ถึงคุณตำรวจโขงเจียม
ขอบคุณสำหรับการแลกเปลี่ยน ขอแลกเปลี่ยนกลับดังนี้ค่ะ
๑) ข้อแนะนำของคุณ ที่ว่า การไปแจ้งความใหม่ หรือร้องต่อคณะกรรมการสิทธิฯนั้น
---เป็นสิ่งที่เราแนะนำ เคส ของเราอยู่แล้วค่ะ
เพียงแต่ ทางเรา มักจะ "ไม่พาไป" เพราะเราเห็นว่า เคสควรต้องดำเนินการด้วยตัวเองเป็นหลัก ปัญหาและการแก้ไขปัญหาของเคสหรือกรณีศึกษาจะต้องดำเนินการด้วยตัวเองเป็นหลัก
เว้นเสียว่า มีเหตุอื่นใดๆๆ ทางเราถึงจะ "พาเคสไป" ค่ะ
๒) บทความนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน คือ การบันทึกถึงสิ่งที่เราพบเจอ ทั้งสถานการณ์ปัญหา บุคคล เรื่องราว ประเด็นปัญหาฯลฯ ที่เราพบในการลงพื้นที่
----ไม่ว่าข้อความ คำพูด จะมาจากใคร เราก็คงต้องบันทึกไปตามนั้น เช่นเดียวกัน การพบปะพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่ หากมี ก็จะต้องบันทึกเหมือนกันค่ะ และบันทึกตามที่ บุคคลพูด กล่าวอ้าง
การไปตามหาตัวคนพูด ก็คงไม่ยากหรอกค่ะ แต่หาเจอแล้ว เค้าจะพูดเหมือนเดิมหรือเปล่า ก็คงเป็นเรื่องที่ยากจะประกัน
เพราะเหตุผลนั้น อาจเป็นไปได้ว่า "เค้าอาจพูดไม่จริง" และ "เค้าอาจพูดจริง" --เพราะความจริงทำให้คนไม่ปลอดภัยมานักต่อนักแล้วนิคะ
๓) ทางดิฉันประสานงานกับตำรวจ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตม. ในจังหวัดอุบล บ่อยๆ ค่ะ เพราะมีเคสคนที่ถือบัตรลาวอพยพถูกจับบ่อย พอควร (ทั้งตอนถูกจับมีบัตรและไม่มีบัตร ด้วยเหตุผลต่างๆๆ)
หากพูดกันตรงๆ แม้จะระคายเคืองใจกันบ้าง ก็คงต้องพูดว่า เจ้าหน้าที่รัฐในบทบาทต่างๆ ก็มีทั้งรับฟัง และไม่รับฟัง มีและไม่มีเหตุผลนะคะ
ซึ่ง การรับฟังและไม่รับฟังนั้น คงไม่เกี่ยวว่า คนๆ นั้นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเปล่า
คนทั่วไปก็มีทั้งรับฟัง ไม่รับฟัง พยายามและไม่พยายามฯลฯ เหมือนที่คุณบอก คนเรามีดี มีเลวทุกวงการ
ทั้งๆ ที่การรับฟัง และการมีเหตุผล เป็นเรื่องสำคัญของชีวิตประจำวันนะคะ
ยิ่งคนที่ีมีบทบาทในการตรวจสอบ แก้ไขปัญหา ยิ่งต้องถูกเรียกร้อง และคาดหวังให้มี และมีสูงกว่าคนทั่วไป ด้วยค่ะ
๔) การตรวจสอบว่า เบื้องหลังการทำร้ายร่างกายนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงนะคะ
เว้นแต่ มีการร้องเรียนมายังหน่วยงานอื่นๆ หน่วยงานที่รับเรื่องฯ ก็ต้องเข้าไปตรวจสอบทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง
หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่ของตน ผลดีก็เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย และสังคมอย่างแน่นอนค่ะ
เป็นกำลังใจให้กับทุกฝ่ายในการทำงานและการปฏิบัติหน้าที่ค่ะ
"ทองแท้ ไม่กลัวไฟ" ค่ะ เจ้านายเก่าสอนไว้