ความดี
โดย อาจารย์วศิน อินทสระ
อะไรคือความดี อะไรคือความชั่ว
เรื่องความดีความชั่วจัดเป็นเรื่องยากเรื่องหนึ่ง ที่จะรู้และเข้าใจ เมื่อรู้และเข้าใจแล้ว
ก็ยังยากที่จะปฏิบัติการเว้นความชั่ว ทำความดีให้สมบูรณ์ได้ ทั้งนี้เพราะมีองค์ประกอบหลายอย่าง ที่ทำให้ปฏิบัติไม่ได้ สมความต้องการและปฏิบัติไม่ได้เสมอไป
ตามหลักพุทธศาสนา ถือว่า การกระทำ คำพูด หรือความคิดที่เป็นไป เพื่อไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น ให้เดือดร้อนและมีประโยชน์ ถือว่าเป็นความดี ที่ตรงกันข้ามเป็นความชั่ว
ที่กล่าวมานี้เป็นหลักกว้างๆ อาจมีข้อปลีกย่อยอื่นๆ อีก ที่จะต้องทำความเข้าใจพิเศษอีกมากมาย
ในองค์ประกอบดังกล่าวข้างต้นนั้น ถือเอาประโยชน์เป็นจุดยืนที่สำคัญ คือ เมื่อพิจารณาเล็งถึงประโยชน์แล้ว แม้ตนเองจะต้องเดือดร้อนบ้าง ผู้อื่นเดือดร้อนบ้าง ก็ถือว่าเป็นความดี
เช่น พ่อแม่ต้องเดือดร้อนเหนื่อยยาก ในการทำมาหาทรัพย์เพื่อให้ลูกได้ศึกษาเล่าเรียน
ตัวลูกเองก็ต้องเดือดร้อน ทุกข์กายทุกข์ใจในการศึกษาเล่าเรียน ต้องอดทน อดออม ต้องหักใจไม่ให้หลงใหลเพลิดเพลิน ในการเที่ยวเล่น เอาเวลาเหล่านั้นมาศึกษาเล่าเรียน
แต่การกระทำดังกล่าวนี้มีคุณประโยชน์ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตจึงเป็นความดี
ในทางกลับกัน สิ่งที่ทำให้ตนเองและผู้อื่นมีความสุข ความเพลิดเพลิน แต่ไม่มีประโยชน์ กลับจะเป็นโทษทั้งแก่ตนและผู้อื่น เช่น การแสวงหาความสุขจากอบายมุขต่างๆ ถือว่าเป็นความชั่ว พิจารณาตามหลักที่สูงขึ้นไปสักหน่อย มาตรฐานแห่งความดี ความชั่ว
ท่านถือเอา ความโลภ โกรธ หลง และไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เป็นหลักพิจารณา
คือ กรรมใดที่ทำเพราะโลภ โกรธ หลง เป็นมูล จัดเป็นกรรมชั่ว ถ้าทำด้วยความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เป็นมูล คือ ทำด้วยเหตุผลบริสุทธิ์ จัดเป็นกรรมดี โลภ โกรธ หลง เป็นอกุศลมูล รากเหง้าของอกุศล ความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เป็นกุศลมูล รากเหง้าของกุศล
ท่านว่าเมื่อกุศลมูลเกิดขึ้นแล้ว กุศลอย่างอื่นที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญยิ่งขึ้น ฝ่ายอกุศลมูลก็เช่นเดียวกัน
ปัญหาเรื่องการทำดีไม่ได้ดี
เรื่องนี้เป็นปัญหาค้างใจของคนส่วนมากอยู่ หรืออย่างน้อยก็ลังเลสงสัยว่าทำดีได้ดีจริงหรือไม่ ? จนถึงกับบางคนพูดว่า "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป" ดังนี้เป็นต้น ที่มีความรู้สึกเช่นนี้ อาจเป็นด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
๑. ทำความดีเพียงเล็กน้อย แต่ต้องการผลมาก
คือ ต้องการผลเกินเหตุที่ทำ จึงทำให้รู้สึก ทำดีไม่ได้ดี หรือได้ดีน้อยไป ตามธรรมดา คนที่มีความต้องการมาก สิ่งใดที่ได้มาแม้มาก ก็รู้สึกว่าน้อย ส่วนคนที่ต้องการน้อย แม้ได้ของน้อย ก็รู้สึกว่าได้มาก ความมากความน้อย จึงขึ้นอยู่กับความต้องการ และความจำเป็นของคนซึ่งมีอยู่ไม่เท่ากัน
๒. ไม่รู้จักรอคอยผลแห่งความดีที่ตัวทำ
อยากได้ผลเร็วๆ เมื่อความดีที่ทำให้ผลช้า ก็ไม่ทันใจ จึงทึกทักเอาว่า ทำดีไม่ได้ดี
ตามที่กล่าวข้างต้นแล้วว่า การให้ผลของกรรมมีลักษณะซับซ้อนมาก และกรรมจะให้ผลเมื่อสุกงอมเต็มที่แล้วเท่านั้น กรรมที่ทำพร้อมกัน อาจให้ผลก่อนบ้างหลังบ้าง
เหมือนต้นไม้ต่างชนิดกัน เราปลูกวันเดียวกัน เป็นต้นว่ามะม่วงกับมะละกอ มะละกอย่อมให้ผลก่อน แต่ไม่ยั่งยืน ส่วนมะม่วงให้ผลช้า แต่ยั่งยืน
เพราะฉะนั้น ผู้ทำความดีจึงควรหัดเป็นคนใจเย็น รู้จักรอคอย
ส่วนความชั่วก็เหมือนกัน ย่อมรอเวลาฟักตัว ไม่ใช่ทำชั่วเดี๋ยวนั้น ผลชั่วก็พรั่งพรูเดี๋ยวนั้นเลย ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วใครเล่าจะกล้าทำชั่ว
๓. ทำความดีไม่พอดี
หมายถึง ทำขาดไปบ้าง ทำเกินไปบ้าง คือ ขาดความพอดีในการทำดี
เมื่อขาด ความดีก็ไม่สมบูรณ์ เมื่อเกินก็ล้นไป เสียประโยชน์ ไม่ว่าการทำดีหรือทำอะไรทั้งสิ้นจะต้องพอดีจึงจะดีแท้
ตัวอย่างเช่น เสื้อผ้าต้องพอดีกับผู้สวมใส่ อาหารก็ต้องพอดีของแต่ละมื้อ
และได้สารอาหารต่างๆ ตามที่ร่างกายต้องการแต่พอดี
ไม่มีสารใดเกินสารใดขาด จึงจะทำให้ร่างกายแข็งแรงเจริญเติบโตและต้านทานโรคได้ดี
การก่อสร้างที่เราต้องพึ่งสถาปนิกและวิศวกร ก็เพื่อให้เกิดความพอดีนั่นเอง ตัวอย่างเช่น เสาก็พอดีกับน้ำหนักบ้าน ถ้าบ้านใหญ่เสาเล็ก ก็ทานน้ำหนักไม่ไหว บ้านอาจพังลงมา
ที่คิดว่าจะประหยัด ก็กลายเป็นสูญเสียทรัพย์สินเป็นอันมาก
แต่ถ้าทำเสาใหญ่เกินไปไม่สมดุลกับการที่จะต้องรับน้ำหนัก ก็เป็นการสูญเปล่าโดยไม่จำเป็น เหมือนคนตัวนิดเดียวขาใหญ่โตมโหฬาร จะกลายเป็นน่าเกลียด เป็นที่เยาะเย้ยของคนทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงต้องทำความดีแต่พอดีกับบุคคลนั้นๆ กรณีนั้นๆ ไม่ให้มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ไม่น้อยจนไม่พอ และไม่มากจนล้นเหมือนน้ำล้นตุ่ม ส่วนล้นนั้นเป็นส่วนเกิน
๔. ความฝังใจหรืออุปาทานอยู่ในใจว่าทำคุณกับใครไม่ขึ้น
ข้อนี้คนทั่วไปเป็นกันมาก ถ้าไปหาหมอดูและหมอดูทายว่า ชะตาของคุณทำคุณกับใครไม่ขึ้น ละก็ชอบใจนักเชียว นั่นเป็นเพราะไปตรงกับความฝังใจที่มีอยู่แล้ว
การทำความดีกับคนนั้น ค่อนข้างยากสักหน่อย ไม่เหมือนทำความดีกับพวกสัตว์ เป็นต้นว่าสุนัข ทั้งนี้เพราะคนต้องการความภูมิใจ แม้เราจะทำความดีให้เขา ก็อย่าไปลดความสำคัญ
และความภูมิใจของเขา
ถ้าเราไปลดความสำคัญและความภูมิใจของเขาแล้ว แทนการรู้สึกสำนึกบุญคุณของเรา
เขาจะรู้สึกเคียดแค้นชิงชังเสียด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นการทำความดีกับคน
จึงต้องทำด้วยความระมัดระวัง มิฉะนั้นการทำคุณจะกลายเป็นโทษไป ให้เลิกฝังใจว่าทำคุณกับใครไม่ขึ้นเสีย แล้วทำความดีด้วยความเสียสละ ด้วยน้ำใจอันดีงาม ท่านจะต้องได้รับผลดี และอาจได้มากว่าที่ท่านหวังเสียอีก
๕. ขาดกุศลโลบายในการทำดี
คำว่า กุศโลบายไม่ใข่เลห์กระเท่ห์ หรือเล่ห์เหลี่ยมกลโกงอะไร แต่หมายถึง ความฉลาดรอบคอบ หยั่งรู้ถึงเหตุการณ์ บุคคล กาลเวลา (หรือโอกาส) ในการที่จะทำความดี
กุศโลบายในการทำความดี ก็คือ ทำดีให้ถูกกาล ให้ถูกบุคคล ถูกเรื่องราว
กุศโลบายในการทำดี
๑. ทำดีถูกกาล
คือ เมื่อเห็นเป็นเวลาอันเหมาะสม แล้วจึงทำ ไม่ใช่ต้องดูฤกษ์ยาม แล้วจึงทำ
แต่หมายถึง ทำให้ทันเวลาเหมาะแก่เวลา ช่นจะช่วยเหลือคน ต้องช่วยให้ทันเวลา
ที่เขาต้องการความช่วยเหลือ ตรงกับเวลาที่เขาขาดแคลน เหมือนให้น้ำแก่คนที่กำลังกระหาย ให้ข้าวแก่คนที่กำลังหิว แม้จะตักเตือนคนให้เว้นความชั่ว ก็ต้องดูเวลาอันเหมาะสม
ไม่ให้เขาต้องอับอาย เพราะคำเตือนของเรา หรือเตือนเขาเมื่อสายเสียแล้ว เขาได้ทำผิดพลาดไปมากแล้ว
บางอย่างเราควรเตือนเขาล่วงหน้า เพื่อเขาจะได้ไม่ถลำลึกลงไปในความผิดพลาด
การทำดีผิดเวลา มักจะให้โทษ เหมือนคนเอาเสื้อหนาวมาใส่หน้าร้อน จะร้อนยิ่งขึ้น
จะโทษเสื้อไม่ได้ ต้องโทษความโง่เขลาของเราเอง
การช่วยเหลือคนนั้น สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ก็คือ ต้องช่วยให้ทันท่วงที อย่าให้พลาดได้ มิฉะนั้นจะเสียประโยชน์ เหมือนช่วยคนตกน้ำ จะต้องช่วยให้ทันท่วงที ก่อนที่จะจมน้ำตาย
มัวลังเลล่าช้าอยู่ เขาจมน้ำตายไปแล้วจะช่วยอะไรกันอีก
นักปราชญ์จีนเช่นจังจื้อ ได้เคยตกยากแล้ว กล่าวคำเปรียบเทียบที่น่าคิดเอาไว้
มีเรื่องโดยย่อว่า คราวหนึ่งจังจื้อตกทุกข์ได้ยาก บากหน้าไปขอยืมข้าวสารจากเจ้าเมืองคนหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นเพื่อนกัน ท่านเจ้าเมืองพูดว่า "ให้ขอยืมแต่ต้องรอให้เขาเก็บส่วยหรือภาษีจากราษฎรเสียก่อน แล้วจะให้ยืมสัก ๓๐๐ เหรียญเพื่อไปซื้อข้าวสาร" จังจื้อได้ฟังดังนั้น จึงเล่าเรื่องเปรียบเปรยว่า "เมื่อวานนี้ขณะฉันเดินทางมาหาท่านที่นี่ ได้ยินเสียงเรียกตะโกนอยู่เบื้องหลัง จึงหันไปดู เห็นปลาตัวหนึ่งดิ้นอยู่ในรอยล้อเกวียนบนดิน ซึ่งมีน้ำแฉะๆ ขังอยู่นิดหน่อย
ฉันถามมันว่ามานอนดิ้นอยู่ที่นี่เพื่ออะไร ?
ปลาตอบว่ามาจากทะเลตังไฮ มาติดอยู่ที่นี่ ท่านโปรดเมตตาช่วยเหลือฉันสักครั้งหนึ่ง
ด้วยการเอาน้ำสักเล็กน้อยมาเทลงบนรอยเกวียนนี้ นฟังปลาพูดดังนั้นจึงตอบว่า
"ข้ากำลังเดินทางไปภาคใต้ มุ่งไปแสดงธรรมของข้าให้เจ้านครโง้ว เจ้านครอ๊วดฟัง
ข้าจะไประบายน้ำในลำแม่น้ำไซกังมาให้เจ้าจะดีหรือไม่เล่า ?"
ปลาได้ฟังดังนั้นก็น้อยใจ เสียใจ พลางตอบว่า "ฉันรับทุกข์ทรมานอยู่นี้ เพราะขาดน้ำ
หากได้น้ำเพิ่มอีกเพียงเล็กน้อย ก็จะพอยังชีพไปได้ ไม่จำเป็นถึงกับต้องไประบายน้ำในแม่น้ำมาช่วย ถ้าท่านจะทำอย่างนั้น ก็จงรีบไปซื้อฉัน ตามร้านขายปลาแห้งในตลาดเถิด"
๒. ทำดีถูกบุคคล
ทำดีถูกบุคคลนั้นทำอย่างไร ? คือ การที่เราทำความดีแก่บุคคลที่ควรได้รับความดี
เช่น การช่วยเหลือเขา ก็ควรช่วยเหลือคนที่ควรช่วย
และกำหนดขอบเขตว่า ควรช่วยเหลือเพียงใด ถ้าเราช่วยเหลือ คนที่ไม่ควรช่วยและช่วยไม่ถูกวิธี ก็จะมีโทษติดตามมา เช่น ในนิทานเรื่องชาวนากับงูเห่าเป็นตัวอย่าง
การช่วยคนที่ควรช่วยนั้น เป็นกุศลมาก เพราะเป็นการบำบัดทุกข์ของเขาจริงๆ
การบำบัดทุกข์ มีความสำคัญกว่าการบำรุงสุข ต่อเมื่อบำบัดทุกข์ได้ดีแล้ว จึงค่อยบำรุงสุข
แต่ถ้าบำบัดทุกข์ยังไม่ได้ มัวแต่พะวงแต่เรื่องบำรุงสุข
ความสุขที่ได้นั้นก็เป็นความสุขปลอม และเป็นความสุขในกองทุกข์นั้นเอง
เหมือนเอาดอกไม้หอมไปปักไว้บนสิ่งปฏิกูล เป็นต้นว่า บนกองอุจจาระ จะเป็นอย่างไรจงตรองดูเถิด
คนบางพวกคิดแต่จะบำรุงสุขสนุกสนาน ทั้งแก่ตนเองและญาติมิตร ในขณะที่การบำบัดทุกข์ที่จำเป็น ก็ยังทำไม่ได้ สังคมของเราทำความดี แบบเอาเนื้อหนูไปแลกเนื้อช้างกันเสียเป็นส่วนมาก
หนูเนื้อน้อยอยู่แล้ว การขูดรีดเอาจากคนยากจน หรือคนที่มีรายได้น้อยไปบำรุงบำเรอความสุขของคนมั่งมีอยู่แล้ว เป็นการทำความดีแบบเอาเนื้อหนูไปใส่เนื้อช้าง หรือขอดน้ำในหลุมเท้าโคไปใส่แม่น้ำทำนองเดียวกัน
นอกจากนี้ ควรพิจารณาถึง คุณธรรมของคนที่เราจะช่วยเหลืออีกด้วย คนมีคุณธรรมน้อย ช่วยไปก็ได้ผลน้อย (นี่พูดถึงทำความดีด้วยการหวังผล) เหมือนหว่านข้าวลงไปในนาที่ไม่ดี,
คนที่มีคุณธรรมสูงมาก ความดีที่ทำให้ผลมาก เหมือนหว่านพืชลงในที่ดินดี นี่เป็นเหตุผลประการหนึ่งที่คนชอบทำบุญทำทานกับผู้มีศีลธรรม
อีกประการหนึ่งความกตัญญูกตเวทีนั้น เป็นภูมิธรรมของคนดี คนที่มีภูมิธรรมอันนี้มีไม่มากนัก ถ้าเราทำความดีไปถูกคนที่มีความกตัญญูกตเวที ผลดีก็มีเพิ่มพูนเป็นทวีคูณ ตรีคูณหรือได้รับผลดี ตอบแทนเป็นร้อยเท่าพันเท่า
แต่ถ้าเราทำความดีไปถูกคนที่อกตัญญูกตเวทีเข้า ก็เหมือนว่าหว่านพืชลงบนหิน เหนื่อยแรงเปล่า อาจจะกลับกลายไปเป็นโทษภายหลังได้ด้วย เพราะคนอกตัญญูอกตเวทีนั้น
ชอบประทุษร้ายคนที่มีบุญคุณต่อตน มิะนั้นเขาจะเรียกคนอกตัญญูหรือ
๓. ทำดีเหมาะกับเหตุการณ์
ทำดีให้เหมาะกับเหตุการณ์นั้นทำอย่างไร ? ในที่นี้หมายถึง การทำถูกเรื่องถูกราว
ไม่ดึงดันถือเอาแต่ความเห็นของตน หรือความพอใจไม่พอใจของตนเป็นสำคัญ
แต่ยืดหยุ่นผ่อนผันตามเหตุการณ์ที่เรียกรวมๆ ว่า การณวสิกตา ความเป็นผู้ทำกิจเหมาะแก่เหตุการณ์, ทำพอสมควรแก่ฐานะ ความรู้ความสามารถของตน อนึ่งเหตุการณ์ของโลกย่อมเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
การดึงดันแข็งขืนอยู่คนเดียว ย่อมไม่ได้ประโยชน์ นอกจากคนทั้งหลายจะไม่เห็นดีแล้ว
ตัวเองก็ต้องคอยแข็งขืน ขัดแย้งกับคนในสังคมอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทเป็นศัตรูต่อกัน
ความรู้ความสามารถ ศิลปวิทยาที่จะอำนวยผลมาก ก็ต้องเป็นความรู้ความสามารถ อันเป็นที่นิยมของสังคม เพราะฉะนั้น ความรู้ความสามารถที่ทันสมัย จึงเป็นอุปการะต่อชีวิตมาก
จะเห็นคุณของศิลปวิทยาการ ก็ต่อเมื่อ สังคมต้องการและนำไปใช้ประโยชน์นั้นเอง
ความรู้ความสามารถจะเป็นหมัน ถ้าไม่ได้ใช้ เหมือนอาหารที่ไม่ย่อย มีแต่ให้ความอึดอัดหามีประโยชน์อันใดไม่
ความรู้อย่างหนึ่ง อาจมีประโยชน์มากในสมัยหนึ่ง แต่ต่อมาความนิยมของคนทั้งหลายเสื่อมไป ใครยังดึงดันยึดถือความรู้อย่างนั้นเป็นที่พึ่งอยู่ ก็อาจจะต้องเดือดร้อน จะพร่ำรำพันว่า ฉันมีความรู้ความสามารถดี แต่ทำไมจึงไม่ได้ดีดังนี้ หาควรไม่ เพราะไม่เหมาะกับเหตุการณ์และความนิยม การทำความดีที่ถูกต้องตามระเบียบกฏเกณฑ์อันดีงาม ก็จัดอยู่ในข้อนี้เหมือนกัน
รวมความว่า การทำความดีนั้น จะต้องมีกุศโลบาย มีความฉลาดรอบคอบพอสมควร จึงจะได้รับผลเต็มที่ จะได้ไม่ต้องคิดอีกต่อไปว่า ทำดีแล้วไม่ได้ดี คนที่ทำความดีเป็นนั้น จะได้รับผลดีเสมอ และได้รับเท่าที่ต้องการหรือมากกว่าที่ต้องการ
เหมือนเพาะมะม่วงไว้เมล็ดหนึ่งพองอกเป็นต้น ถึงคราวมีลูกมันจะให้ลูกเป็นร้อยเป็นพัน
และมีลูกให้นานถึง ๖๐ - ๗๐ ปี จนกว่าจะแก่ตายไป