คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

สรุปการสัมมนาเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายแก่ประชาชน

องค์กรปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

วันพุธที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๘.๐๐ ๑๖.๓๐ น.

ห้องออคิด บอลลูม ชั้น ๒ โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น ราชาออคิด จังหวัดขอนแก่น

-----------------------------

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้จัดการสัมมนาเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายแก่ประชาชนองค์กรปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันวันวันพุธที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๘.๐๐ ๑๖.๓๐ น. ห้องออคิด บอลลูม ชั้น ๒ โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น ราชาออคิด จังหวัดขอนแก่น มีวิทยากรและผู้ดำเนินรายการผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้

วิทยากร (ภาคเช้า):

องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐: คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

                                ๑.ศาสตราจารย์พิเศษ สิทธิโชค  ศรีเจริญ 

กรรมการปฏิรูปกฎหมาย

๒.อาจารย์กิตติบดี  ใยพูล 

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ดำเนินรายการโดย

                                นายวัลลภ  นาคบัว 

ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

วิทยากร (ภาคบ่าย)

แนวคิดและวิธีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย

๑.นายดล  บุนนาค

ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา

การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย: กฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย

๒.ดร.ภูมิ  มูลศิลป์

อนุกรรมการพิจารณากฎหมายว่าด้วยการเจข้าชื่อเสนอกฎหมาย

สาระของการประชุม มีดังนี้

 องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐: คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

ศาสตราจารย์พิเศษสิทธิโชค  ศรีเจริญ  กรรมการปฏิรูปกฎหมาย

ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้ร่างขึ้นโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนของภาครัฐ ภาคประชาสังคม และได้มีการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว และได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากนักกฎหมาย นักวิชาการ อีกหลายครั้งและในการจัดการสัมมนาเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายแก่ประชาชนในภูมิภาคต่างๆในครั้งนี้นั้นก็เพื่อเป็นการรับฟังข้อเสนอแนะในร่างพระราชบัญญัติฯขั้นสุดท้ายนี้ ทั้งยังเป็นกระบวนการที่ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม อันเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญมาก ซึ่งในอดีตประชาชนจะมีส่วนร่วมเฉพาะในการเลือกตั้ง ซึ่งไม่พียงพอในสภาพการณ์ปัจจุบันที่ต้องการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของประชาชน นอกจากกระบวนการติดตาม ตรวจสอบ แล้ว บทบาทของภาคประชาชนที่เพิ่มขึ้นมาคือกระบวนการที่สามารถเสนอกฎหมายของตนได้  ซึ่งในขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. .... ได้บรรจุในวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยในร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย นั้นมีรายละเอียด ดังนี้

มาตรา ๓  โครงสร้างของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย นั้นกำหนดให้ประกอบด้วย ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ  และกรรมการอื่นอีก ๙ คน รวม ๑๑ คน และกำหนดให้มีเลขาธิการทำหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการ  ทั้งนี้ กรรมการฯทั้ง ๑๑ ท่าน มีหน้าที่ในการปฏิรูปกฎหมาย โดยจะเป็นการศึกษาในภาพรวมว่าระบบกฎหมายของไทยควรเป็นประการใด และดำเนินการให้กฎหมายมีความสอดคล้องกัน เนื่องจากในปัจจุบันกฎหมายของไทยมีการประกาศใช้หลายฉบับ ซึ่งทำให้เกิดความซ้ำซ้อนกันอยู่มาก

มาตรา ๑๑  กรรมการปฏิรูปกฎหมายแบ่งออกเป็นกรรมการ และกรรมการไม่เต็มเวลาและได้กำหนดวาระในการดำรงดำแหน่งไว้ ๖ ปี ยกเว้น กรรมการเต็มเวลาที่มีวาระการดำรงตำแหน่ง ๓ ปี       เหตุที่ต้องมีกรรมการไม่เต็มเวลานั้น ก็ด้วยเหตุที่ภาระงานของสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีจำนวนมาก ซึ่งภาระจะไปตกหนักที่เลขาธิการของคณะกรรมการฯ การที่มีกรรมการประเภทเต็มเวลาก็จะสามารถแบ่งเบาภาระตรงส่วนนี้ได้ และทำให้การดำเนินการเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ

มาตรา ๑๙  ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหา จำนวน ๑๒ คน เพื่อทำหน้าที่ คัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอรายชื่อเป็นกรรมการ โดยประกอบด้วย

(๑) ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา จำนวน ๑ คน

(๒) ผู้แทนคณาจารย์ประจำซึ่งสอนในสาขาวิชานิติสาสตร์ จำนวน ๔ คน โดยมาจากมหาวิทยาลัยของรัฐ  ๒ คน และจากมหาวิทยาลัยเอกชน ๒ คน

(๓) ผู้แทนจากองค์กรประชาสังคม  จำนวน ๔ คน

 

                                โดยที่กรรมการสรรหาทั้ง ๑๒ คน จะเป็นผู้สรรหากรรมการปฏิรูปกฎหมายจำนวน ๘ คน จากนั้นกรรมการทั้ง ๘ คนดังกล่าวก็จะเป็นผู้ไปสรรหากรรมการเต็มเวลาอีก ๓ คน ดังนั้นจึงมีการสรรหากรรมการปฏิรูปกฎหมายสองขั้นตอน  หลังจากนั้น กรรมการปฏิรูปกฎหมายที่ได้รับการสรรหา ทั้ง ๑๑ คน  ก็จะทำการเลือกประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย แล้วเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อถวายรายงานเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งต่อไป

                                มาตรา ๒๑ สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการ

                                มาตรา ๒๗ สำนักงานมีรายได้หลักมาจากเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้

                                มาตรา ๓๒  แม้จะกำหนดให้องค์กรที่อิสระ แต่ยังมีจุดยึดโยงอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อประโยชน์ในการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยในมาตราดังกล่าวกำหนดให้คณะกรรมการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ประจำปี เสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาภายในเวลา ๓ เดือนนับแต่วันที่สิ้นปีปฏิทิน

                                ในส่วนของของอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนั้นได้กำหนดไว้ในมาตรา ๒๒ และ มาตรา ๓๑

                                ส่วนที่เป็นสาระสำคัญนั้นได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๔ ซึ่งถือเป็นหลักการทั่วไปของกฎหมายฉบับนี้  โดยกำหนดให้การปฏิรูปกฎหมายต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาระบบกฎหมายในเชิงสหวิทยาการอย่างเป็นระบบ และมีส่วนร่วมจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประประชาชน โดยให้ดำเนินการบนพื้นฐานขององค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัย เพื่อให้กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย เป็นไปด้วยความเป็นธรรม เสมอภาค มีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพ

                                คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้กำหนดคุณสมบัติของกรรมการไว้ใน มาตรา ๗ ว่าต้องเป็นผู้ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ หรือในด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปกฎหมาย ในส่วน

มาตรา ๙  กำหนดให้กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเป็นอิสระและเป็นกลางรวมทั้งต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

มาตรา ๑๐  กรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาต้องไม่ปฏิบัติงานในตำแหน่งหรือประกอบอาชีพอื่นที่มีลักษณะเป็นงานประจำ

มาตรา ๑๔ การประชุมและการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการหรือกรรมการให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด หมายความว่าคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายสามารถออกระเบียบได้เอง โดยไม่ถูกแทรกแซงจากหน่วยงานอื่นใด

มาตรา ๑๕  คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะเรื่องหรือคณะอนุกรรมการหรือมอบหมายให้กรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ได้รับมอบหมายได้

มาตรา ๑๘ กำหนดอำนาจหน้าที่ของกรรมการปฏิรูปกฎหมายไว้ อาทิ เช่น การสำรวจศึกษาและวิเคราะห์ทางวิชาการ  ปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศ เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแผนการตรากฎหมาย ให้คำปรึกษาและสนับสนุนการดำเนินการในการร่างกฎหมายของประชาชน ออกระเบียบหรือประกาศเกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไป จัดทำรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ประจำปีเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เป็นต้น

อาจารย์กิตติบดี  ใยพูล  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

มีข้อสังเกต ๔ ประการ ดังนี้

๑. ชื่อของร่างพระราชบัญญัติฯ ควรที่จะเปลี่ยนเป็นพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแห่งชาติ เนื่องจากองค์กรนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของรัฐ ที่ทำหน้าที่สร้างความปลอดภัยและความกินดีอยู่ดีของประชาชน ซึ่งต้องมีการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่อที่จะได้สอดรับกับนานาประเทศ เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายไทยหรือ Thai Law Reform Commission Act

๒. เห็นควรให้ตัดมาตรา ๘ เรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติต้องห้ามของคณะกรรมการออก เพื่อเป็นการอนุวัติการตามมาตรา ๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐  ที่บัญญัติไว้ว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง เพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติเป็นไปในทิศทางการส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพ เนื่องจากเมื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯแล้วพบว่ามีเพียงมาตรา ๘ เท่านั้นที่เป็นบทบัญญัติในเชิงจำกัดสิทธิ  อีกทั้งเมื่อพิจารราจากมาตรา ๗ แห่งร่างพระราชบัญญัตินี้ ได้บัญญัติครอบคลุมไว้แล้ว ดังที่ได้บัญญัติว่า “…อันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปกฎหมาย

๓. มาตรา ๙ ควรตัดคำว่า เป็นกลางออก เนื่องจากการปฏิรูปกฎหมายต้องมีมิติในการช่วยเหลือประชาชนในสังคม โดยเฉพาะประชาชนที่ด้อยโอกาสในสังคม ให้มีโอกาสทัดเทียมกับกับบุคคลอื่นในสังคม เนื่องจากความเป็นกลางนั้นอาจจะไม่เป็นธรรมก็ได้ ดังนั้นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายควรที่จะมีการดำเนินการที่อิงอยู่กับภาคประชาชนเป็นหลัก

๔. หมวดที่ ๔ มาตรา ๓๒ กำหนดไว้แต่เพียงให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจัดทำผลการดำเนินการประจำปี แต่ไม่มีกำหนดไว้ว่าหาก คณะรัฐมนตรีไม่ดำเนินการตามข้อเสนอแนะจะมีวิธีการอย่างไร จึงเห็นควรที่จะมีการกำหนดไว้ว่าหากคณะรัฐมนตรี หรือ รัฐสภามีความเห็นชอบให้แก้ไข หรือไม่เห็นชอบด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมการฯก็ต้องให้คณะรัฐมนตรี หรือรัฐสภาแสดงเหตุผลประกอบการตัดสินใจดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ คณะกรรมการชุดปัจจุบันควรที่จะมีบทบาทมากกว่าการดำเนินการในทางวิชาการเท่านั้น โดยต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำในการออกกฎหมายหรือเสนอกฎหมาย และต้องส่งเสริมกฎหมายที่ส่งเสริม สิทธิ เสรีภาพของประชาชน

การปฏิรูปกฎหมายแต่เพียงประการเดียวไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม  ดังนั้น       จึงต้องมีการปฏิรูปกฎหมายควบคู่กับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยจำแนกได้ ๕ แนวทางดังนี้

                ๑. ต้องปฏิรูปทัศนคติของผู้บังคับใช้กฎหมาย ต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย

๒. ระบบกฎหมาย เมื่อพิจารณาจากมาตรา ๔ และมาตรา ๑๘ ในร่างพระราชบัญญัติฯ ระบบกฎหมายไม่ได้เป็นอุปสรรค  ดังนั้น หากเห็นว่าหลักการใด ๆ ในระบบกฎหมายแบบ  Common Law มีประโยชน์ก็เห็นควรที่จะนำมาบัญญัติเพื่อใช้บังคับได้

๓. โครงสร้าง

๔. กฎหมาย

๕. บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม

ปัจจุบัน หน้าที่ของกฎหมาย ต้องไม่ใช่แค่การสร้างความยุติธรรม แต่ควรที่จะเป็นสิ่งที่จะส่งเสริมและยกระดับสังคม คือทำอย่างไรก็ตามให้ผู้ที่มีความอ่อนแอในสังคมสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้ในสภาพสังคมปัจจุบันที่มีการแข่งขันกัน

กระบวนการในการปฏิรูปต้องมีแนวคิดที่ว่า จะทำอย่างไรให้กระบวนการยุติธรรมกลับไปสู่หลักความเป็นธรรม มากกว่าการยึดโยงอยู่กับตัวบท การปฏิรูปกฎหมาย ควรจะขยายบทบาทเป็นการอภิวัติ คือทำให้ดีขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมคนในสังคม และยกระดับความเป็นอยู่ของคนในสังคม เพื่อให้มีหลักประกันในชีวิต ที่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และต้องกลับไปยังรากเหง้าของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และต้องมีความศรัทธา เชื่อมั่น และเคารพในสิทธิมนุษยชน

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายชุดปัจจุบัน ควรที่จะเร่งเสนอกฎหมายที่เป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชน ดังนี้

๑.       กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะ

๒.     กฎหมายว่าด้วยการเลือกปฏิบัติ

๓.     กฎหมายวิสาหกิจชุมชน

๔.     กฎหมายยุติธรรมทางเลือก

ข้อสังเกตที่ได้จากผู้ร่วมประชุม

- มีกฎหมายหลายฉบับที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกร ทั้งยังไม่มีกฎหมายที่จะมาคุ้มครองเกษตรกร อาทิ กฎหมายคุ้มครองที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม เป็นต้นและกฎหมายที่ออกมาใช้บังคับนั้นได้สร้างปัญหาให้กับเกษตรกรมากกว่าที่จะเป็นการส่งเสริมเกษตรกร

- ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกร นั้นไม่ควรที่จะมีการแทรกแซงจากอำนาจรัฐ/อำนาจทางการเมือง

-การเปิดเสรีทางการค้ากับต่างประเทศภาครับควรที่จะมีเทคนิคและวิธีการในการเจรจา ทำข้อตกลงเพื่อมิให้เสียเปรียบ และเห็นควรที่จะออกกฎหมายเฉพาะมาใช้บังคับสำหรับกรณีดังกล่าว

- ควรมีองค์กรที่เป็นตัวแทนของภาคประชาชนในการเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้ และการจัดสรรงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล และเทศบาล

- กฎหมายแม้จะบัญญัติออกมาดีเพียงใด แต่หากผู้บังคับใช้กำหมายไม่มีจริยธรรม ย่อมไม่อาจเกิดผลได้ตามเจตนารมณ์ในการบัญญัติกฎหมายนั้นๆ และเห็นว่าสถาบันการศึกษามีส่วนสำคัญในการสร้างบุคลากรในทางกฎหมาย ซึ่งเห็นว่ายังไม่มีบุคคลหรือองค์กรใดเข้ามาตรวจสอบว่ามีการเรียนการสอนอย่างไร และในปัจจุบันการศึกษาวิชานิติสาสตร์มุ่งเน้นที่ตัวบทกฎหมายมากเกินไป ควรที่จะมีการส่งเสริมการปลูกฝังหลักนิติธรรม

- กฎหมายบางฉบับออกมาใช้บังคับเป็นเวลานานแล้วแต่ยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพสังคม และเศรษฐกิจในปัจจุบัน

- มาตรการการลงโทษในทางอาญา ในกรณีร้ายแรงควรที่จะมีการเพิ่มอัตราทาเพื่อเป็นการป้องปรามผู้ที่คิดจะกระทำความผิด

- ควรมีหน่วยงานในการดูแลข้อมูล และสกัดกั้นข้อมูลที่ไม่เหมาะสม บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ท

- ร่างพระราชบัญญัติจัดคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายยังขาดความชัดเจนในเรื่องความเป็นอิสระ การมีส่วนร่วมของประชาชน และกรอบการทำงานขององค์กรปฏิรูปกฎหมายรวมถึงการออกระเบียบมาใช้บังคับในองค์กร

- กฎหมายที่ออกมาเพื่อใช้บังคับกับข้าราชการกับพนักงานรัฐวิสาหกิจมีมาตรฐานการลงโทษที่ไม่เท่าเทียมกัน

- ควรมีการปฏิรูปทัศนคติของประชาชนส่วนใหญ่ให้มีความรู้สึกหวงแหน และตระหนักถึงความสำคัญของกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของตน

(มีต่อ ๒)