน”
7. กระบวนการยุติธรรมกับกรณีอุ้มหาย ซ้อม ทรมาน และฆ่านอกระบบกฎหมาย
8. ยุติธรรมทางเลือกกับการเข้าถึงความยุติธรรมในสังคมไทย
9. บทบาทกระบวนการยุติธรรมกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้
10. การบูรณาการแนวคิดและวิธีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย
เมื่อสังเคราะห์ความคิดที่ได้จากเวที จึงสรุปบทเรียนได้ ดังนี้
1. ระบบกฎหมายของไทยยังมีปัญหา
- กระบวนการออกกฎหมายและการนำกฎหมายไปบังคับใช้
2. กระบวนการยุติธรรมของไทยมีปัญหาวิกฤต จำเป็นต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
- ด้านอำนวยความยุติธรรม
- ด้านการบริหารงานยุติธรรม
- การจัดการความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
3. มีปัญหา “ฅน” กับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
ยุทธศาสตร์การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมสู่สังคมนิติธรรม
1. การพัฒนาหลักนิติธรรมในกระบวนการยุติธรรมและสังคม
2. การพัฒนา “คน” ในกระบวนการยุติธรรม
3. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน
4.การคุ้มครองและเสริมพลัง “เหยื่อ” ในกระบวนการยุติธรรม
5. การปฏิรูปกฎหมายเพื่อมุ่งสู่สังคมนิติธรรม
6. การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อมุ่งสู่สังคมนิติธรรม
7.การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม
ประเด็นข้อคิดเห็น
- มาตรฐานการใช้บังคับกฎหมายต่อประชาชนและเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยังมีความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ชาวบ้านยังไม่รู้ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของตน ทำให้บางครั้งขาดโอกาสหรือถูกเอาเปรียบได้
นายอดุลย์ ยุววิทยาพานิชย์ อนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค ได้บรรยายในหัวข้อ“การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย: กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง”
คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภคได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ. ....เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งดั้งเดิมของไทยได้รับผลกระทบจากการขายตัวของค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่เป็นจำนวนมาก
ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในประเทศไทยมีความสำคัญโดยคิดมูลค่าการตลาดในปี 2550 เป็นร้อยละ 14 ของGDP และมีการจ้างแรงงานคนไทย 6-7 ล้านคน โดยคิดเป็น16-18% ของการจ้างแรงงาน ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาที่เกิดขึ้น คือ มีห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่เกิดขึ้นมากและมีการย่อยขนาดให้เล็กลงจากเดิมเพื่อเข้าไปทำการแข่งขันกับร้านค้าปลีกค้าส่งดั้งเดิม ทำให้ร้านค้าปลีกค้าส่งดั้งเดิมของไทยหายไปประมาณร้อยละ30 ทำให้ประชาชนที่ตกงานแล้วมีความคิดจะกลับมาประกอบอาชีพค้าขายไม่สามารถทำได้ มีการประท้วงร้องเรียน จึงส่งผลระยะยาวต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และสังคม
การแก้ไขปัญหา คณะรัฐมนตรีให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทยใช้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร และพระราชบัญญัติผังเมือง รวมทั้งข้อบัญญัติขององค์การบริหาร มาใช้ดูแลและมีมติให้กระทรวงพาณิชย์ รับผิดชอบยกร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ. .... โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสามารถอยู่ร่วมกันได้และให้มีการส่งเสริมพัฒนาธุรกิจค้าปลีกค้าส่งดั้งเดิม
วิธีการควบคุมตามกฎหมาย (มาตรา 20-21) โดยการควบคุมท้องที่ ควบคุมจำนวนพื้นที่ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่-เล็ก ควบคุมเงินทุนของผู้ประกอบการสมัยใหม่ ควบคุมระยะเวลาเปิด-ปิดห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และใบอนุญาตการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งควรมีกำหนดระยะเวลา
ประเด็นข้อคิดเห็น
- กฎหมายที่จะออกมาอาจจะช้าเกินไปและจะสามารถบังคับใช้ได้หรือไม่ เช่นเรื่องกฎหมายผังเมือง อาจใช้ไม่ได้ เนื่องจากในพื้นที่ที่สร้างห้างสมัยใหม่ไปแล้ว หากมีการจำกัดพื้นที่ ทำให้ในห้างที่เปิดอยู่แล้วไม่มีคู่แข่ง
- การควบคุมการเติบโตของห้างสมัยใหม่ ไม่ใช่การหยุดหรือการห้ามห้างสมัยใหม่แต่ควรส่งเสริมให้ห้างค้าปลีกค้าส่งดั้งเดิมเข้มแข็งสามารถแข่งขันกับห้างสมัยใหม่ได้ ให้อยู่ร่วมกันได้ และควรให้มีการขยายงานมาลงทุนในท้องถิ่น
-----------------------------
สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย