อันเนื่องจาก อ.แหววเตือนว่า ควร back up งานเขียนในอดีต จึง copy มันมาแปะไว้ ณ blog นี้..

๓. การรับรองการมีอยู่หรือตัวตนของบุคคลภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

แม้ผลการสำรวจในเบื้องต้น จะพบว่าภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่มีความเกี่ยวข้องกับสิทธิในการมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล เด็ก คือ ผู้ทรงสิทธิในเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ชัดเจนที่สุด และทำให้รัฐมี หน้าที่ ในการคุ้มครองสิทธิฯ ดังกล่าว คือ

๑) ข้อ ๒๔ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเรือน และสิทธิการทางการเมือง  (International Covenant of Civil and Political Rights, ๑๙๖๖)[1][๑]

 

๒. เด็กทุกคนต้องได้รับการจดทะเบียนทันทีภายหลังการเกิด และต้องมีชื่อ

๓. เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้มาซึ่งสัญชาติ

 

๒) ข้อ ๗ แห่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child, ๑๙๘๙) [2][๒]

 

๑. เด็กจะได้รับการจดทะเบียนทันทีหลังการเกิด และจะมีสิทธิที่จะมีชื่อนับแต่เกิดและสิทธิที่ได้สัญชาติ และเท่าที่จะเป็นไปได้ สิทธิที่จะรู้จัก และได้รับการดูแลเลี้ยงดูจากบิดามารดาของตน

 

การจดทะเบียนการเกิดที่นำไปสู่การออก สูติบัตร หรือ หนังสือรับรองการเกิด ให้แก่เด็กนั้น ล้วนแต่เป็นกระบวนการที่นำมาซึ่งเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล

 

และในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินแดนของรัฐไทย สูติบัตรหรือหนังสือรับรองการเกิดนี้ได้กลายเป็น ใบเบิกทาง ในการไปสู่การมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลลักษณะอื่นๆ อีกมากมาย และโดยง่ายกว่ามาก

 

ดังนั้น ทันทีที่เด็กคนใดคนหนึ่งถูกละเมิดสิทธิดังกล่าวอย่างต่อเนื่องจนล่วงเลยพ้นเกณฑ์ความเป็นเด็กไปแล้ว อดีตเด็กที่ไม่ได้รับการจดทะเบียนการเกิด ไม่มีสูติบัตร ไม่มีหนังสือรับรองการเกิด สิทธิฯ ของพวกเขาจะได้รับการคุ้มครองในลักษณะใด-ในสายตาของกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

--------------------------

๔.  คำชี้แนะจากคุณลุงชาวอินเดีย บนโต๊ะอาหารในเช้าวันหนึ่ง

--------------------------

ที่จริงฉันมีคำตอบอยู่บ้างแล้ว สำหรับประเด็นที่ลองตั้งไว้ข้างต้น--นั้นคือ

 

บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย ไม่ว่า ณ ที่ใด [3][๓] ซึ่งปรากฎอยู่ทั้งใน ข้อ ๖ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และ ข้อ ๑๖ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเรือน และสิทธิการทางการเมือง

 

ทุกๆ คนต่างเสมอกันในกฎหมายและชอบที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายโดยเท่าเทียมโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆ ทุกๆ คนชอบที่จะได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอหน้าจากการเลือกปฏิบัติใดๆ อันเป็นการล่วงละเมิดปฏิญญานี้ และต่อการยุยงส่งเสริมให้เกิดการเลือกปฏิบัติเช่นนั้น ตามข้อ ๗ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[4][๔]  และ

 

บุคคลทั้งปวงย่อมเสมอภาคกันตามกฎหมาย และมีสิทธิที่จะได้รับคุ้มครองเท่าเทียมกันตามกฎหมาย โดยปราศจากการเลือกปฎิบัติใดๆ ในกรณีนี้ กฎหมายจะต้องห้ามการเลือกปฎิบัติใดๆ และต้องประกันการคุ้มครองบุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคและเป็นผลจริงจังจากการเลือกประติบัติด้วยเหตุผลใด เช่น เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือความคิดเห็นอื่นใด เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่นๆ  ตามข้อ ๒๖ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเรือน และสิทธิการทางการเมือง

 

หากเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลนั้นเป็นหนทางหนึ่งในการรับรองใครสักคนในสายตาของกฎหมาย ไม่ว่าเด็กหรืออดีตเด็ก ก็ไม่ควรได้รับการยกเว้น

 

รวมถึงมีรายงานที่น่าสนใจอย่าง Prevention of Discrimination:The Rights of non-citizens โดย Special Rapporteur, นาย David Weissbrodt [5][๕] ที่พยายามศึกษาถึงสิทธิที่ non-citizens พึงได้รับการคุ้มครองจากรัฐเจ้าของดินแดน โดยระบุถึง Undocumented Worker อย่างไรก็ดี แม้สถานะของรายงานฉบับนี้ยังห่างไกลต่อการเป็นพันธกรณีต่อรัฐ แต่ก็เป็น ประเด็น ได้ระดับหนึ่งเช่นกันในแง่วิชาการ

 

อย่างไรก็ดี ฉันยังรู้สึกว่าคำตอบที่ได้นั้น ออกจะแสนห้วน และดู ชูธง เกินไป ฉันอยากได้คำตอบที่ดูกล่อมเกลากว่านี้

 

บ่ายวันหนึ่ง ขณะนั่งเพลินๆ ฟัง พี่สมชาย (สมชาย หอมลออ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ) คุยถึงเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนในเอเชีย การต่อสู้เพื่อพิทักษ์สิทธิมนุษยชนของบางประเทศในเอเชีย พี่สมชายได้พูดถึง ๑ ใน ๒ นักวิชาการชาวเอเชียที่พี่สมชายให้ความนับถืออย่างยิ่ง ฉันหันไปตามสายตาพี่สมชาย พบคุณลุงชาวอินเดียที่ดูเคร่งขรึมคนหนึ่ง และเริ่มคิดเล่นๆ ว่า น่าสนุกดี ถ้า

 

วันต่อมา ฉันลงทุนตื่นแต่เช้า เพื่อมาดักรอคุณลุงคนนั้น ตอนอาหารเช้า

 

ฉันเข้าไปแนะนำตัว ชวนคุยเรื่องอื่นเล็กน้อยและรีบเข้าประเด็นที่ฉันรู้สึกว่า-มันยังไม่ได้ดังใจ ด้วยวิธีการที่คิดไว้ในใจ

 

ฉันไล่ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่ตั้งประเด็นไว้ แล้วสรุปว่า-เอาเข้าจริง กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉบับหลักๆ นั้น ไม่ได้รับรอง สิทธิในการมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล ไว้ตรงๆ ชัดๆ จริงๆ  แม้บทบัญญัติข้ออื่นจะสามารถนำมาลองปรับใช้ได้จริง แต่ในสายตานักกฎหมาย Positivism แล้ว มันก็คือ การตีความดีๆ นี่เอง, หลังจากนั้น ฉันก็เริ่มสร้าง (สถานการณ์) ข้อมูลมาสนับสนุน โดย (หยิบยืมตัวอย่างของรุ่นพี่ซึ่งเป็นเจ้านาย) ถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของบ้านเราที่มีหลักการที่ก้าวหน้าด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตั้งอยู่บนพานที่เหลืองอร่าม โดดเด่นอยู่บนถนนราชดำเนิน แต่ถ้าไม่มีกฎหมายลูกมารับรองน่ะหรือ--เนื้อหาที่ก้าวหน้านั้นก็ยังคงอยู่บนพานนั่นแหละ!!

 

คุณลุงรับฟังฉันอย่างตั้งใจสักพัก คุณลุงก็เริ่มบ้าง

 

คุณลุงแกเริ่มจากว่า ถึงแม้จะไม่มีบทบัญญัติตรงๆ ชัดๆ และฉันสามารถใช้บทบัญญัติข้อข้างเคียงมาสนับสนุนได้นั้นก็จริง แต่คุณลุงเห็นว่า ปรัชญาพื้นฐานของแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นต่างหากน่าจะเป็นคำตอบพื้นฐานที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ประเด็น ความเสมอภาค (Equality), ความเสมอภาคตามกฎหมาย (Equality before the Law), การไม่เลือกปฎิบัติ (Non-Discrimination), การเลือกปฏิบัติในเชิงบวก (Positive Discrimination)… 

 

คุณลุงบอกต่อไปว่าในประเทศอินเดียมีหลายกรณีที่เจอสถานการณ์ท้าทายคล้ายๆ กับที่ กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และรัฐธรรมนูญบ้านเราเจอ คือ ทำอย่างไร และใช้เวลานานเท่าไร หลักการหรือเจตนารมณ์ จึงจะเป็นที่ยอมรับ การต่อสู้เพื่อสร้าง บรรทัดฐานใหม่ ใช้ระยะเวลาหลายปี และยิ่งการต่อสู้ภายใต้โครงสร้างนั้น อาจต้องถึงชั้นศาลฎีกา

 

Lecture วิชากฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (ที่ยังไม่จบ) ในระหว่างมื้อเช้านั้น จากเริ่มแรกที่รู้สึกเล่นๆ ว่า น่าสนุกดี ถ้าได้ ลองวิชา ตอนหลังฉันว่าฉันได้เรียนรู้อะไรบางอย่างที่นอกเหนือไปจากประเด็นที่ฉันต้องการคน confirm

 

ฉันเห็นว่าน้อยคนมากที่จะสามารถพูดถึงหลักการสิทธิมนุษยชนแล้วคนฟังไม่รู้สึก เอียน ในปรัชญาที่ดูสูงส่ง จนหลายครั้งหลายคราที่ บางคนที่ยังไม่เข้าใจ ถูกผลักให้ไปยืนอีกฝั่ง กลายเป็น คนใจแคบ หรือ พวกชอบนึกถึงตัวเอง” –ไปทันใด

 

และหากว่าย้อนหลังไปสามศตวรรษที่ผ่านมา แนวคิดสิทธิมนุษยชนที่ถือกำเนิดขึ้นมาบนฐานคิดหนึ่งของลัทธิปัจเจกชนนิยมหรืออุดมการณ์เสรีนิยมที่ลึกๆ เชิดชูปัจเจกภาพ[6][๖] แล้ว  ฉันถามตัวเองว่า หากพยายามแล้ว (ด้วยแรงเชียร์จากกรัมชี ! ) ฉันจะสามารถสื่อสารกับคนในยุคปัจเจ๊ก ปัจเจกนิยม เช่นปัจจุบัน ได้ไหม ?

 

หมายเหตุ                       คุณลุงสัญชาติอินเดียคนนั้นเป็นศาสตราจารย์ด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ ต้องขออภัยที่ไม่ได้เอ่ยนาม เพราะทำกระดาษโน้ตหายไป

----------------------------------------------------------------------