1) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 4 ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพอื่น และความเสมอภาคของบุคคล
“มาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง”
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเพื่อวางหลักทั่วไปว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพอื่น และความเสมอภาคของบุคคล
การรับรองและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคลที่ปฏิญญาสากลหรืออนุสัญญาแห่งองค์การสหประชาชาติรับรอง และประเทศไทยร่วมเป็นภาคี เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนพึงได้รับโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ โดยไม่คำนึงถึงว่าบุคคลนั้นๆ จะเป็นคนสัญชาติไทยหรือไม่ เช่น คนต่างด้าว คนไร้รัฐ คนไร้สัญชาติชนกลุ่มน้อย ในฐานะที่เป็นมนุษย์และอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยไม่ว่าชั่วคราวหรือถาวรย่อมได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับชนชาวไทย เพียงแต่บุคคลดังกล่าวจะกล่าวอ้างสิทธิตามกฎหมายทำนองเดียวกับชนชาวไทยมิได้
เด็กที่เกิดแต่บุคคลดังกล่าวย่อมมีสิทธิมีชีวิตอยู่รอด มีสิทธิได้รับการบันทึกการเกิดเพื่อให้ปรากฏตัวตน มีสิทธิได้รับการดูแลขั้นพื้นฐานตามสมควร
เด็กที่เกิดในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ปรากฏบิดาหรือมารดาว่าเป็นบุคคลใด ย่อมได้รับความคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมีสิทธิได้รับการดูแลขั้นพื้นฐาน รวมทั้งรับรองสถานภาพด้วย
2) พระราชบัญญัติทาส รศ. 128 (พ.ศ. 2448)[1]ซึ่งเป็นผลมาจากการประกาศเลิกทาสโดยในหลวงรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่ พ.ศ.2417 จนถึง พ.ศ.2448
3) การที่ประเทศไทยประกาศยอมรับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 ตั้งแต่ปีที่ได้รับการรับรองในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ กล่าวคือ วันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ.1948 หรือ พ.ศ.2491 อันทำให้ประเทศไทยมีการยอมรับพันธกรณีทั้งตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิในทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Civil and Political Rights หรือ ICCPR) และ ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิในทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights หรือ ICESCR)[2] ซึ่งกติกาทั้งสองมีสถานะเป็นสนธิสัญญาที่แปลงแนวคิดด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้ UDHR สู่ความเป็นจริงในเวลาต่อมา และในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิในการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายนั้น เราพบว่า ข้อ 6 แห่ง UDHR ก็ได้บัญญัติว่า “ทุก ๆ คนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลในกฎหมายไม่ว่า ณ ที่ใด”
4) การปรากฏตัวของแนวคิดด้านสิทธิมนุษยชนในบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยที่เป็นลายลักษณ์อักษรมาตั้งแต่ พ.ศ.2540 จนถึงปัจจุบัน[3] เราคงต้องตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายรัฐธรรมนญไทยได้ยอมรับปกติประเพณีทางปกครองที่จะบัญญัติรับรองหลักสิทธิมนุษยชนไว้ในบททั่วไปของกฎหมายนี้ ซึ่งหมายความว่า หลักสิทธิมนุษยชนได้ปรากฏตัวชัดเป็น “บทกฎหมายรัฐธรรมนูญหลัก” หนึ่งในเจ็ดประการที่รัฐไทยใช้ในการปกครองประเทศ ดังนั้น เราจึงสรุปได้ว่า โดยหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญอีกด้วย ที่รัฐไทยยอมรับที่จะใช้กฎหมายสูงสุดของประเทศไทยเพื่อจัดการปัญหาการเข้าไม่ถึงหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน จะเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับถาวรทั้งใน พ.ศ.2540 และใน พ.ศ.2550 ต่างก็บัญญัติว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง” ดังนั้น การรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายจึงเป็นสิทธิที่สำคัญสำหรับรัฐไทยซึ่งเป็นนิติรัฐ
5) ใน พ.ศ.2452 กฎหมายลายลักษณ์อักษรว่าด้วยทะเบียนราษฎรของรัฐไทยก็ได้ปรากฏตัวขึ้นเพื่อสร้างความชัดเจนในการบันทึกรายการสถานะบุคคลของประชากรของรัฐไทย[4] กฎหมายนี้ถือเป็นกฎหมายแรกที่รัฐไทยใช้ในการก่อตั้งสถาบันรัฐสมัยใหม่บนดินแดนของตน[5] เราสังเกตว่า กฎหมายทะเบียนราษฎรได้ปรากฏตัวขึ้นก่อนกฎหมายลายลักษณ์อักษรว่าด้วยสัญชาติไทยซึ่งปรากฏตัวครั้งแรกใน พ.ศ.2454[6]และก่อนกฎหมายลายลักษณ์อักษรว่าด้วยคนเข้าเมืองซึ่งปรากฏตัวครั้งแรกใน พ.ศ.2470[7]
6) ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 ก็ได้มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 ในราชกิจจานุเบกษา กฎหมายนี้ย่อมทำหน้าที่เป็นกลไกที่เข้มแข็งในการขจัดปัญหาคนไร้รัฐที่สมบูรณ์และครบถ้วย กฎหมายนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจปฏิเสธที่จะรับรองการเกิดของมนุษย์ในสังคมไทย และไม่ปฏิเสธที่จะรับรองความเป็นบุคคลตามกฎหมายของคนไร้รัฐที่ปรากฏตัวบนสังคมไทย แม้บุคคลนั้นจะมิได้เกิดในประเทศไทยแก่ตามขอให้ตระหนักว่า โดยแนวคิดหลักที่ยอมรับใน พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 นี้ คนไร้รัฐจะได้รับการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายไทย คนไร้รัฐทั้งหมดที่ปรากฏตัวบนแผ่นดินไทยจะได้รับการเยียวยา แต่จะต้องไม่สับสนว่า เรื่องนี้มิใช่การให้สัญชาติไทย เป็นคนละเรื่องกัน เรื่องนี้เป็นเพียงการยอมรับในทะเบียนราษฎรและออกเอกสารเพื่อรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายให้
[1] สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม, “การเลิกทาส,”
http://www.culture.go.th/k_day.php?F=rama5&FF=04 , มิถุนายน 2551.
[2] สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติมีมติยอมรับกติกานี้ โดยมติของสมัชชาใหม่แห่งสหประชาชาติที่ 2200(XXI) ลงวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2509 กติกานี้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 มกราคม พ.ศ.2519/ค.ศ.1976 ในส่วนของประเทศไทย คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2535 ให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทาง การเมือง และการภาคยานุวัติได้ทำเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2539 จึงมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2540
[3] ดังจะเห็นจากมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540, มาตรา 3 แห่งธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 และมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
[4] อันได้แก่ พ.ร.บ.สำหรับทำบาญชีคนในพระราชอาณาจักร พ.ศ.2452
[5] พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, สิทธิในทะเบียนการเกิดของมนุษย์ในประเทศไทย : ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายใน, บทความเพื่องานเสวนาทางวิชาการซึ่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ใน พ.ศ.2549, เมื่อวันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2549
[6] อันได้แก่ พ.ร.บ.การแปลงชาติ ร.ศ.130/พ.ศ.2454 ซึ่งเป็นเพียงกฎหมายสัญชาติพิเศษ แต่หากกล่าวถึงกฎหมายสัญชาติบทหลักนั้น ก็ต้องรอมาจน พ.ศ.2456 ประเทศไทยจึงได้รับพระราชทาน พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2456 เป็นบทกฎหมายหลักเพื่อจัดการประชากรโดยสัญชาติไทย
[7] อันได้แก่ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2470