ข้อเขียนธรรมที่ห่างหายไปจากการเขียนลงบันทึกนี้ไปนาน ขอพลิกหนังสือธรรมของท่าน ว.วชิรเมธี สักเล่ม สักบท เพื่อนำเสนอให้ท่านทั้งหลายได้ลองคิดตามกัน ดังนี้
สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นด้วยตา
วันหนึ่ง ขงจื้อ เมธีจีนนามอุโฆษ พร้อมศิษยานุศิษย์ เดินทางรอนแรมลี้ภัยการเมืองอยู่กลางป่า พอได้เวลาอาหาร ลูกศิษย์เตรียมตักข้าวใส่จานพร้อมสำรับอาหาร ขณะกำลังตักข้าวอยู่ห่าง ๆ นั้น มหาปราชญ์สังเกตเห็นว่า ลูกศิษย์หยิบข้าวจากจานของตัวเองขึ้นมาใส่ปากเคี้ยวตุ้ย ๆ
พอกับข้าวมาวางอยู่ตรงหน้า อาจารย์ใหญ่จึงถือโอกาส "เทศน์นอกธรรมาสน์" เอากับลูกศิษย์ โดยท่านชี้ให้เห็นว่า การหยิบอาหารจากสำรับของครูบาอาจารย์มารับประทานก่อนได้รับอนุญาตนั้นแสดงถึงความ "อนารยะ" ที่น่าตำหนิอย่างยิ่ง
แต่ก่อนที่เรื่องจะไปกันใหญ่ยิ่งกว่านี้ ลูกศิษย์จึงขอโอกาสชี้แจงในฐานะที่เป็นผู้ถูกพาดพิงถึงโดยตรง
"อาจารย์ครับ ที่กระผมหยิบข้าวจากจานของอาจารย์ขึ้นมารับประทานก่อน หาใช่กระทำด้วยความเขลาหรือขาดความคารวะก็หาไม่ แต่ที่เป็นเช่นนั้นเพราะกระผมพิจารณาเห็นว่า ในจานข้าวของอาจารย์มีผงถ่านสีดำปนเปื้อนข้าวอยู่สองสามเม็ด ครั้งจะยกมาให้อาจารย์เลยก็เกรงว่าคงไม่เหมาะ จะหยิบข้าวที่เปื้อนนั้นทิ้งก็เสียดาย เพราะข้าวหายากและจำเป็นมากสำหรับการอยู่รอดในยามวิกฤต กระผมก็เลยหยิบข้าวที่เปื้อนนั้นขึ้นมารับประทานเสียเองขอรับ"
ดวงตาที่ฉายแววตำหนิของผู้เป็นอาจารย์ค่อย ๆ ทอประกายอ่อนโยนด้วยเมตตา ก่อนเอ่ยวาจาขอโทษผู้เป็นศิษย์อย่างไม่ถือตัว
บ่อยครั้งที่เรามักตัดสินอะไรผิดพลาดอย่างง่ายดายจนเสียทั้งคน เสียทั้งงาน และบางทีก็เสียผู้เสียคน เสียเกียรติภูมิที่สู้สั่งสมมาทั้งชีวิตในชั่วพริบตา เพียงเพราะเราเชื่อในสิ่งที่สายตารายงาน ขณะที่บางด้านของความจริงกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง สามีทะเลาะกับภรรยา พ่อแม่ทะเลาะกับลูก นายเข้าใจผิดลูกน้อง เพื่อนแตกจากเพื่อน คนรักหันหลังให้กันทั้งที่ต่างฝ่ายก็แสนดี
เพียงเพราะต่างก็เชื่อใน "สิ่งที่ตาเห็น"
แต่ละเลยการ "เมียงมอง" อย่างพินิจแยบคายโดยใช้ "ปัญญาจักษุ" อันสุขุม
เราจึงติดอยู่ใน "ภาพลวงตา" อันเป็นมายาคติ พลอยทำให้หลงลืม "ความจริง" ที่เป็นจริงอีกด้านหนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย
จงมองด้วย "ตา" แล้วปล่อยให้ "ปัญญา" เป็นผู้วินิจฉัย
สิ่งที่ตาเห็นกับสิ่งที่ปัญญาประจักษ์ไม่แน่นอนว่าจะสอดคล้องกันเสมอไป
จงใช้ตานอกสำหรับ "ดู" แล้วจงใช้ตาในสำหรับการ "เห็น"
.....................................................................................................................................
อ่านข้อเขียนธรรมนี้จบลง โอ้ นึกถึงเพื่อนคนหนึ่งจังเลย
เพื่อนเป็นคนดี ทำเพื่อคนอื่นและสังคมเสมอ
เพียงแต่ว่า การวิเคราะห์และพิจารณาตัวคนของเพื่อนมักจะใช้ "อัตตา" มาชั่งน้ำหนัก
ทำให้เรามองเห็นภาพคนอื่น ๆ ที่ไม่ตรงกับความคิดเพื่อนไม่ดีไปหมด
ภาพที่มองออกในแง่ร้าย หากทำงานแบบนี้นาน ๆ เข้า เพื่อนคนต้องทำงานคนเดียวแน่ ๆ
เพราะทุกคนคงไม่กล้าขยับตัวเองให้เด่นชัด กลัวว่า จะถูกตำหนิอีก
ทุกอย่างคงต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีใครผิด ไม่มีถูกทั้งหมด ... อยู่ที่การปรับตัวไปสู่สิ่งที่ดี
โดยอาศัยความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ระหว่างเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ
แต่ก็อยู่ที่ว่า สามารถรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นด้วยความเต็มใจหรือไม่ เท่านั้นเอง
อย่างน้อยโลกก็ไม่ได้มีเพียงแค่ฉันคนเดียว แน่ ๆ ล่ะ
บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)
....................................................................................................................................
แหล่งความรู้ธรรม

ว.วชิรเมธี. ธรรมะเกร็ดแก้ว. พิมพ์ครั้งที่ 16. กรุงเทพฯ: อมรินทร์, 2552.
จงมองด้วย "ตา" แล้วปล่อยให้ "ปัญญา" เป็นผู้วินิจฉัย
สิ่งที่ตาเห็นกับสิ่งที่ปัญญาประจักษ์ไม่แน่นอนว่าจะสอดคล้องกันเสมอไป
เพียงเพราะต่างก็เชื่อใน "สิ่งที่ตาเห็น" แต่ละเลยการ "เมียงมอง"
การเมียงมองทำให้เราได้เห็นแง่มุมอะไรดีๆเยอะแยะจริงๆค่ะ
ขอบคุณครับ คุณครู ลูกสาวคนเล็ก ที่แวะมา "เมียงมอง" บันทึกธรรมนี้ ;)
บุญรักษา ครับ
มองเห็นต้องใช้"ตาเนื้อ"
แต่มองคนต้องใช้"ตาธรรม"
จะช่วยให้มองเห็นถึงในส่วนที่ลึกเข้าไป
ขอบพระคุณครับ คุณ กรุง ม่วงนาครอง ;)
สาธุ สาธุ สาธุ ได้อ่านแล้วเกิดปัญญา มองเห็นตัวตนของเราที่ต้องลดลงให้เล็กกว่าเดิมให้ได้อีกมากๆๆ
ขอบคุณมากครับ คุณ ครูแมว ;)