“คนลาวเวลาถูกทำร้ายร่างกาย ถ้าไปแจ้งความกับตำรวจ ตำรวจจะถามว่า ‘มีบัตรหรือเปล่า’ ถ้าไม่มีบัตรจะหาว่าเป็นการใส่ร้าย และจะถูกจับ”
ประโยคข้างต้นเป็นหนึ่งในหลายคำถามของ ‘คนลาวอพยพ’ ที่มาร่วมประชุม “คนไร้รัฐ” ซึ่งประสานการจัดงานโดยมูลนิธิพัฒนรักษ์ เมื่อวันที่ 22-23 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่เกิดความสงสัยว่าทำไมพวกเขาถึงไม่มีสิทธิเท่าเทียมกับเพื่อนในหมู่บ้านเดียวกันที่เป็นคนไทย ยังตัวอย่างคำถามอื่นๆ อีกก็เช่น ลูกของพวกเขาที่เกิดในดินแดนของรัฐไทยไปเรียนหนังสือแล้วทำไมโรงเรียนไม่ออกวุฒิบัตรให้, ทำไมเมียไทยผัวลาว หรือผัวลาวเมียไทยถึงจดทะเบียนสมรสกันไม่ได้ ฯลฯ รวมถึงคำถาม ‘คลาสสิค’ ตลอดกาลสำหรับทุกเวทีที่ ‘คนที่ไม่มีบัตรไทย’ เป็นศูนย์กลางของการตั้งคำถาม อย่าง “ทำอย่างไรถึงจะอยู่ได้ โดยไม่ต้องกลัวถูกจับ” และ “เมื่อไรจะได้เป็นคนไทยกับเขาเสียที”
นานา ‘บัตร’ ที่ริมโขงเจียม
ประมาณ 40 กิโลเมตรจากตัวเมืองอำเภอโขงเจียม คือ ชุมชนไทย-ลาวหมู่บ้านทุ่งนาเมือง คันท่าเกวียนและปากลา ฝั่งตรงข้าม หากข้ามน้ำโขงไป ก็จะเป็นหมู่บ้านคันธงไซ อำเภอเมืองคงเซโดน แขวงสาละวัน (--สะกดตามการออกเสียงของชาวบ้านคันท่าเกวียนคนหนึ่ง) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จากการคุยกับชาวบ้านบางส่วนจากหมู่บ้านทั้ง 3 ได้ความว่าคนฝั่งไทย-ฝั่งลาว ข้ามไปมาหาสู่กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ทวด โดยแจวเรือข้ามฟากน้ำโขง (ประเมินโดยสายตาแล้วความกว้างของน้ำโขงที่คั่นดินแดน 2 ฝั่งนั้นน่าจะประมาณ 2 กิโลเมตร) หลายคนมีบ้านทั้งที่ ‘ฝั่งโน้น’ และ ‘ฝั่งนี้’ โดยเฉพาะภายหลังการอพยพครั้งใหญ่จากฝั่งลาวในช่วงปี 2517-18 ที่เกิดการปฏิวัติในลาว หรือลาวแตก จนถึงปัจจุบัน หลายคนก็ยังคงมีครอบครัวอยู่ทั้ง 2 ฟากแม่น้ำโขง
กล่าวได้ว่า ‘บัตร’ ใดๆ ก็ไม่เคยมีความหมายสำหรับคนสองฝั่งโขงมาก่อน จนกระทั่งปี 2533 ที่กรมการปกครองมีนโยบายสำรวจและจัดทำประวัติคนที่อพยพมาจากฝั่งลาว ในปีพ.ศ. 2533 ตามนโยบายของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และโดยขอความร่วมมือจากกองทัพภาคที่ 2 ตามหนังสือ มท. 0202/3094 ลว. 14 สิงหาคม 2533 โดยเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ลาวอพยพ และออก บัตรประจำตัวลาวอพยพ หรือ บัตรสีฟ้าขอบน้ำเงิน ให้เป็นเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล
อย่างไรก็ดี จากปากคำชาวบ้าน ด้วยความไม่รู้ของชาวบ้านทั้งไม่รู้ถึงการประกาศของอำเภอและไม่รู้ถึงความสำคัญของบัตร ด้วยข้อจำกัดการเดินทางและระยะเวลาในการจัดทำทะเบียนและบัตรประจำตัวที่จำกัด ไม่มีใครในหมู่บ้านปากลาและทุ่งนาเมืองได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติและมีบัตรสีฟ้าขอบน้ำเงินเลย มีหมู่บ้านคันท่าเกวียนจำนวน 15 คนเท่านั้นที่มีบัตรสีฟ้าขอบน้ำเงิน (ยังไม่มีการตรวจสอบตัวเลขนี้กับทางอำเภอโขงเจียม)
หลายคนที่ตกสำรวจบัตรสีฟ้าขอบน้ำเงิน จึงต้องมีชีวิตประจำวันที่หวาดกลัวต่อการถูกจับ ดังนั้น ไม่ว่าหน่วยงานใดเข้ามาจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวในพื้นที่ ก็มักจะได้รับความสนใจจากชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็น บัตรควบคุมคนต่างด้าว (สปปล.) ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองโขงเจียม เข้ามาจัดทำให้ หรือ ทะเบียนคนต่างด้าว ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานทหารในพื้นที่ในเดือนสิงหาคม ปี 2545 โดย และล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม ปีพ.ศ. 2547 นี้ กรมการปกครองดำเนินการจัดทำ แบบรับรองทะเบียนประวัติของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ หรือ ท.ร.38/1
แม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่มีเอกสารครบทุกใบทุกบัตร โดยเฉพาะ ท.ร. 38/1 โดยบ้านปากลามีคนถือท.ร.38/1 นี้จำนวน 62 คน, บ้านค่าท่าเกวียน จำนวน 50 คน และทุ่งนาเมือง จำนวน 73 คน อย่างไรก็ดี จากคำบอกเล่าของบางส่วนของชาวบ้าน 3 หมู่บ้านและผู้ใหญ่บ้านทั้ง 3 หมู่บ้าน บอกเล่าตรงกันว่า มีคนในหมู่บ้านทุ่งนาเมือง 2 คนที่ ไม่มีเอกสารพิสูจน์ตนใดๆ เลย
ขณะเดียวกัน ที่ฝั่งลาวก็มีการจัดทำทะเบียนราษฎร และบัตรประจำตัวประชาชนเช่นกัน ชาวบ้านให้ข้อมูลว่า คนที่ข้ามจากลาวมาไทยและอยู่เป็นเวลานาน จะถูกตัดชื่อออกจากทะเบียนราษฎรและไม่ถูกนับว่าเป็นคนลาวอีกต่อไป เพราะ “ไม่ใกล้ชิด” กับลาวแล้ว
สถานะบุคคลตามกฎหมาย
แน่นอนว่าพื้นที่ริมฝั่งโขงนี้ไม่แตกต่างไปจากพื้นที่พรมแดนรัฐไทยกับรัฐเพื่อนบ้านบริเวณอื่น นั่นคือมีทั้งคนไทยตกหล่นการสำรวจทะเบียนราษฎร คนฝั่งลาวที่ข้ามฟากมาอาศัยอยู่ฝั่งไทยตั้งแต่ก่อน 2517-18 คนฝั่งลาวที่เพิ่งข้ามฟากมาใหม่ รวมถึงคนไทยและคนลาวที่ข้ามฝั่งไปมา
ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 บัญญัติว่า ใครก็ตามที่ปรากฎตัวในดินแดนรัฐไทย โดยปราศจากเอกสารหรือพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์หรือยืนยันได้ว่าเป็นคนไทย เช่น ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีทะเบียนราษฎร ไม่มีหนังสือเดินทาง ฯลฯ จะมีสถานะบุคคลตามกฎหมายเป็น “คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย” (มาตรา 58) ผลที่ตามมาก็คือจะต้องถูกส่งตัวออกนอกดินแดนของรัฐไทย (มาตรา 54 ) การจับและส่งตัวออกนอกดินแดนของรัฐไทยมีให้เห็นเป็นตัวอย่างบ่อยครั้ง และนี้คือเหตุผลสำคัญที่ไม่ว่าใครก็ตามในพื้นที่ตะเข็บชายแดน ล้วนแต่ต้องการที่จะมี “บัตร” สักใบ
สถานะบุคคลตามกฎหมายของบุคคลที่ได้รับ ลาวอพยพหรือบัตรสีฟ้าขอบน้ำเงิน, บัตรควบคุมคนต่างด้าว (สปปล.) ที่ออกให้โดยด่านตม.โขงเจียม, ใบทะเบียนคนต่างด้าวที่ดำเนินการโดยหน่วยงานทหารในพื้นที่ รวมถึง ท.ร.38/1 ที่ดำเนินการออกให้โดยกรมการปกครอง ยังคงเป็น “คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย” แต่ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยในดินแดนรัฐไทยเป็นการชั่วคราว โดยบัตรลาวอพยพหรือบัตรสีฟ้าขอบน้ำเงิน ระบุว่าผู้ถือบัตรได้รับอนุญาตให้อยู่ในพื้นที่ที่ออกบัตรเป็นการชั่วคราว อย่างไรก็ดี ปัจจุบันบัตรสีฟ้าขอบน้ำเงินนี้หมดอายุไปตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2547 และทางกรมการปกครองยังไม่มีการดำเนินการต่ออายุบัตรให้
บัตรควบคุมคนต่างด้าว (สปปล.) นั้นระบุย้ำหนักแน่นกว่าว่า ห้ามผู้ถือบัตรออกนอกพื้นที่อำเภอโขงเจียมโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถูกเพิกถอนสิทธิปัจจุบันด่านตม.โขงเจียมเก็บบัตรดังกล่าวคืนกลับไปแล้ว มีชาวบ้านบางคนเท่านั้นที่ยังเก็บบัตรที่ ด่านตม. โขงเจียม ออกให้อยู่
ขณะที่ใบทะเบียนคนต่างด้าว ซึ่งเป็นใบกระดาษขนาด A4 ซึ่งออกให้โดยหน่วยงานทหารในพื้นที่นั้นระบุข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถือเอกสาร แต่ไม่ปรากฎข้อมูลที่ระบุว่าผู้ถือบัตรนี้มีสิทธิหรือหน้าที่อย่างไรบ้าง
ส่วน ท.ร. 38/1 ซึ่งเป็นเอกสารขนาดกระดาษ A4 เช่นเดียวกับทะเบียนคนต่างด้าว แต่สิทธิอาศัยอยู่ในดินแดนรัฐไทยของผู้ถือเอกสารนี้มีความชัดเจนกว่า เนื่องเพราะเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2547 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ โดยรับรองสิทธิอาศัยอยู่ในดินแดนรัฐไทยของผู้ถือเอกสารฯ เป็นระยะเวลา 1 ปี นับจากวันจัดทำท.ร. 38/1 หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าสิทธิอาศัยอยู่ชั่วคราวในดินแดนรัฐไทยตามเอกสาร ท.ร.38/1 จะสิ้นสุดลง ณ วันที่ 30 มิภุนายน พ.ศ.2548
มี ‘สิทธิ’ แม้ไม่มี ‘บัตร’ v. มี ‘บัตร’ ก็ ‘ไม่มีสิทธิ’
ครั้งหนึ่งในการประชุมเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์คนไร้สัญชาติ รองนายกรัฐมนตรี จาตุรนต์ ฉายแสง เคยพูดไว้ว่า การที่บุคคลหนึ่งๆ จะได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน หรือสามารถใช้สิทธิขั้นพื้นฐานได้หรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นกับว่าบุคคลดังกล่าวเป็นคนไทยหรือไม่ มีบัตรหรือไม่มี แต่จากปรากฎการณ์ที่อำเภอโขงเจียมแล้ว (รวมถึงอีกหลายพื้นที่ในสังคมไทย) จึงไม่เกินเลยไปเลย หากจะบอกว่า ความคิดของรองนายกฯ จาตุรนต์ นั้น ก้าวหน้าแบบสุดๆ และก้าวหน้าเกิน “ข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติ” ของสังคมไทยในปัจจุบัน
สาเหตุของปรากฎการณ์ข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติดังกล่าว น่าจะเป็นเพราะความไม่เข้าใจ ความสับสน ระหว่างประเด็น สถานะบุคคลตามกฎหมาย กับ มีสัญชาติไทย ทั้งที่ 2 ประเด็นนี้มีความชัดเจนในตัวเองว่าเป็นคนละประเด็น แต่ในทางปฏิบัติยังพบว่าความสับสน ปะปนยังคงดำรงอยู่ และได้กลายเป็นฐานแห่งอคติอวิชชาในวิธีคิด วิธีทำงานของภาคส่วนต่างๆ อันนำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อ บางคน ที่ปรากฎตัวในดินแดนของรัฐไทย
ขณะที่เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลหรือบัตรประเภทต่างๆ ที่แสดงสถานะบุคคลตามกฎหมายว่าเป็นต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย เช่น บัตรสีฟ้าขอบน้ำเงิน บัตรควบคุมคนต่างด้าว (สปปล.) หรือ ท.ร.38/1
ส่วนเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลซึ่งแสดงหรือยืนยันถึงสถานะบุคคลตามกฎหมายว่าเป็น “คนไทย” หรือ “ผู้มีสัญชาติไทย” นั้นก็ได้แก่ เอกสารหรือบัตรที่ออกโดยกฎหมายฉบับต่างๆ เช่น บัตรประจำตัวประชาชนไทย ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526, สูติบัตรประเภท 1 และทะเบียนราษฎรประเภท ท.ร.14 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 ฯล
ดังนั้น ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของบัตรคนไทย กับ บัตรที่มิใช่คนไทย นั้น จึงควรมีเพียงประการเดียวคือ คนที่ถือบัตรที่มิใช่คนไทย จะไม่ได้รับสิทธิหรือไม่สามารถใช้สิทธิในฐานะพลเมืองผู้มีสัญชาติไทยได้ เช่น สิทธิในการเลือกตั้ง สิทธิในการถือครองทรัพย์สิน ฯลฯ แต่สิทธิอื่นใดที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานแห่งความเป็นมนุษย์แล้ว ไม่ว่าจะมีสัญชาติไทยหรือไม่ จะถือเอกสารหรือบัตรประเภทใด หรือแม้แต่ไม่มีเอกสารหรือไม่มีบัตรใดๆ เลยก็ตาม ก็ย่อมได้ความคุ้มครองและบุคคลย่อมสามารถใช้สิทธิดังกล่าวโดยเท่าเทียมกัน
ดังนั้น
- เด็กทุกคนที่เกิดในดินแดนของรัฐไทย จะต้องได้รับการออกเอกสารรับรองการเกิดจากโรงพยาบาล และได้รับสูติบัตรจากอำเภอในพื้นที่ที่เด็กเกิด (ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534)
- เด็กทุกคนที่เกิดในดินแดนของรัฐไทย หรืออยู่อาศัยในดินแดนรัฐไทย ต้องสามารถเข้าถึงบริการการศึกษา (ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 4 และ 43, พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542, ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐาน วันเ ดือน ปีเกิดในการรับนักเรียน นักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. 2535 และมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 กรกฎาคม 2540 เรื่องปัญหาชนกลุ่มน้อย ปัญหาชาวเขาบนพื้นที่สูง และปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน)
- บุคคลย่อมมีสิทธิจดทะเบียนสมรส หากเข้าเงื่อนไขตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1449-1460 กำหนด (อาทิ เมื่อฝ่ายชายและหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์, การสมรสจะกระทำมิได้ หากฝ่ายชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกลจริต หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ, เป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมา เป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน หรือพ่อหรือแม่เดียวกัน, จะสมรสขณะที่อีกฝ่ายมีคู่สมรสอยู่แล้วไม่ได้ ฯลฯ)
- บุคคลย่อมมีสิทธิ เสรีภาพในชีวิตและร่างกาย (มาตรา 31 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย) และเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ ทหาร มีหน้าที่ต้องรักษาความสงบสุขภายในพื้นที่ของตน
อย่างไรก็ดี การใช้สิทธิขั้นพื้นฐานข้างต้น มีอีกประเด็นหนึ่งที่คนไม่มีเอกสารหรือบัตรอะไรเลยต้องคำนึงถึงก็คือ ผลการไม่มีเอกสารหรือบัตรใดๆ แสดงตนเลย ย่อมตกเป็นคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ผลอีกขั้นที่ตามมา ก็คือ อาจถูกผลักดันออกนอกประเทศ หากเจ้าหน้าที่รัฐพบตัว!!
อนาคตที่อยู่ในมือคนอื่น
จากการพูดคุยกับชาวบ้านหลายคน มีข้อเท็จจริงหนึ่งที่คล้ายๆ กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับพื้นที่บริเวณตะชายแดนรัฐไทย-รัฐเพื่อนบ้าน นั่นคือ การข้ามฟากไปมาระหว่างฝั่งไทย-ลาวเป็นประเพณีปฎิบัติ หรือวิถีชีวิตที่ปกติธรรมดาของคนสองฝั่งโขง พวกเขารู้ดีว่ารากเหง้าของพวกเขาเป็นไทยหรือลาว แต่รกรากครอบครัวนั้นก็สามารถมีอยู่ทั้งสองดินแดนฝั่งโขง การเดินทางข้ามฝั่งไป-มานั้นขึ้นกับว่า ฝั่งไหนที่ให้ทำนา มีงานให้ทำ ก็จะไปทำงานฝั่งนั้น หรือการไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนครอบครัวและเพื่อนร่วมชุมชน หลายครอบครัวมีเรือข้ามฟากของตัวเอง ปัจจุบันมีเรือรับจ้าง คิดค่าบริการ 10 บาทต่อคน แต่อยู่มาวันหนึ่ง “รัฐ” ก็แสดงถึงอำนาจของความเป็นรัฐ โดยการกำหนดกฎหมาย นโยบายมาควบคุม และเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเขา คนไทยและคนลาวจำนวนไม่น้อย กลายเป็น คนไร้รัฐให้สังกัด เพราะความไม่รู้ ไม่เข้าใจถึงกฎหมาย นโยบายที่รัฐกำหนด รวมถึง มา (ทำบัตร) ไม่ทัน เพราะบ้านและนาอยู่ห่างไกลตัวเมืองหรือระหว่างนั้นออกไปทำงานในพื้นที่อื่น ผลกระทบที่ตามมาก็คือ ลูกไม่มีใบเกิด ลูกไปเรียนหนังสือไม่ได้ หรือเรียนได้โรงเรียนบางแห่งก็โยกโย้ไม่ออกใบวุฒิบัตรให้ ไปแจ้งความตำรวจไม่รับแจ้ง ฯลฯ
‘บัตรสักใบ’ จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนสองฝั่งโขงอย่างรุนแรง กลายเป็นคำถามหนึ่งในชีวิตประจำวันให้ต้องขบคิดว่า ทำอย่างถึงจะได้บัตรกับเขาสักใบ อย่างไรก็ดี เมื่อได้บัตรสักใบมาแล้ว หากมิใช่บัตรคนไทย ก็ยังคงมีคำถามต้องขบคิดต่อไปว่า “แล้วยังไงต่อ”“จะอยู่ได้ถึงเมื่อไร”“ทำไมมีบัตรแล้วโรงเรียนบางแห่งก็ไม่รับลูกเข้าเรียน หรือไม่ออกวุฒิบัตรให้อยู่ดี”“ทำไมตำรวจไม่จับคนที่ทำร้ายเขา” ฯลฯ
หลายคำถามจากเวทีเล็กๆ วันนั้น ได้ตอบไปแล้ว--แต่ดูเหมือนว่า บัตรใบหนึ่งหรือสองสามใบก็อาจไม่ช่วยให้ชาวบ้านบางคนกล้าลุกขึ้นมายืนยันสิทธิที่ตัวเองมี
หลายคำถามจากเวทีเล็กๆ วันนั้น ต้องการการตรวจสอบเพิ่มเติม--จึงถูกรวบรวมกลับมาเพื่อหาคำตอบและส่งคำตอบนั้นกลับไปในพื้นที่ อย่างไรก็ดี บางคำถาม อย่าง “เมื่อไหร่จะได้เป็นคนไทยกับเขาเสียที” นั้น เมื่อตอบไปแล้ว ทำให้ชาวบ้านหลายคนนิ่งอึ้งและหน้าเสีย โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่บางคน เพราะซักประวัติเท่าไรก็ได้ความว่าเป็นคนลาวตามข้อเท็จจริงโดยแท้ อีกทั้งรัฐไทยก็ยังไม่มีนโยบายกำหนดสถานะบุคคลตามกฎหมายแบบอื่นให้กับคนถือบัตรสีฟ้าขอบน้ำเงินกลุ่มนี้ ไม่ต้องพูดถึงสีหน้าของคนที่ไม่มีเอกสารหรือไม่มีบัตรอะไรเลยของสาวลาวที่อพยพมาฝั่งไทยตั้งแต่ปี 2518-สองคนนั้น
ประโยคที่ถูกตอบให้กับชาวบ้านบ่อยครั้งในเวทีวันนั้น ที่ไม่แพ้ประโยคที่ว่า “ทำได้”“เป็นสิทธิของเรา” ก็เห็นจะเป็นประโยคที่ว่า “เรื่องนี้ต้องรอนโยบายจากรัฐ”
[1] นักศึกษาปริญญาโทสาขากฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งกำลังเตรียมวิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิตเรื่อง “สิทธิในการได้รับเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลจากรัฐไทย” และดำรงตำแหน่งเลขานุการคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ
เผยแพร่ครั้งแรก
"คนลาวเวลาถูกทำร้ายร่างกาย ถ้าไปแจ้งความกับตำรวจ ตำรวจจะถามว่า ‘มีบัตรหรือเปล่า’ ถ้าไม่มีบัตรจะหาว่าเป็นการใส่ร้าย และจะถูกจับ” ข้อความนี้ เป็นข้อความที่คิดเอาเองของคนเขียนข้อความ ข้อเท็จจริง หาคนลาวหรือคนไทยถูกทำร้ายร่างกาย เมื่อไปแจ้งความ จะต้องแสดงตนว่าตัวเองเป็นใคร เป็นการตรวจสอบขั้นต้น เช่นหากคุณไปแจ้งความว่าเอกสารอะไรสักอย่างคุณหาย ตำรวจต้องให้คุณแสดงบัตรประจำตัว เพื่อจะได้เขียนรายละเอียดได้ถูกต้อง การที่คุณกล่าวอ้างว่า คนลาวไปแจ้งความ แล้วตำรวจจะถามหาบัตร เมื่อไม่มีแล้วจะถูกจับ มันคนละเรื่อง อย่าว่าแต่คนลาวเลย คนต่างชาติไม่ว่าชาติไหน หรือคนไทย ก็ต้องแสดงบัตรเพื่อยืนยันตัวบุคคล ป้องกันการสวมรอย และดำเนินคดีได้ การที่จะจับกุมเรื่องเขาไม่มีบัตร มันคนละเรื่องคนละกรณีกัน หากจะว่ากันไปแล้ว คนไทยเองยังต้องพกบัตรประชาชน หากไม่พกบัตร ยังสามารถเปรียบเทียบปรับได้ จนท.ตำรวจ มีวุฒิภาวะ มีเหตุผล ส่วนใหญ่จะถูกใส่ความโดยไม่มีโอกาสตอบโต้
คุณสามารถยืนยันได้หรือเปล่า คนลาวคนที่ถุกทำร้ายร่างกาย เป็นใคร พาไปแจ้งความได้เลย อย่าพูดลอยๆ เพื่อประกอบการเขียนบทความ หากมีการทำร้ายร่างกายจริง คุณรู้สาเหตุหรือเปล่าว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังคืออะไร คนลาวที่อยู่2 ฝากฝั่งคนดีก็มีคนเลวก็เยอะ คุณได้ไปกินอยู่หลับนอนกับเขาหรือ ถึงได้รู้ตื้นลึกหนาบาง ของคนลาวที่คุณกล่าวอ้าง หากเป็นจริง ขอความกรุณาให้คุณพาคนลาวคนนั้น ไปแจ้งความใหม่ และหากไม่ได้ความยุติธรรม พาคนที่ถูกทำร้ายร่างกาย ไปหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เช่นเดียวกันกับ เมื่อเร็วๆนี้ มีการจับกุม คนลาว/คนไทยค้ายาบ้า และถุก จนท.ซ้อมจนได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนที่จะถุกควบคุมตัวส่ง สถานีตำรวจโขงเจียม ญาติๆผู้ต้องหาได้นำเรื่องนี้ไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่ ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ กทม. และเรื่องอยู่ระหว่าดำเนินการ
ดังนั้นเพื่อให้เกิดความชอบธรรมและเป็น Cast Study ขอความกรุณาท่าน พาคนลาวที่ถุกทำร้ายร่างกายไปแจ้งความใหม่ และให้ท่านพาไปร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน อันดับแรก ขอแจ้งเบอร์โทรศัพท์ส่วนที่เกี่ยวข้องให้ท่านทราบก่อนนะครับ
ที่ว่าการอำเภอโขงเจียม 045-351041 ( นายอำเภอ ) สถานีตำรวจภูธรโขงเจียม 045-351023
ถึงคุณตำรวจโขงเจียม
ขอบคุณสำหรับการแลกเปลี่ยน ขอแลกเปลี่ยนกลับดังนี้ค่ะ
๑) ข้อแนะนำของคุณ ที่ว่า การไปแจ้งความใหม่ หรือร้องต่อคณะกรรมการสิทธิฯนั้น
---เป็นสิ่งที่เราแนะนำ เคส ของเราอยู่แล้วค่ะ
เพียงแต่ ทางเรา มักจะ "ไม่พาไป" เพราะเราเห็นว่า เคสควรต้องดำเนินการด้วยตัวเองเป็นหลัก ปัญหาและการแก้ไขปัญหาของเคสหรือกรณีศึกษาจะต้องดำเนินการด้วยตัวเองเป็นหลัก
เว้นเสียว่า มีเหตุอื่นใดๆๆ ทางเราถึงจะ "พาเคสไป" ค่ะ
๒) บทความนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน คือ การบันทึกถึงสิ่งที่เราพบเจอ ทั้งสถานการณ์ปัญหา บุคคล เรื่องราว ประเด็นปัญหาฯลฯ ที่เราพบในการลงพื้นที่
----ไม่ว่าข้อความ คำพูด จะมาจากใคร เราก็คงต้องบันทึกไปตามนั้น เช่นเดียวกัน การพบปะพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่ หากมี ก็จะต้องบันทึกเหมือนกันค่ะ และบันทึกตามที่ บุคคลพูด กล่าวอ้าง
การไปตามหาตัวคนพูด ก็คงไม่ยากหรอกค่ะ แต่หาเจอแล้ว เค้าจะพูดเหมือนเดิมหรือเปล่า ก็คงเป็นเรื่องที่ยากจะประกัน
เพราะเหตุผลนั้น อาจเป็นไปได้ว่า "เค้าอาจพูดไม่จริง" และ "เค้าอาจพูดจริง" --เพราะความจริงทำให้คนไม่ปลอดภัยมานักต่อนักแล้วนิคะ
๓) ทางดิฉันประสานงานกับตำรวจ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตม. ในจังหวัดอุบล บ่อยๆ ค่ะ เพราะมีเคสคนที่ถือบัตรลาวอพยพถูกจับบ่อย พอควร (ทั้งตอนถูกจับมีบัตรและไม่มีบัตร ด้วยเหตุผลต่างๆๆ)
หากพูดกันตรงๆ แม้จะระคายเคืองใจกันบ้าง ก็คงต้องพูดว่า เจ้าหน้าที่รัฐในบทบาทต่างๆ ก็มีทั้งรับฟัง และไม่รับฟัง มีและไม่มีเหตุผลนะคะ
ซึ่ง การรับฟังและไม่รับฟังนั้น คงไม่เกี่ยวว่า คนๆ นั้นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเปล่า
คนทั่วไปก็มีทั้งรับฟัง ไม่รับฟัง พยายามและไม่พยายามฯลฯ เหมือนที่คุณบอก คนเรามีดี มีเลวทุกวงการ
ทั้งๆ ที่การรับฟัง และการมีเหตุผล เป็นเรื่องสำคัญของชีวิตประจำวันนะคะ
ยิ่งคนที่ีมีบทบาทในการตรวจสอบ แก้ไขปัญหา ยิ่งต้องถูกเรียกร้อง และคาดหวังให้มี และมีสูงกว่าคนทั่วไป ด้วยค่ะ
๔) การตรวจสอบว่า เบื้องหลังการทำร้ายร่างกายนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงนะคะ
เว้นแต่ มีการร้องเรียนมายังหน่วยงานอื่นๆ หน่วยงานที่รับเรื่องฯ ก็ต้องเข้าไปตรวจสอบทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง
หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่ของตน ผลดีก็เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย และสังคมอย่างแน่นอนค่ะ
เป็นกำลังใจให้กับทุกฝ่ายในการทำงานและการปฏิบัติหน้าที่ค่ะ
"ทองแท้ ไม่กลัวไฟ" ค่ะ เจ้านายเก่าสอนไว้