หน้าที่ของเรานั้นมิได้จบลงพร้อมกับผู้ป่วยที่เสียชีวิตหรือผู้ป่วยที่หายกลับบ้าน แต่ยังมีหน้าที่.....ที่......จะต้อง

                    เวลาล่วงเลยประมาณ ตี 2 กว่า ขณะกำลังซุกตัวหลับสบายอยู่ในผ้าห่มอุ่น โทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องเล็กส่งเสียงร้องดังพร้อมกับสั่นไปมาอยู่ข้างเตียง ฉันรีบเอื้อมมือไปคว้าและกดรับสายทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ว่า คืนนี้อยู่เวรส่งต่อผู้ป่วย เสียงปลายสายแว่วให้ได้ยินว่า มีคนไข้ที่ต้องส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ด้วยความตื่นเต้นฉันกระวีกระวาดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ประสบการณ์ในการทำงานเพียงสองเดือน กอปรกับสมญานามอำเภอโค้งปราบเซียน โค้งโคตรอ้วก ที่รุ่นพี่ล่ำลือกัน ทำให้อดที่จะหวั่นวิตกไม่ได้

    ประตูกระจกห้อง ER ถูกปิดสนิท เสียงวิพากษ์วิจารณ์ คร่ำครวญ จากหลายคนที่นั่งเรียงรายตรงระเบียงหน้าห้อง แว่วกระทบโสตสัมผัสทุกขณะที่ฉันเดินก้าวผ่าน ร่างๆหนึ่งปรากฏแก่สายตาฉันทันทีที่ผลักประตูเข้าไป ชายชรา อายุราว 70 ปี ผมสีดอกเลา ร่างกายผ่ายผอม นอนอยู่บนเปลสีส้มของรถ Refer หน้าอกกระเพื่อมขึ้นและลงตามจังหวะลมหายใจเข้าออก ผ่านท่อช่วยหายใจที่คาไว้ที่มุมปาก ฉันรู้สึกถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง ที่ต้องพยุงหนึ่งชีวิตให้รอดตลอดเส้นทาง 120 กิโลเมตร

    รถวิ่งฝ่าหยาดฝนที่โปรยเม็ดลงปะทะกระจกข้างดังเปาะแปะ เป็นธรรมดาของอำเภอที่ได้ชื่อว่าฝนแปดแดดสี่แห่งนี้ ที่บ่อยครั้งในยามค่ำคืนเราจะมีสายฝนตกลงมาให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ  อย่างน้อยคืนนี้ก็พอให้คนในรถได้คลายความร้อนรุ่มได้บ้าง

  จากจุดเริ่มของเส้นทางที่คดเคี้ยวกว่า 30 กิโลเมตรส่งผลให้ฉันรู้สึกปั่นป่วนระบบทางเดินอาหารขึ้นมากะทันหัน เหลียวมองรอบตัวเพื่อเบี่ยงเบนความรู้สึก เผอิญหันไปสบกับดวงตาบวมช้ำและเงาระยับที่หยดเปรอะสองข้างแก้มของคุณยายคู่ชีวิต ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก.....ระหว่างนั้นฉันไม่ได้คุยกับคุณยายมากนัก เพราะตลอดทาง ห่วงพะวงอยู่กับอาการ และสัญญาณชีพที่ยังไม่คงที่ของคุณตา

            เมื่อถึงโรงพยาบาลประจำจังหวัด อาการของคุณตาแย่ลง แพทย์ต้องนวดหัวใจ ให้ยากระตุ้นหัวใจ และอีกสารพัดวิธีและยาอีกหลายขนานที่จะยื้อชีวิตคุณตาไว้     แต่...ไม่เป็นผลค่ะ    คุณตาเสียชีวิต!!!!  ท่ามกลางน้ำตาที่ทะลักออกมาราวกับเสียการควบคุม  ด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดทำให้ฉันสงสัย ว่า..............................

           "ทำไมญาติยังทำใจไม่ได้นะ คุณตาอายุก็เยอะแล้ว โรคเรื้อรังก็หลายอย่าง???"

         โดยไม่รีรอให้ความสงสัยคาใจอยู่นานจึงตรงไปยังผู้ที่ให้ความกระจ่างที่ดีที่สุดที่ยังนั่งคร่ำครวญอยู่หลังจากได้รับข่าวร้าย  คุณยายเล่าให้ฟังว่า ยายเป็นคนที่อื่น แต่งงานกับคุณตาแล้วก้อย้ายมาอยู่ที่นี่ อยู่มาหลายปีก็ไม่มีลูกด้วยกันแต่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเรื่อยมา มาเมื่อปีกลายคุณตาเริ่มป่วย มาตรวจจึงรู้ว่ามีโรคหลายอย่างที่ไม่มีทางรักษาหาย ทำได้เพียงการรักษาเพื่อประคับประคองบรรเทาอาการเจ็บปวด ความทรมาน เท่านั้น แต่ยายก้อไม่คิดว่าตาจะมาจากไปเร็วขนาดนี้ แล้วยายจะอยู่อย่างไรคนเดียว ????? ก่อนจากกันยายบอกว่าหลังงานศพตาคงกลับไปอยู่ที่บ้านเดิมของยาย

        เมื่อมองย้อนทบทวนเรื่องราว ฉันได้แต่ขอบคุณคุณยายได้ให้หัวใจอีกหนึ่งดวงที่เติมเต็มความเป็นคน เติมเต็มความรู้สึก จิตสำนึก ความเอื้ออาทร  เป็นหัวใจของผู้ที่มีหน้าที่ดูแลผู้อื่นอย่างเราให้ระลึกอยู่เสมอว่า.....................

     หน้าที่ของเรานั้นมิได้จบลงพร้อมกับผู้ป่วยที่เสียชีวิตหรือผู้ป่วยที่หายกลับบ้าน แต่ยังมีหน้าที่ที่ต้องให้การดูแลช่วยเหลือ เป็นที่พึ่ง เป็นกำลังใจ ให้ทุกคนที่เจอกับจุดเปลี่ยนผันของช่วงชีวิต กระทั่งเขาเหล่านั้นสามารถมีจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ หลังผ่านจุดจบนั้นได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง........................

                                                            

                                                                ขอบคุณเรื่องดีๆ จาก    "น้องโบว์"

                                                                             คุณตรีรัตน์  พรมชู

                                                                   พยาบาลวิชาชีพ แผนกผู้ป่วยใน