วันที่ 21 กรกฎาคม 2553

วันนี้เป็นวันอังคาร เมื่อคืนนอนหลับๆตื่นๆ นั่นคงจะเป็นเพราะผิดที่ผิดทาง กลัวผี กลัวความกว้าง(จนเกินไป)ของห้องพัก

อากาศยามเช้าสดชื่นเหลือเกิน ผมมายืนที่ริมหน้าต่างมองเห็นกระรอกตัวใหญ่ที่มีลักษณะเหมือนกระรอกสามสีที่เห็นตามสวนสัตว์ ไม่ค่อยอยากจะเชื่อสายตาของตัวเองเท่าไหร่นัก ผมจึงรับจัดแจงตัวเองจนเสร็จธุระยามเช้าแล้วลงมาที่ริมท่าน้ำ ยืนมองด้วยความสงบ อากาศแบบนี้ทำให้ใจสงบ เพลิดเพลินไปจนนึกไปเรื่อยเปื่อย คิดถึงครอบครัว คิดถึงพ่อแม่ คิดถึงชีวิตยามเด็ก โอ๊ะ...ทำไมมันไปได้ไกลขนาดนั้น ลองตามผมไปดูนะครับ

        ผมเห็นสายน้ำไหลเอื่อย นึกไปจนเห็นสายน้ำของแม่น้ำหลังสวน จังหวัดชุมพร ชีวิตเมื่อวัยเยาว์ของผมเริ่มจำภาพแรกๆของชีวิตได้ที่หลังสวน มันเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เหตุการณ์ที่จำได้ครั้งแรกในชีวิตก็คือวันที่เข้าโรงเรียนอนุบาลนายแจ้ง ผมไม่ร้องไห้สักแอะเดียว พ่อถีบจักรยานไปรับกลับจากโรงเรียน แวะพาเข้าวัดด่านที่อยู่หน้าบ้าน พาผมไปดูแข่งเรือพาย ผมจำไม่ได้ว่ามีน้องสาวคนแรกเมื่อไหร่ แต่ผมจำวันที่แม่จะคลอดน้องสาวคนที่สองได้ถนัดตา ยังจำได้เลยว่า แม่ใส่ชุดคลุมท้องสีแดงลายจุดขาวในตอนที่บอกพ่อว่าปวดท้อง เช้าวันรุ่งขึ้นพ่อก็ถือปิ่นโตพาผมเดินไปเยี่ยมน้องสาวที่คลินิกแห่งหนึ่ง ผมจดจำถึงวันแรกที่พ่อซื้อมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าขนาด 90 ซีซี สีแดง พาหนะใส่น้ำมันคันแรกของชีวิตพ่อและครอบครัว จดจำถึงความอิ่มเอิบใจของตัวเองที่บ้านเรามีรถขับ นึกไปไกลว่า แป้งกับจ้าจะเคยมีโอกาสรู้สึกปลื้มแบบพ่อมันบ้างไหม ในเมื่อเธอทั้งคู่ไม่เคยมีโอกาสเห็นพ่อกับแม่อัตคัตเงินท้องสักครั้งตั้งแต่เธอเกิดมา ผมรู้สึกอิ่มเอิบที่ได้เกิดมาท่ามกลางความขัดสนแต่ไม่เคยรู้สึกถึงความขัดสนเลยแม้แต่น้อย ไม่เคยหิว ได้เล่าเรียนมาจนขนาดนี้ก็เพราะพ่อกับแม่ประหยัดทุกบาททุกสตางค์เพื่อการศึกษาของลูกทั้งสามคน เลยขอบคุณสายน้ำเจ้าพระยาในวันนี้ที่ได้กระตุ้นกุศลจิตให้ผมในยามเช้าก่อนการทำงานในเรื่องแท้ง เรื่องหนักๆที่พยายามแบกเอาไว้ในตอนนี้

        เมื่อราวสองสัปดาห์ก่อน พยาบาลหน้าห้องตรวจโทรศัพท์มาหาผม เธอรายงานว่ามีคนไข้ติดเชื้อเอดส์รายหนึ่งมาขอทำแท้ง เธอบอกว่าพยายามทำแท้งด้วยการใช้ยา cytotec มาแล้ว 7 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ เมื่อมาที่คลินิกฝากครรภ์ เธอกลับถูกปฏิเสธจากอาจารย์แพทย์ เธอถูกแจ้งกลับมาว่า ไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่จะทำให้แท้ง เมื่อเป็นเช่นนั้นคุณพยาบาลของผมเธอก็รีบแจ้งไปที่หน่วย OSCC เพื่อให้รีบลงมาดูแลต่อ เพราะว่าอย่างไรเสีย คนไข้คนนี้เธอก็บอกว่าจะกลับไปทำแท้งอยู่ดีเพราะเธอไม่พร้อม ว่าแล้วผมจึงรีบโทรศัพท์หาลูกศิษย์แพทย์ใช้ทุนว่าแบบนี้จะให้คนไข้กลับไปได้อย่างไร

"คนไข้จะไปที่ไหนต่อ" ผมเริ่มถามด้วยน้ำเสียที่เรียบเฉย (แบบนี้แหละที่เขาลือว่าน่ากลัวที่สุด)

"ไม่รู้ครับ"

"แล้วเขาจะไปทำแท้งอีกไหม"

"ไม่ทราบครับ"

"แล้วถ้ากลับมาด้วยภาวะแทรกซ้อนจะเป็นอย่างไร"

"....."

"แล้วถ้าเขาไปทำแท้งกับเพื่อนของเรา โดยที่เพื่อนเราไม่รู้ว่าเขาติดเชื้อเอดส์ จะยุติธรรมกับเพื่อนเราไหม"

"ไม่ครับ"

        เลยบอกเขาไปว่า ผมรู้สึกเสียใจ ที่เราปล่อยวางเฉยในเรื่องนี้อย่างมาก

        มื้อเช้าวันนี้เรานั่งกินข้าวต้มหมู ข้าวเหนียวสังขยา ขนมปังปิ้ง กาแฟ น้ำส้ม ปิดรายการด้วยเงาะ ทราบมาว่าทางรีสอร์ทเพิ่งมีบริการอาหารเช้าเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง นั่งกินกันริมน้ำ สุขใจดีจริงๆครับ

        เรามีนัดที่วิทยาลัยพยาบาลเวลา 8.30 น. แต่สายไป 5 นาทีเนื่องจากหลงทางไปเข้ากรมชลประทาน สถานที่ที่รปภ.ดูงงงง นั่งเฝ้าประตูไปเล่นโทรศัพท์มือถือไป ขนาดเราหยุดถามหาสถานที่เขายังไม่อยากจะลุกมาตอบคำถามด้วยซ้ำ แถมหน้าตาก็ยังหงิกงอราวกับเมื่อคืนอดนอนมาทั้งคืนเสียกระนั้น

        นักศึกษาพยาบาลทั้ง 4 ชั้นปีมีอยู่ราว 300 คน และมีลักษณะที่เป็นนักเรียนพยาบาลอย่างมาก นั่นก็คือ ถอดรองเท้าเข้าห้องประชุม เรียบร้อย ไม่คุยกันเสียงดัง สวัสดีเก่ง เอาเป็นว่า สิ่งใดมองหายากในมหาวิทยาลัย เราจะได้เห็นที่นี่ครับ น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของวิทยาลัยพยาบาลทุกแห่งในประเทศไทย อันนี้ชื่นชมจากหัวใจ

        เราเสร็จสิ้นภาระกิจราชการในเวลาสี่โมงเย็นนิดๆ อาจารย์พยาบาลที่เป็นผู้ดำเนินรายการขอเสียงกรี๊ดสนั่นจากนักเรียน งงเหมือนกันว่าทำไมต้องกรี๊ด เล่นเอาผมขวยเขินไปเลยเชียวครับ เออ...สินะ กรี๊ดทำไม ฮ่า ฮ่า สงสัยเครียดมาทั้งวัน

        ขากลับเรากลับทางถนนสายเล็ก รถเราเลียบคลองชลประทานที่ผันน้ำมาจากเจ้าพระยา (มั้ง) ต่อเนื่องยาวไปจนเข้าสิงห์บุรี ทุ่งนาเขียวชอุ่มยาวสุดลูกหูลูกตา ที่นี่นับว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของชาวภาคกลางจริงๆ น้ำท่าบริบูรณ์ ว่ากันว่าเขาสามารถปลูกข้าวได้ถึงปีละ 3 ครั้ง มิน่า ตลอดทางผมได้เห็นชุมชน วัด และแหล่งโบราณสถานต่างๆมากมาย อย่างนี้นี่เอง ผมเข้าใจผิดไหมเนี่ย

        ผมตามทางน้ำมาตลอดทางจนเข้าสิงห์บุรี เมืองที่เปลี่ยนระบบน้ำชลประทานให้กลายเป็นที่ระบายน้ำ นั่นสินะ คงเป็นความจริงที่คนให้คุณค่ากับสิ่งเดียวกันแตกต่างกัน น้ำสายเดียวกัน คนนอกเมืองใช้เพื่อชีวิต แต่คนในเมืองใช้เพียงระบายน้ำทิ้ง "น้ำของคนเมืองได้จากน้ำประปา น้ำของชาวนาได้จากชลประทาน"

        ผ่านสิงห์บุรีก็ผ่านเข้าอ่างทอง ออกถนนสายเอเชียเส้นเดิมแล้วแวะกินข้าวเย็นที่อยุธยา ที่นี่พระพิรุณต้อนรับเราอย่างเย็นฉ่ำ แต่จะว่าไปก็ไม่ฉ่ำเย็นเท่าไหร่นัก เพราะออกจะอบอ้าวเล็กน้อยพอให้ชื้นจมูก เรากินอาหารเย็นที่ร้าน "แพกรุงเก่า" เจ้าเดิมที่เคยแวะกินเมื่อครั้งไปนครสวรรค์ครั้งกระนู้น ร้านอาหารริมน้ำมีเสน่ห์เสมอ ผมนั่งเฝ้ามองปลาเสือตัวบะเริ่มกว่าที่เคยเห็นมา อยากเห็นมันพ่นน้ำใส่แมลง แต่ที่ร้านอาหารแห่งนี้ก็ไม่น่าจะเป็นแหล่งชุมนุมของแมลงสักเท่าไร สงสัยมันคงจะตัวใหญ่จากเศษอาหารซะล่ะมากกว่า อยากจะลองโยนเศษข้าวให้มัน แต่น้ำจากฟ้าชิงตกลงมาก่อน เจ้าเสือน้อยเลยหายไปกันหมด สงสัยคงจะกลัวเป็นหวัด

        รายการอาหารวันนี้ก็คล้ายๆกับที่เคยสั่งกินเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา แกงเขียวหวานปลากรายใส่มะเขือยาว (อันนี้เด็ดมากครับ) ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม ทอดมันปลากราย (อีกแล้ว) ต้มยำทะเล ขาหมูทอด หมี่กรอบ (สามรส) ตบด้วยวุ้นมะพร้าวที่คุณนงลักษณ์แวะซื้อระหว่างทางอีก 3 ชิ้น สบายพุง

        ถึงกรุงเทพก็ราว 2 ทุ่มครึ่ง พักผ่อนให้หายเมื่อยล้า พรุ่งนี้จะได้กลับบ้านหาลูกเมีย ลูกเมียที่ทำให้ครอบครัวของผมสมบูรณ์ แป้งกับจ้าโชคดีเหลือเกินที่มีพ่อแม่และญาติๆเฝ้ารอให้เกิดมา เกิดมาแล้วมีแต่คนรัก ถ้าเด็กทุกคนถูกตั้งใจและเตรียมความพร้อมเพื่อรอเขาเป็นเหมือนกับที่เราอยากมีลูกทั้งสอง พ่อคงไม่ต้องเดินทางไปพูดเรื่องทำแท้งอยู่แบบนี้ใช่ไหม นี่แหละที่เขาเรียกว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้จริงๆ