เราพบว่า คนที่ประสบปัญหาในการใช้สิทธินี้มากที่สุด ก็คือ คนไร้รัฐคนไร้สัญชาติในประเทศไทย[1]ในช่วง พ.ศ.2548 พ.ศ.2551 เราพบว่า มีหลายอำเภอหรือเขตที่แสดงอาการอิดเอื้อนหรือปฏิเสธที่จะจดทะเบียนสมรสให้แก่คู่สมรสที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีสถานะเป็นชนกลุ่มน้อยไร้สัญชาติในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย แต่ยังมีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย

มีกรณีตัวอย่าง 2 กรณีที่แสดงถึงอุปสรรคในการใช้สิทธิในการก่อตั้งครอบครัวตามกฎหมายของคนไร้สัญชาติ กล่าวคือ

กรณีแรกเป็นกรณีเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2548 ซึ่งนางหันลาน คนเชื้อสายมอญไร้สัญชาติได้แสดงความไม่แน่ใจ ว่าจะสามารถจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยให้แก่หญิงต่างด้าวและชายสัญชาติไทยได้หรือไม่  หลังจากพบว่า คู่สมรสฝ่ายชายมีสถานะเป็นข้าราชการ ปลัดอำเภอผู้รับผิดชอบได้อ้างถึงหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทยที่ห้ามมิให้จดทะเบียนสมรสให้แก่คนต่างด้าวและคนสัญชาติไท[2]จะเห็นว่า หนังสือสั่งการกระทรวงมหาดไทยที่ศาลฎีกาเคยชี้ว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ยังถูกนำมาใช้เพื่อปฏิเสธสิทธิของคู่สมรสได้ต่อไป คำถาม ก็คือ ทำไมหนังสือสั่งการดังกล่าวยังปรากฏในคู่มือการทำงานของอำเภออยู่อีก ?

กรณีที่สองเป็นกรณีเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2549 อำเภอนาแห้วก็ปฏิเสธที่จะจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยให้แก่คนสัญชาติไทย 5 คนที่ประสงค์จะจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยกับคู่สมรสต่างด้าวซึ่งถือบัตรลาวอพยพ ตามกฎหมายทะเบียนราษฎรของรัฐไทย โดยอ้างว่า ฝ่ายคู่สมรสต่างด้าวนั้นไม่มีหนังสือรับรองความเป็นโสดจากสถานทูตลาว  แต่อย่างไรก็ดี ในคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดก็ได้ยืนยันรับรองสิทธิในการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยระหว่างคู่สมรสตามฟ้อง และสั่งให้อำเภอที่เป็นที่ตั้งของภูมิลำเนาของคู่สมรสฝ่ายที่ถือบัตรลาวอพยพ ต้องมีหน้าที่พิสูจน์ความเป็นโสดให้แก่ราษฎรในพื้นที่ของตน ศาลปกครองสูงสุดยืนยันอย่างชัดเจนว่า การผลักภาระหน้าที่ในการพิสูจน์ความเป็นโสดไปยังสถานทูตลาว เป็นการกระทำที่สร้างภาระให้แก่เอกชนเกินสมควร

เมื่อเราพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคู่สมรสฝ่ายต่างด้าวในคดีนี้ เราแปลกใจอย่างยิ่งที่อำเภอนาแห้วไม่ตระหนักว่า บัตรลาวอพยพนั้นเป็นบัตรประจำตัวที่กรมการปกครองออกให้แก่คนที่หนีภัยความตายมาจากประเทศลาวในราวก่อน พ.ศ.2517[3]ดังนั้น พวกเขาเหล่านี้ย่อมมีสถานะเป็นคนไร้สัญชาติที่ควรจะถูกบันทึกในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยเอง เมื่อพวกเขาถือบัตรลาวอพยพ พวกเขาจึงมีเลขประจำตัว 13 หลัก ที่แสดงถึงความเป็นราษฎรของรัฐไทย ดังนั้น ก็เป็นความชอบธรรมที่ศาลปกครองสูงสุดจะสั่งให้อำเภอนาแห้วต้องทำหน้าที่พิสูจน์และรับรองความเป็นโสดให้แก่ราษฎรของรัฐไทย การไปยกหน้าที่ดูแลราษฎรไทยให้แก่รัฐต่างประเทศย่อมไม่น่าจะถุกต้อง[4]



[1] กัลยา มงคลเกียรติชัย, สิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของคนไร้สัญชาติในประเทศไทย, วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต สาขากฎหมายระหว่างประเทศ ต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เมื่อ พ.ศ.2546

[2] พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, อีกครั้งของการเรียนรู้กระบวนการใช้สิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของคนชายขอบถือบัตรส้ม.....กรณีของหันลานแห่งสังขละบุรี, บทความเพื่อสาละวินโพสต์ : วารสารเพื่อความเข้าใจในประเทศพม่า  ฉบับที่ 27 วันที่ 16 พฤศจิกายน31 ธันวาคม พ.ศ.2548, เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2549 http://www.salweennews.org/law%20sp%2027.htm, http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=252&d_id=252

[3] ลาวอพยพ หมายถึง คนลาวที่อพยพเข้ามาอยู่กับญาติพี่น้องของตนในประเทศไทย (มิได้หมายถึงลาวอพยพที่องค์การสหประชาชาติส่งเข้ามาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยจากการสู้รบแล้วไม่ได้กลับประเทศลาว) สาเหตุเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศลาวเมื่อปี พ.ศ. 2517 และมาแต่งงานกับคนไทยจนกระทั่งมีบุตรด้วยกัน โดยเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัด 1. หนองคาย 2. อุบลราชธานี 3. เลย 4. นครพนม 5. มุกดาหาร 6.พะเยา 7. เชียงราย 8.อุตรดิตถ์ และ 9. น่าน มีการจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2534 ตามนโยบายของสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทยและกองทัพภาคที่ 2 (พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, สถานภาพในทางกฎหมายของชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย,งานวิจัยเสนอต่อ สกว.ในปี พ..2541 http://www.archanwell.org/office/download.php?id=411&file=385.pdf&fol=1)

[4] คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 61/2550 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 ระหว่าง นายนิยม จันทะคุณ และพวกอีก 4 คน ผู้ฟ้องคดี นายอำเภอนาแห้ว ผูถูกฟ้อง