ข้อจำกัดด้านกฎหมาย
ในทางปฏิบัติ ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคง และความสงบเรียบร้อย ประเทศไทยทั้งในระดับชาติและระดับจังหวัด ได้ตรากฏหมายและออกระเบียบหลายฉบับเพื่อจำกัดเสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ของบุคคลบางกลุ่ม ได้แก่
1) พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในพระราชอาณาจักร พ.ศ.2551
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 มาตรา 18 บัญญัติว่า “เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้งและแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ภายในพื้นที่ตามมาตรา 15 ให้ผู้อำนวยการโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีออกข้อกำหนด 6 ข้อด้วยกัน ในจำนวนนั้น มีข้อห้ามที่มีผลถึงเสรีภาพในการเดินทางและเลือกถิ่นที่อยู่ คือ
(2) ห้ามเข้าหรือให้ออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ที่กำหนดในห้วงเวลาปฏิบัติการ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้น
(3) ห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด
(5) ห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ
2) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
วันที่ 16 กรกฏาคม 2548 มาตรา 9 ระบุว่า ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว หรือป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนดได้ ข้อกำหนดที่ระบุไว้ในมาตรานี้ รวมถึง
(1) ห้ามมิให้บุคคลออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้น
(4) ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือยานพาหนะ
(5) ห้ามการใช้อาคารหรือเข้าไปอยู่ในสถานที่ใดๆ
(6) ให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนดังกล่าว หรือห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนด
กฏหมายทั้งสองฉบับที่ตราขึ้นใหม่ ด้วยเหตุผลที่ว่าประเทศมีปัญหาความมั่นคงจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลาย มีความรุนแรง รวดเร็ว สามารถขยายตัวจนส่งผลกระทบในวงกว้างและมีความสลับซับซ้อน จนอาจกระทบต่อเอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศ และเป็นภัยต่อความสงบสุขของประชาชน และถึงแม้ว่าจะมีกฏหมายว่าด้วยการบรหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ก็ใช้บังคับมานานแล้ว ไม่สามารถนำมาแก้ไขสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐที่มีหลากหลายรูปแบบให้ยุติลงได้โดยเร็ว
ทั้งที่ความเป็นจริงปรากฏว่า ประเทศไทยมีกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงอยู่แล้ว และมีผลบังคับค่อนข้างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งคือ
3) กฏอัยการศึก พ.ศ.2457 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2485 และ พ.ศ.2515
ในมาตรา 11 ให้อำนาจฝ่ายทหาร ที่จะห้ามในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ คือ
(4) ใช้ทางสาธารณะเพื่อการจราจรไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ รวมถึงทางรถไฟและทางรถรางที่มีรถเดินด้วย
(6) ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างเวลาที่กำหนด
(7) ห้ามบุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่ในเขตท้องที่ใดซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อการยุทธ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย และได้ประกาศเมื่อใดแล้ว ให้ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตนั้นออกไปจากเขตนั้นภายในกำหนดเวลาที่ได้ประกาศกำหนด
และมาตรา 15 ถ้ามีผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งไม่มีภูมิลำเนาอาศัยเป็นหลักฐาน หรือเป็นผู้มาอาศัยในตำบลนั้นชั่วคราว เมื่อมีความสงสัยอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจำเป็นแล้ว มีอำนาจที่จะขับไล่ผู้นั้นออกไปจากเมืองหรือตำบลนั้นได้
ถึงแม้ว่ากฏอัยการศึกจะมิได้มีการประกาศใช้ทั่วราชอาณาจักร นานแล้ว แต่ยังมีการประกาศใช้ในจังหวัดชายแดนตลอดมา เช่น ในปัจจุบันในกรณีของสามจังหวัดชายแดนภาคไต้ และบงส่วนของจังหวัดสงขลา กับบางพื้นที่ชายแดนส่วนอื่น
ข้อจำกัดด้านการดำเนินงาน
1) โดยผลของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และกฏหมายเกี่ยวข้องกับความมั่นคงอื่นๆที่มีอยู่ ถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐานสำหรับจังหวัดเพื่อออกระเบียบจำกัดเสรีภาพในการเดินทางของคนบางกลุ่ม เช่น แรงงานต่างด้าว ทั้งที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียน ที่เห็นชัดเจน ได้แก่ ประกาศจังหวัดภูเก็ต ระยอง ระนอง และพังงา ที่ออกมาตรการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา โดยผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ออกประกาศจังหวัดเรื่องกำหนดมาตรการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2549 จังหวัดระยอง ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 และ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550 และโดยผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2550 เนื้อหาของประกาศฯดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกัน และมีมาตรการซึ่งส่งผลถึงสิทธิในเสรีภาพในการเดินทาง กล่าวคือ หลังเวลา 20.00 น.ห้ามแรงงานต่างด้าวออกนอกสถานที่ทำงานหรือสถานที่พักอาศัย หากมีความจำเป็นต้องทำงานหลังเวลาห้ามหรือมีความจำเป็นเร่งด่วนอื่นๆจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของนายจ้าง ห้ามแรงงานขับขี่รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ และห้ามเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์อนุญาติให้แรงงานขับขี่รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ของตนเอง การอนุญาตให้ออกนอกเขตจังหวัดได้ ทำได้ในสามกรณี คือ ไปเป็นพยานศาลหรือมีหมายเรียกจากพนังงานสอบสวน มีเหตุเจ็บป่วยต้องรักษานอกพื้นที่โดยความเห็นของแพทย์ และได้รับอนุญาติให้เปลี่ยนท้องที่การทำงานจากจัดหางานจังหวัดแล้ว ประกาศจังหวัดดังกล่าว นอกจะมีผลถึงการจำกัดเสรีภาพในการเดินทางของแรงงานต่างด้าวจากสามประเทศแล้ว ยังทำให้คนกลุ่มนี้ ที่โดยปกติ ก็เสี่ยงที่จะถูกละเมิดสิทธิอยู่แล้ว อยู่ในภาวะเสี่ยงมากขึ้น เพราะประกาศฯให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐตรวจค้นจับกุมมากอยู่แล้ว กรณีตัวอย่างของผลจากประกาศจังหวัดฯ เช่น วันที่ 2 กรกฏกาคม 2550 แรงงานต่างด้าวคนหนึ่งกับเพื่อนขี่มอเตอร์ไซด์ของนายจ้างซึ่งได้ขออนุญาติจากนายจ้างแล้ว เพื่อไปซื้อของใช้ทั่วไปที่ร้านค้าแห่งหนึ่งที่ตำบลเขาหลัก จังหวัดพังงา ระหว่างที่เลือกซื้อสินค้าอยู่นั้น เจ้าของร้านเมื่อรู้ว่าลูกค้าเป็นแรงงานต่างด้าว ก็โทรศัพท์แจ้งตำรวจ แม้แรงงานดังกล่าว จะแสดงใบอนุญาตทำงาน แต่ตำรวจก็ยังยึดมอเตอร์ไซด์ไป และแจ้งให้นายจ้างไปรับคืน เหตุการณ์ทำนองเดียวกันเกิดขึ้นอีกหลายครั้งในทุกจังหวัดที่ออกประกาศ หรือเมื่อวันที่ 8 กรกฏาคม 2550 แรงงานข้ามชาติคนหนึ่งซึ่งมีใบอนุญาติทำงานถุกต้อง ถูกตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรตะกั่วป่าจับที่สถานีขนส่งรถโดยสารอำเภอตะกั่วป่าระหว่างที่จะเดินทางไปหาเพื่อนที่ตำบลบางเนียง โดยอ้างเหตว่าแรงงานคนดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้อง แม้แรงงานจะพยายามอธิบายว่า ใบอนุญาติทำงานนายจ้างเป็นผู้เก็บไว้ แรงงานคนนั้นถูกจับและกักขังที่สถานีตำรวจ 2 วัน
2) สำหรับสิทธิในการเดินทางออกและกลับประเทศที่ตนมีสัญชาติ นั้น แม้สิทธิดังกล่าวจะได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่มีผลบังคับในช่วงปี 2548-2551 รวมทั้งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ก็ตาม แต่การที่ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับประเทศไทยหลังการรัฐประหาร อยู่ร่วมปี โดยมีคำอธิบายว่า อาจเป็นเหตุให้เกิดความไม่สงบขึ้นในสังคม เพราะ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ยังมีอิทธิพลและยังไม่วางมือทางการเมือง ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของคนสัญชาติไทย ที่สิทธิในการเดินทางออกนอกและกลับประเทศได้รับการรับรองอย่างชัดเจน (ยังต้องขอความเห็นและคำอธิบายจากเจ้าหน้าที่รัฐ)
3) กรณีที่ประชาชนที่ถูกควบคุมตัว 4 เดือนภายใต้โครงการอบรมศาสนา และพัฒนาศักยภาพได้ใช้สิทธิทางศาลขอให้ระงับการฝึกอบรม พบว่าหลังศาลจังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร และจังหวัดสุราษฎร์ มีคำสั่งระงับการอบรมดังกล่าว แต่ผู้เข้าฝึกอบรมก็ยังไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ เพราะยังเป็นบุคคลที่ทางแม่ทัพภาคที่ 4 มีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2550 ห้ามเข้าพื้นที่ตามประกาศกฎอัยการศึกเป็นเวลา 6 เดือน เป็นการชั่วคราว ทำให้ผู้ที่ไม่ประสงค์จะเข้ารับการฝึกอบรมโครงการดังกล่าวต้องมาพักอาศัยอยู่รวมกัน ณ มัสยิดกลาง จังหวัดสุราษฎร์ธานีรวมจำนวนประมาณ 200 คน จนเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ได้มีประกาศกองทัพภาค 4 เรื่องห้ามบุคคลเข้าท้องที่ฉบับที่ 3 อนุญาตให้บุคคลทั้งหมดสามารถกลับเข้าสู่ภูมิลำเนาของตนได้ [1] ซึ่งกรณีดังกล่าวองค์การสหประชาชาติเรียกผู้ที่ไม่สามารถกลับภูมิลำเนาในประเทศของตนเองว่า “ผู้พลัดถิ่นในประเทศของตนเอง Internally Displaced Persons – IDP) ทั้งนี้ยังเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 34 วรรคแรก
[1] ดูรายงานผลการสอบสวนศึกษาสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หน้า 19 , อ้างแล้ว