เปิดบล็อกแรกของคุณหนูไร่ส้มวันนี้ สิ่งที่จะนำมาเล่าสู่กันอ่านคือชีวิตจริงของลูกชาวสวนส้ม ซึ่งหลายๆท่านอ่านแล้วอาจจะได้แง่คิดไปเติมเต็มการใช้ชีวิตให้มีความสุขได้ไม่มากก็น้อย

พื้นที่สวนส้มของพ่อ

         ประสบการณ์จริงที่ได้สัมผัสก่อนจะมาเป็นลูกชาวสวนส้มที่แท้จริงของฉัน  ในตอนนั้นฉันอายุประมาณ 9 ขวบ ตอนแรกครอบครัวของฉันยังไม่ได้คิดที่จะปลูกส้มเลย  เพราะในหมู่บ้านเขายึดการทำสวนลิ้นจี่เป็นหลัก  แต่ในช่วงนั้นราคาลิ้นจี่ตกต่ำมากจนอยู่ไม่ได้  ฉันเกือบจะไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว เพราะพ่อไม่มีเงินส่งให้เรียน  และในตอนนั้นเป็นฤดูลำไย พ่อจึงออกไปค้าลำไยเพื่อจะเอามาทำทุนในการหาอะไรมาปลูกแทนลิ้นจี่  และในตอนที่พ่อกับแม่ได้ออกไปค้าลำไย ฉันอยู่กับย่าและปู่ที่บ้าน นานๆจะได้เจอพ่อเพราะพ่อออกไปค้าลำไยที่จังหวัดลำพูนถ้ากลับมาก็กลับประมาณตี 3 ในช่วงนั้นฉันกับน้องนอนหลับจึงไม่ได้เจอพ่อเลย  ทำแบบนี้อยู่เป็นเดือนแล้วพ่อก็มีเงินทุน จึงปรึกษากับแม่ว่าจะปลูกอะไรที่แทนลิ้นจี่แล้วได้เงินดี  พ่อจึงเสนอความคิดเห็นกับแม่ว่าปลูกส้มดีกว่าเพราะเห็นคนที่ปลูกส้มเขาก็รวยกัน พ่อเป็นคนที่ถ้าตัดสินใจทำก็จะทำเลยโดยไม่ได้ถามฝ่ายผู้ใหญ่ จึงทำให้ปู่และย่าโกรธ แต่พ่อก็บอกปู่กับย่าว่า        “ผมจะทำให้เห็นว่าปลูกส้มแล้วครอบครัวเราจะดีขึ้น”

 

         แล้วหลังจากนั้นพ่อกับแม่ก็ช่วยกันดูแลสวนส้มประมาณปีกว่าๆ ส่วนฉันกับน้องถ้ามีอะไรที่ช่วยได้ก็จะช่วยพ่อตลอดเพราะสงสารพ่อกับแม่ ฉันรู้ว่าท่านเหนื่อยมาก   หลังจากนั้นส้มก็เก็บเกี่ยวผลได้แล้ว ในช่วงนั้นราคาส้มดีมากๆ จนทำให้ครอบครัวเรามีความเป็นอยู่ดีขึ้นทุกอย่าง  หลังจากที่ปู่กับย่าได้เห็นฝีมือของพ่อว่าเราเดินมาบนเส้นทางที่ถูกแล้วปู่จึงได้ช่วยอีกแรง และพอคนในหมู่บ้านเห็นการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวเรา  ว่าเราปลูกส้มแล้วได้เงินดีถึงจะเหนื่อยก็เถอะ  แต่มันก็คุ้มกับสิ่งที่ได้  ดังนั้นจึงทำให้คนในหมู่บ้านมาซื้อกล้าส้มกับพ่อและขอคำแนะนำเรื่องส้มทุกครั้งรื่องละขอคำแนะนำกับ้อกล้าส้มที่ดไปเติมเต็มการใช้ชีวิตถ้าเกิดมีปัญหาเกี่ยวกับส้ม (โดยที่พ่อไม่เคยจะหาหนังสือมาศึกษานอกจากถามผู้รู้และลองผิดลองถูกเอาเอง) 

พื้นที่ที่ปลูกสวนส้มในปัจจุบัน

          ในตอนแรกพ่อปลูกแค่ 6 ไร่  แต่มาตอนนี้ได้ขยายจาก 6 ไร่ เป็น 20และ40 ไร่ตามลำดับ  เมื่อก่อนนี้ที่ยังไม่ได้มาเรียนหนังสือไกลจากบ้านเหมือนตอนนี้ฉันได้ไปฉีดยาให้ต้นส้มกับพ่อตั้งแต่ตี 3 ถึงประมาณ 11 โมง  หน้าที่ของฉันคือลากสายยาง ขอบอก!!สนุกมากๆ เวลาทำงานกับพ่อ พ่อจะคอยสอนว่า “ต้องประหยัดนะ เห็นไหมทำงานมันเหนื่อยต้องตื่นกี่โมงแล้วเลิกกี่โมง ต้องตั้งใจทำและต้องตั้งใจเรียนนะ ลูกคือความหวังของพ่อแม่ พ่อเหนื่อยกายไม่เป็นไรหรอก  แต่ถ้าเห็นลูกได้ดีในวันข้างหน้า พ่อก็ภูมิใจมากๆแล้ว” จนทำให้ฉันมีกำลังใจในการเรียนอีกครั้ง   ฉันไม่รู้สึกอายใครเลยว่าตัวเองเป็นลูกชาวสวน  แต่กลับตรงกันข้ามมันเป็นความรู้สึกภูมิใจมากที่ทำให้เรารู้ค่าของเงินและรู้ค่าของเวลาว่าเวลาทุกนาทีมีค่ามาก น้ำทุกหยดมีค่ากับต้นส้ม  สวนส้มทำให้เราทำอะไรหลายอย่างเป็น สอนให้เรารู้คุณค่าของชีวิต ว่าก่อนที่เราจะสบายแล้วเราลำบากมาก่อน สิ่งที่ได้รับมันเป็นสิ่งที่มีค่าและภูมิใจที่สุด เมื่อก่อนเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมคนอื่นเขามีวันหยุดกันแล้วทำไมเราไม่มีวันหยุดบ้างและคำตอบที่ได้มาคือ เพื่ออนาคตไง  งานหนักไม่เคยฆ่าคน  แต่กลับทำให้คนรู้คุณค่าของชีวิตมากขึ้น