ในทุก ๆ ครั้งที่เราทุกข์ ย่อมมี “ต้น” มี “เหตุ” ที่ก่อให้เกิดแห่งความทุกข์ทั้งปวงนั้น
เมื่อเรารู้ต้น รู้เหตุ อันมิว่าต้นหรือเหตุนั้นจะเป็นคน สัตว์ หรือแม้กระทั่งสิ่งของที่ทำให้เราทุกข์ เราพึง “แผ่เมตตา” ให้สรรพสิ่งเหล่านั้นหนาเพื่อ “คร่าความทุกข์...”
คนใดก็ดี สิ่งใดก็ดีที่เขาทำให้เราทุกข์ ก็เพราะว่าเราเคยทำให้เขาทุกข์
วันก่อน ปีก่อน “ชาติก่อน” เราเคยทำให้ทุกข์ทุกข์แล้ว เขาผูกใจเจ็บเรา อาฆาตเรา ชาตินี้ วันนี้ เวลานี้เขาจึงกลับมาเพื่อฆ่า เพื่อประหัตประหาร ให้เราต้องพบพานกับ “ความทุกข์...”
หากแม้นเราทุกข์เราโกรธแล้ว “โกรธ” ตอบ กงเกวียน กงกรรม ย่อมหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันสร้างทุกข์ให้กันและกันอย่างมิรู้จบ
หากแม้นราทุกข์เราโกรธแล้ว “แผ่เมตตา” เป็นการตอบ เป็นการ “ให้” หากเราทำได้ฉะนี้เราย่อมตัดวงจรแห่งกรรมที่เคยทำไว้แก่กรรมนั้น...
ความทุกข์ที่เคยขึ้นในวันนี้ ณ วินาทีนี้จะสูญหาย มลายไปหากเรารู้จักให้ “ความเมตตา”
สัพเพ สัตตา...
สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด
หากเราหวังให้เขาเกิดความสุขเราย่อมเกิดความสุข
หากเราหวังให้เขาได้รับทุกข์เราก็ย่อมได้รับทุกข์
การโกรธพามาซึ่งความทุกข์ฉันใด การแผ่เมตตาและการให้อภัยย่อม “คร่าความทุกข์” เสียได้ก็ฉันนั้น...

แผ่เมตตา แต่ปาก ใจไม่แผ่เขา
นี่ใจเราไม่โปร่ง เอง นะ
ปากหลอกได้ แต่ใจหลอกตัวเองไม่ได้จริงๆด้วย
เราจะมีรัศมีอำมหิต หรือรัศมีแห่งความเย็นเมตตา คนใกล้สัมผัสได้ไงไม่รู้นะ ไม่ต้องพูดด้วยซ้ำ