อันเนื่องจาก อ.แหววเตือนว่า ควร back up งานเขียนในอดีต จึง copy มันมาแปะไว้ ณ blog นี้.. ‘บัตร’ v. ‘สิทธิ’: การเลือกปฎิบัติบนฐานความไม่เข้าใจ และอนาคตที่อยู่ในมือคนอื่นอีกครั้งที่โขงเจียม 27 ธันวาคม 2547

คนลาวเวลาถูกทำร้ายร่างกาย ถ้าไปแจ้งความกับตำรวจ ตำรวจจะถามว่า มีบัตรหรือเปล่า ถ้าไม่มีบัตรจะหาว่าเป็นการใส่ร้าย และจะถูกจับ

 

ประโยคข้างต้นเป็นหนึ่งในหลายคำถามของ คนลาวอพยพ ที่มาร่วมประชุม คนไร้รัฐ ซึ่งประสานการจัดงานโดยมูลนิธิพัฒนรักษ์ เมื่อวันที่ 22-23 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่เกิดความสงสัยว่าทำไมพวกเขาถึงไม่มีสิทธิเท่าเทียมกับเพื่อนในหมู่บ้านเดียวกันที่เป็นคนไทย ยังตัวอย่างคำถามอื่นๆ อีกก็เช่น ลูกของพวกเขาที่เกิดในดินแดนของรัฐไทยไปเรียนหนังสือแล้วทำไมโรงเรียนไม่ออกวุฒิบัตรให้, ทำไมเมียไทยผัวลาว หรือผัวลาวเมียไทยถึงจดทะเบียนสมรสกันไม่ได้ ฯลฯ รวมถึงคำถาม คลาสสิค ตลอดกาลสำหรับทุกเวทีที่ คนที่ไม่มีบัตรไทยเป็นศูนย์กลางของการตั้งคำถาม อย่าง ทำอย่างไรถึงจะอยู่ได้ โดยไม่ต้องกลัวถูกจับ และ เมื่อไรจะได้เป็นคนไทยกับเขาเสียที

 

นานา บัตรที่ริมโขงเจียม

 

ประมาณ 40 กิโลเมตรจากตัวเมืองอำเภอโขงเจียม คือ ชุมชนไทย-ลาวหมู่บ้านทุ่งนาเมือง คันท่าเกวียนและปากลา ฝั่งตรงข้าม หากข้ามน้ำโขงไป ก็จะเป็นหมู่บ้านคันธงไซ อำเภอเมืองคงเซโดน แขวงสาละวัน (--สะกดตามการออกเสียงของชาวบ้านคันท่าเกวียนคนหนึ่ง) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จากการคุยกับชาวบ้านบางส่วนจากหมู่บ้านทั้ง 3 ได้ความว่าคนฝั่งไทย-ฝั่งลาว ข้ามไปมาหาสู่กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ทวด โดยแจวเรือข้ามฟากน้ำโขง (ประเมินโดยสายตาแล้วความกว้างของน้ำโขงที่คั่นดินแดน 2 ฝั่งนั้นน่าจะประมาณ 2 กิโลเมตร) หลายคนมีบ้านทั้งที่ ฝั่งโน้น และ ฝั่งนี้ โดยเฉพาะภายหลังการอพยพครั้งใหญ่จากฝั่งลาวในช่วงปี 2517-18 ที่เกิดการปฏิวัติในลาว หรือลาวแตก จนถึงปัจจุบัน หลายคนก็ยังคงมีครอบครัวอยู่ทั้ง 2 ฟากแม่น้ำโขง

กล่าวได้ว่า บัตรใดๆ ก็ไม่เคยมีความหมายสำหรับคนสองฝั่งโขงมาก่อน จนกระทั่งปี 2533 ที่กรมการปกครองมีนโยบายสำรวจและจัดทำประวัติคนที่อพยพมาจากฝั่งลาว ในปีพ.ศ. 2533 ตามนโยบายของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และโดยขอความร่วมมือจากกองทัพภาคที่ 2 ตามหนังสือ มท. 0202/3094 ลว. 14 สิงหาคม 2533 โดยเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ลาวอพยพ และออก บัตรประจำตัวลาวอพยพ หรือ บัตรสีฟ้าขอบน้ำเงิน ให้เป็นเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล

 

อย่างไรก็ดี จากปากคำชาวบ้าน ด้วยความไม่รู้ของชาวบ้านทั้งไม่รู้ถึงการประกาศของอำเภอและไม่รู้ถึงความสำคัญของบัตร ด้วยข้อจำกัดการเดินทางและระยะเวลาในการจัดทำทะเบียนและบัตรประจำตัวที่จำกัด ไม่มีใครในหมู่บ้านปากลาและทุ่งนาเมืองได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติและมีบัตรสีฟ้าขอบน้ำเงินเลย มีหมู่บ้านคันท่าเกวียนจำนวน 15 คนเท่านั้นที่มีบัตรสีฟ้าขอบน้ำเงิน (ยังไม่มีการตรวจสอบตัวเลขนี้กับทางอำเภอโขงเจียม)

 

หลายคนที่ตกสำรวจบัตรสีฟ้าขอบน้ำเงิน จึงต้องมีชีวิตประจำวันที่หวาดกลัวต่อการถูกจับ ดังนั้น ไม่ว่าหน่วยงานใดเข้ามาจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวในพื้นที่ ก็มักจะได้รับความสนใจจากชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็น บัตรควบคุมคนต่างด้าว (สปปล.) ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองโขงเจียม เข้ามาจัดทำให้ หรือ ทะเบียนคนต่างด้าว ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานทหารในพื้นที่ในเดือนสิงหาคม ปี 2545 โดย และล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม ปีพ.ศ. 2547 นี้ กรมการปกครองดำเนินการจัดทำ แบบรับรองทะเบียนประวัติของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ หรือ ท.ร.38/1

 

แม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่มีเอกสารครบทุกใบทุกบัตร โดยเฉพาะ ท.ร. 38/1 โดยบ้านปากลามีคนถือท.ร.38/1 นี้จำนวน 62 คน, บ้านค่าท่าเกวียน จำนวน 50 คน และทุ่งนาเมือง จำนวน 73 คน อย่างไรก็ดี จากคำบอกเล่าของบางส่วนของชาวบ้าน 3 หมู่บ้านและผู้ใหญ่บ้านทั้ง 3 หมู่บ้าน บอกเล่าตรงกันว่า มีคนในหมู่บ้านทุ่งนาเมือง 2 คนที่ ไม่มีเอกสารพิสูจน์ตนใดๆ เลย

 

ขณะเดียวกัน ที่ฝั่งลาวก็มีการจัดทำทะเบียนราษฎร และบัตรประจำตัวประชาชนเช่นกัน ชาวบ้านให้ข้อมูลว่า คนที่ข้ามจากลาวมาไทยและอยู่เป็นเวลานาน จะถูกตัดชื่อออกจากทะเบียนราษฎรและไม่ถูกนับว่าเป็นคนลาวอีกต่อไป เพราะ ไม่ใกล้ชิด กับลาวแล้ว

 

สถานะบุคคลตามกฎหมาย

 

แน่นอนว่าพื้นที่ริมฝั่งโขงนี้ไม่แตกต่างไปจากพื้นที่พรมแดนรัฐไทยกับรัฐเพื่อนบ้านบริเวณอื่น นั่นคือมีทั้งคนไทยตกหล่นการสำรวจทะเบียนราษฎร คนฝั่งลาวที่ข้ามฟากมาอาศัยอยู่ฝั่งไทยตั้งแต่ก่อน 2517-18 คนฝั่งลาวที่เพิ่งข้ามฟากมาใหม่ รวมถึงคนไทยและคนลาวที่ข้ามฝั่งไปมา

 

ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 บัญญัติว่า ใครก็ตามที่ปรากฎตัวในดินแดนรัฐไทย โดยปราศจากเอกสารหรือพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์หรือยืนยันได้ว่าเป็นคนไทย เช่น ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีทะเบียนราษฎร ไม่มีหนังสือเดินทาง ฯลฯ จะมีสถานะบุคคลตามกฎหมายเป็น คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย (มาตรา 58)  ผลที่ตามมาก็คือจะต้องถูกส่งตัวออกนอกดินแดนของรัฐไทย (มาตรา 54 ) การจับและส่งตัวออกนอกดินแดนของรัฐไทยมีให้เห็นเป็นตัวอย่างบ่อยครั้ง และนี้คือเหตุผลสำคัญที่ไม่ว่าใครก็ตามในพื้นที่ตะเข็บชายแดน ล้วนแต่ต้องการที่จะมี บัตร สักใบ

 

สถานะบุคคลตามกฎหมายของบุคคลที่ได้รับ ลาวอพยพหรือบัตรสีฟ้าขอบน้ำเงิน, บัตรควบคุมคนต่างด้าว (สปปล.) ที่ออกให้โดยด่านตม.โขงเจียม, ใบทะเบียนคนต่างด้าวที่ดำเนินการโดยหน่วยงานทหารในพื้นที่ รวมถึง ท.ร.38/1 ที่ดำเนินการออกให้โดยกรมการปกครอง ยังคงเป็น คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยในดินแดนรัฐไทยเป็นการชั่วคราว โดยบัตรลาวอพยพหรือบัตรสีฟ้าขอบน้ำเงิน ระบุว่าผู้ถือบัตรได้รับอนุญาตให้อยู่ในพื้นที่ที่ออกบัตรเป็นการชั่วคราว  อย่างไรก็ดี ปัจจุบันบัตรสีฟ้าขอบน้ำเงินนี้หมดอายุไปตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2547 และทางกรมการปกครองยังไม่มีการดำเนินการต่ออายุบัตรให้

 

บัตรควบคุมคนต่างด้าว (สปปล.) นั้นระบุย้ำหนักแน่นกว่าว่า ห้ามผู้ถือบัตรออกนอกพื้นที่อำเภอโขงเจียมโดยเด็ดขาด  มิฉะนั้นจะถูกเพิกถอนสิทธิปัจจุบันด่านตม.โขงเจียมเก็บบัตรดังกล่าวคืนกลับไปแล้ว มีชาวบ้านบางคนเท่านั้นที่ยังเก็บบัตรที่ ด่านตม. โขงเจียม ออกให้อยู่

 

ขณะที่ใบทะเบียนคนต่างด้าว ซึ่งเป็นใบกระดาษขนาด A4 ซึ่งออกให้โดยหน่วยงานทหารในพื้นที่นั้นระบุข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถือเอกสาร แต่ไม่ปรากฎข้อมูลที่ระบุว่าผู้ถือบัตรนี้มีสิทธิหรือหน้าที่อย่างไรบ้าง

 

ส่วน ท.ร. 38/1 ซึ่งเป็นเอกสารขนาดกระดาษ A4 เช่นเดียวกับทะเบียนคนต่างด้าว แต่สิทธิอาศัยอยู่ในดินแดนรัฐไทยของผู้ถือเอกสารนี้มีความชัดเจนกว่า เนื่องเพราะเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2547 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ โดยรับรองสิทธิอาศัยอยู่ในดินแดนรัฐไทยของผู้ถือเอกสารฯ เป็นระยะเวลา 1 ปี นับจากวันจัดทำท.ร. 38/1 หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าสิทธิอาศัยอยู่ชั่วคราวในดินแดนรัฐไทยตามเอกสาร ท.ร.38/1 จะสิ้นสุดลง ณ วันที่ 30 มิภุนายน พ.ศ.2548

 

มี สิทธิ แม้ไม่มี บัตร’ v. มี บัตรก็ ไม่มีสิทธิ

 

ครั้งหนึ่งในการประชุมเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์คนไร้สัญชาติ รองนายกรัฐมนตรี จาตุรนต์ ฉายแสง เคยพูดไว้ว่า การที่บุคคลหนึ่งๆ จะได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน หรือสามารถใช้สิทธิขั้นพื้นฐานได้หรือไม่นั้น  ไม่ได้ขึ้นกับว่าบุคคลดังกล่าวเป็นคนไทยหรือไม่ มีบัตรหรือไม่มี แต่จากปรากฎการณ์ที่อำเภอโขงเจียมแล้ว (รวมถึงอีกหลายพื้นที่ในสังคมไทย) จึงไม่เกินเลยไปเลย หากจะบอกว่า ความคิดของรองนายกฯ จาตุรนต์ นั้น ก้าวหน้าแบบสุดๆ และก้าวหน้าเกิน ข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติ ของสังคมไทยในปัจจุบัน

 

สาเหตุของปรากฎการณ์ข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติดังกล่าว น่าจะเป็นเพราะความไม่เข้าใจ ความสับสน ระหว่างประเด็น สถานะบุคคลตามกฎหมาย กับ มีสัญชาติไทย ทั้งที่ 2 ประเด็นนี้มีความชัดเจนในตัวเองว่าเป็นคนละประเด็น แต่ในทางปฏิบัติยังพบว่าความสับสน ปะปนยังคงดำรงอยู่ และได้กลายเป็นฐานแห่งอคติอวิชชาในวิธีคิด วิธีทำงานของภาคส่วนต่างๆ อันนำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อ บางคน ที่ปรากฎตัวในดินแดนของรัฐไทย

 

ขณะที่เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลหรือบัตรประเภทต่างๆ ที่แสดงสถานะบุคคลตามกฎหมายว่าเป็นต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย เช่น บัตรสีฟ้าขอบน้ำเงิน บัตรควบคุมคนต่างด้าว (สปปล.) หรือ ท.ร.38/1

 

ส่วนเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลซึ่งแสดงหรือยืนยันถึงสถานะบุคคลตามกฎหมายว่าเป็น คนไทย หรือ ผู้มีสัญชาติไทย นั้นก็ได้แก่ เอกสารหรือบัตรที่ออกโดยกฎหมายฉบับต่างๆ เช่น บัตรประจำตัวประชาชนไทย ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526, สูติบัตรประเภท 1  และทะเบียนราษฎรประเภท ท.ร.14 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 ฯล

 

ดังนั้น ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของบัตรคนไทย กับ บัตรที่มิใช่คนไทย นั้น จึงควรมีเพียงประการเดียวคือ คนที่ถือบัตรที่มิใช่คนไทย จะไม่ได้รับสิทธิหรือไม่สามารถใช้สิทธิในฐานะพลเมืองผู้มีสัญชาติไทยได้ เช่น สิทธิในการเลือกตั้ง สิทธิในการถือครองทรัพย์สิน ฯลฯ แต่สิทธิอื่นใดที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานแห่งความเป็นมนุษย์แล้ว ไม่ว่าจะมีสัญชาติไทยหรือไม่ จะถือเอกสารหรือบัตรประเภทใด หรือแม้แต่ไม่มีเอกสารหรือไม่มีบัตรใดๆ เลยก็ตาม ก็ย่อมได้ความคุ้มครองและบุคคลย่อมสามารถใช้สิทธิดังกล่าวโดยเท่าเทียมกัน

 

ดังนั้น

- เด็กทุกคนที่เกิดในดินแดนของรัฐไทย จะต้องได้รับการออกเอกสารรับรองการเกิดจากโรงพยาบาล และได้รับสูติบัตรจากอำเภอในพื้นที่ที่เด็กเกิด (ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534)

 

- เด็กทุกคนที่เกิดในดินแดนของรัฐไทย หรืออยู่อาศัยในดินแดนรัฐไทย ต้องสามารถเข้าถึงบริการการศึกษา (ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 4 และ 43, พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542, ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐาน วันเ ดือน ปีเกิดในการรับนักเรียน นักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. 2535 และมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 กรกฎาคม 2540 เรื่องปัญหาชนกลุ่มน้อย ปัญหาชาวเขาบนพื้นที่สูง และปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน)

 

- บุคคลย่อมมีสิทธิจดทะเบียนสมรส หากเข้าเงื่อนไขตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1449-1460 กำหนด (อาทิ เมื่อฝ่ายชายและหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์, การสมรสจะกระทำมิได้ หากฝ่ายชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกลจริต หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ, เป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมา เป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน หรือพ่อหรือแม่เดียวกัน, จะสมรสขณะที่อีกฝ่ายมีคู่สมรสอยู่แล้วไม่ได้ ฯลฯ)


- บุคคลย่อมมีสิทธิ เสรีภาพในชีวิตและร่างกาย (มาตรา 31 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย) และเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ ทหาร มีหน้าที่ต้องรักษาความสงบสุขภายในพื้นที่ของตน

 

อย่างไรก็ดี การใช้สิทธิขั้นพื้นฐานข้างต้น มีอีกประเด็นหนึ่งที่คนไม่มีเอกสารหรือบัตรอะไรเลยต้องคำนึงถึงก็คือ ผลการไม่มีเอกสารหรือบัตรใดๆ แสดงตนเลย ย่อมตกเป็นคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ผลอีกขั้นที่ตามมา ก็คือ อาจถูกผลักดันออกนอกประเทศ หากเจ้าหน้าที่รัฐพบตัว!!

 

อนาคตที่อยู่ในมือคนอื่น

 

จากการพูดคุยกับชาวบ้านหลายคน มีข้อเท็จจริงหนึ่งที่คล้ายๆ กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับพื้นที่บริเวณตะชายแดนรัฐไทย-รัฐเพื่อนบ้าน นั่นคือ การข้ามฟากไปมาระหว่างฝั่งไทย-ลาวเป็นประเพณีปฎิบัติ หรือวิถีชีวิตที่ปกติธรรมดาของคนสองฝั่งโขง พวกเขารู้ดีว่ารากเหง้าของพวกเขาเป็นไทยหรือลาว แต่รกรากครอบครัวนั้นก็สามารถมีอยู่ทั้งสองดินแดนฝั่งโขง การเดินทางข้ามฝั่งไป-มานั้นขึ้นกับว่า ฝั่งไหนที่ให้ทำนา มีงานให้ทำ ก็จะไปทำงานฝั่งนั้น หรือการไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนครอบครัวและเพื่อนร่วมชุมชน หลายครอบครัวมีเรือข้ามฟากของตัวเอง ปัจจุบันมีเรือรับจ้าง คิดค่าบริการ 10 บาทต่อคน แต่อยู่มาวันหนึ่ง รัฐ ก็แสดงถึงอำนาจของความเป็นรัฐ โดยการกำหนดกฎหมาย นโยบายมาควบคุม และเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเขา คนไทยและคนลาวจำนวนไม่น้อย กลายเป็น คนไร้รัฐให้สังกัด เพราะความไม่รู้ ไม่เข้าใจถึงกฎหมาย นโยบายที่รัฐกำหนด รวมถึง มา (ทำบัตร) ไม่ทัน เพราะบ้านและนาอยู่ห่างไกลตัวเมืองหรือระหว่างนั้นออกไปทำงานในพื้นที่อื่น ผลกระทบที่ตามมาก็คือ ลูกไม่มีใบเกิด ลูกไปเรียนหนังสือไม่ได้ หรือเรียนได้โรงเรียนบางแห่งก็โยกโย้ไม่ออกใบวุฒิบัตรให้ ไปแจ้งความตำรวจไม่รับแจ้ง ฯลฯ

 

บัตรสักใบจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนสองฝั่งโขงอย่างรุนแรง กลายเป็นคำถามหนึ่งในชีวิตประจำวันให้ต้องขบคิดว่า ทำอย่างถึงจะได้บัตรกับเขาสักใบ อย่างไรก็ดี เมื่อได้บัตรสักใบมาแล้ว หากมิใช่บัตรคนไทย ก็ยังคงมีคำถามต้องขบคิดต่อไปว่า แล้วยังไงต่อ”“จะอยู่ได้ถึงเมื่อไร”“ทำไมมีบัตรแล้วโรงเรียนบางแห่งก็ไม่รับลูกเข้าเรียน หรือไม่ออกวุฒิบัตรให้อยู่ดี”“ทำไมตำรวจไม่จับคนที่ทำร้ายเขา ฯลฯ

 

หลายคำถามจากเวทีเล็กๆ วันนั้น ได้ตอบไปแล้ว--แต่ดูเหมือนว่า บัตรใบหนึ่งหรือสองสามใบก็อาจไม่ช่วยให้ชาวบ้านบางคนกล้าลุกขึ้นมายืนยันสิทธิที่ตัวเองมี

 

หลายคำถามจากเวทีเล็กๆ วันนั้น ต้องการการตรวจสอบเพิ่มเติม--จึงถูกรวบรวมกลับมาเพื่อหาคำตอบและส่งคำตอบนั้นกลับไปในพื้นที่ อย่างไรก็ดี บางคำถาม อย่าง เมื่อไหร่จะได้เป็นคนไทยกับเขาเสียที นั้น เมื่อตอบไปแล้ว ทำให้ชาวบ้านหลายคนนิ่งอึ้งและหน้าเสีย โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่บางคน เพราะซักประวัติเท่าไรก็ได้ความว่าเป็นคนลาวตามข้อเท็จจริงโดยแท้ อีกทั้งรัฐไทยก็ยังไม่มีนโยบายกำหนดสถานะบุคคลตามกฎหมายแบบอื่นให้กับคนถือบัตรสีฟ้าขอบน้ำเงินกลุ่มนี้ ไม่ต้องพูดถึงสีหน้าของคนที่ไม่มีเอกสารหรือไม่มีบัตรอะไรเลยของสาวลาวที่อพยพมาฝั่งไทยตั้งแต่ปี 2518-สองคนนั้น

 

ประโยคที่ถูกตอบให้กับชาวบ้านบ่อยครั้งในเวทีวันนั้น ที่ไม่แพ้ประโยคที่ว่า ทำได้”“เป็นสิทธิของเรา ก็เห็นจะเป็นประโยคที่ว่า เรื่องนี้ต้องรอนโยบายจากรัฐ

 



 [1] นักศึกษาปริญญาโทสาขากฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งกำลังเตรียมวิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิตเรื่อง สิทธิในการได้รับเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลจากรัฐไทยและดำรงตำแหน่งเลขานุการคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ

เผยแพร่ครั้งแรก