ก่อนจะพูดถึงเรื่องพิธีตัดกรรม  หรือพิธีคว่ำบาตรหงายบาตรตามหลักพระพุทธศาสนามารู้เกี่ยวกับเรื่องกรรมก่อนนะขอรับ

กฎแห่งกรรม

เป็นหลักธรรมที่สำคัญของพระพุทธศาสนาเป็นคุณลักษณะ    

พิเศษของพระพุทธศาสนาที่ทำให้พระพุทธศาสนาแตกต่างกับศาสนาอื่น

กรรมเป็นคำกลางๆ แปลว่าคือ การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา คือตั้งใจ   

เครื่องมือทำกรรม

กรรมสามารถทำได้ 3 ทาง

ทางกายเรียกว่า  กายกรรม

ทางวาจา เรียกว่า วจีกรรม                   

ทางใจ เรียกว่า   มโนกรรม

กรรมมี ๓ ตามคุณภาพคือ

กรรมดีเรียกว่า  กุศลกรรม 

กรรมชั่วเรียกว่า  อกุศลกรรม 

ไม่ดีไม่ชั่ว เรียกว่า อัพยากฤต

      กรรมที่ทำลงไปไม่สามารถจะลบล้างได้ด้วยวิธีใดๆจะให้ผลช้าหรือเร็วหรืออ่อนกำลังก็เท่านั้นเอง  เปรียบว่ามีเกลือหนึ่งช้อน(เท่ากับกรรมไม่ดี)แกใส่น้ำลงในแก้วครึ่งหนึ่ง(น้ำเท่ากับกรรมดี) คนให้เข้ากันแล้วชิมดูจะมีรสเค็มจัด  ต่อไปเติมน้ำให้เต็มแก้วคนให้เข้ากันชิมดูรสเค็มจางลงใช่ใหม

       แต่ถามว่าเกลือหายไปใหมเปล่าเลยเกลือก็ยังมีปริมาณช้อนหนึ่งเท่าเดิม   กรรมดีกรรมชั่วก็เฉกเช่นเดียวกันเมื่อสิ่งหนึ่งมากสิ่งหนึ่งก็อ่อนกำลังไม่มีใครสามารถจะมาตัดกรรมที่เราทำมากับกาย  วาจา  ใจ  ของเราได้ 

ถึงกระนั้นเราก็อย่ายอมสยบกับมัน  เพราะบางคนอะไรนิดหน่อยที่ตัวเองท้อแท้จะยอมแพ้ก็ยกให้เรื่องกรรมเก่า  เราเกิดมาจุดหมายปลายทางของชีวิตคือต้องอยู่เหนือกรรมให้ได้  เพราะเราสามารถตัดกรรมใหม่ไม่ให้เกิดขึ้นมาได้  (ไว้โอกาสหน้าจะมากล่าวถึงวิธีตัดกรรมและคว่ำบาตรหงายบาตรตามหลักพุทธศาสนานะขอรับ)

 

คนพาล  ทำชั่วอยู่  ไม่รู้สึก           กลับคิดลึก  ว่าฉลาด  สามารถล้น

ครั้นความชั่ว  ทั้งผอง  สนองตน        จะร้อนรน  เหมือนไฟ  ไหม้ลุกลาม

ผลที่เกิด แต่กรรม ใครทำไว้               ท่านว่าไม่ ยุบสลาย หายไปไหน       

ผลคงผล ดลให้เห็น เร้นไม่ไกล         ดีชั่วไซร้ คงพบผล ด้วยตนเอง

ทำกรรมใดแล้วจิตใจไม่เดือดร้อน             จะนั่งนอนชื่นใจได้สุขสันต์          

อวยผลให้ใจเย็นเป็นนิรันดร์                  จงรู้ทันว่านั่นกรรมทำไว้ดี

รอติดตามตอนต่อไปนะขอรับ

ธรรมะสวัสดี..