สิบกว่าปีแล้วครับที่ไม่ได้ปั่นจักรยานอย่างเป็นกิจลักษณะ จำได้ว่าตั้งแต่จบ ป.ตรี ก็ไม่เคยปั่นจักรยานไปไหนเลย แต่ต้องบอกนะครับว่า ตอนเรียนป.ตรี จักรยานคือพาหนะหลักเลยครับ เพียงแต่บางทีก็อาจจะมีรุ่นพี่รุ่นน้อง หรือผองเพื่อนเป็นคนปั่น ส่วนผมซ้อนท้ายครับ แต่ตอนนั้นผมใช้จักรยานแบบแม่บ้านครับ ซึ่งผมว่ามันใช้สะดวกสุดครับ

รอบนี้ต้องการใช้จักรยานอีกครั้งครับ จุดมุ่งหมายจริงๆ ไม่ใช่เพื่อออกกำลังกายครับ เพราะคิดว่า การเดินขึ้นลงเนินหน้าบ้านมันได้ผลดีอยู่แล้ว แต่อยากใช้แทนมอเตอร์ไซด์มากกว่า เพราะสงสัยตัวเองว่า บ้านกับที่ทำงาน บ้านกับมัสยิด บ้านกับร้านขายของชำใกล้แค่นี้ทำไมต้องใช้มอเตอร์ไซด์ เดินยังถึงเลย ฮิฮิ แต่ครั้นจะให้เดินบ่อยๆ ก็คงไม่ไหว จักรยานน่าจะมีคุณค่ามากกว่า ดังนั้นการตัดสินใจจักรยานแม่บ้านแบบที่เคยใช้น่าจะโอเคที่สุด โดยเฉพาะราคา แต่เมื่อประกาศเจตนารมณ์ออกไป ปรากฏว่า มีแต่เสียงคัดค้านครับ โดยมีคำแนะนำไปในทางเดียวกันว่า จักรยานเสือภูเขาดีกว่า ใจแรกคือ แหม่ ราคาไม่เหมาะกับงานที่จะใช้เลย เมื่อต้นสัปดาห์เลยไปร้านขายจักรยาน ก็มีราคา 4000 บาทอยู่รุ่นหนึ่ง โทรปรึกษาน้องชาย ก็โดนค้านอีก บอกว่าไม่เหมาะ ไม่ทน ฮือ (ไม่ได้คิดจะปั่นไปปีนเขาสักหน่อย) สุดท้ายก็เลยให้น้องชายเป็นคนสั่งซื้อหาครับ โดยระบุว่า เอารุ่นที่ราคาถูกที่สุดที่น้องรับได้

เมื่อวานจักรยานคันดังกล่าวก็มาถึงบ้านครับ น้องชายซื้อจากร้านที่สตูล และเจ้าของร้านที่สตูลก็มาซื้อที่หาดใหญ่อีกทีหนึ่งแล้วก็ส่งมาให้ผมที่ปัตตานี โดยผ่านทางยะลา (ฮือ กว่ามันจะถึงมา)

มันมาเป็นกล่องครับ แกะออกมาดูก็ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือในการประกอบให้เป็นคันที่สมบูรณ์ครับ ปรากฏว่า เครื่องมือไม่ครบอีก อันนี้ต้องโทรตัวเองครับ เก็บของไม่ค่อยจะเรียบร้อย เลยหาไม่เจอ จึงต้องออกไปเมืองยะลา ซึ่งประแจมาขันน๊อตเพิ่ม รวมเบ็ดเสร็จใช้เวลาในการประกอบจักรยานไปทั้งสิ้น 2 ชั่วโมงครึ่งครับ ลองปั่นดู ก็เจอปัญหาครับ แฮะแฮะ ก็ของมันไม่เคยใช้ ไม่รู้ว่าจะปรับเกียร์ยังงัย ให้ปั่นได้สบาย

ลองปั่นไปที่ร้านขายของชำ เพื่อซื้อรองเท้าแต๊ะครับ เพราะจะเป็นอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่จะทำให้ผมปั่นได้ง่ายขึ้น แฮะๆ ไม่ต้องสนใจว่าจะมีสายตาที่จ้องมองมาที่ผมครับ เพราะชุมชนเขาตูมยังไม่เคยเห็นผมปั่นจักรยาน แต่ผมขับมอเตอร์ไซด์ได้คนก็ประหลาดใจกันแล้วครับ

จอดหน้าร้าน ปรากฏว่า มีวัยรุ่นมาคุยเกี่ยวกับจักรยานของผมครับ เขาแนะนำหลายอย่างครับ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ผมสนใจ เลยต้องถามไปว่า ปรับเกียร์รถยังงัยให้ปั่นง่ายหน่อย เขาก็เริ่มอธิบายครับ เกียร์หน้ามีกี่เกียร์ เกียร์หลังมีกี่เกียร์ ผมก้มไปดูล้อหน้า ไหนไม่เห็นมีเกียร์เลยข้างหน้า (ฮาฮาฮา ปล่อยแพะ ใหญ่กว่าไก่นิดหนึ่ง ฮิ)

ขากลับจากร้านเลยปั่นได้สบายหน่อยครับ และรู้สึกสนุกขึ้นหน่อย อันนี้แค่รอบลองรถครับ ถึงเวลาเอาจริงแล้ว จะลองดูสิ ปั่นไปได้สักแค่ไหน เส้นทางที่เลือกคือ ปั่นเข้าในมหาวิทยาลัยครับ ถามว่าทำไม ก็เหตุผลง่ายๆ ครับ หากหมดแรง ปั่นไม่ไหวก็ขอช่วย รปภ. พากลับบ้านได้ ฮา

สงสัยด้วยความเห่อของใหม่อยู่ครับ ปั่นกลับบ้านได้สบายเลย แล้วก็ลองปั่นภายในซอยได้อีกรอบครับ เข้าท่าครับ

เสร็จภาระกิจในบ้านทุกอย่าง ลูกเข้านอนเรียบร้อย ผมก็เตรียมตัวนั่งทำงานครับ แล้วอาการปวดเอว ปวดก้นก็แสดงออกมาให้เห็น โอ้ย มันเหมื่อยไปทั้งตัวเลย ผลที่ปรากฏในวันนี้คือ ต้องบอกนักศึกษาว่า วันนี้อาจารย์ขอนั่งสอนนิ่งๆ นะ ฮาฮา

วันนี้มีสอนทั้งวันครับ และมีหนังสือเชิญให้เข้าร่วมการอบรมด้วย ก็แน่นอนครับ ต้องเลือกสอนก่อน แต่สายๆ ทางผู้จัดก็โทรมาบอกว่า เข้าอบรมไม่ได้ก็แวะมาร่วมทานข้าวเที่ยงก็ยังดี แฮะแฮะ งานนี้เลยไม่พลาดครับ

ได้นั่งคุยกับคุณซอลาฮุดดีน ทีมงานวิจัยทวิภาษา คนสตูลเหมือนกัน ระหว่างการฟังการบรรยาย (ก่อนพักเที่ยง) เขาบอกว่า ผมน่าจะสามารถเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (par) ได้ดีคนหนึ่ง คำถามคือ ทำไม? ตอบง่ายๆ ไม่ใช่เพราะทำงานมาแล้ว หรือเก่งอะไรครับ แต่เนื่องจากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ผมใช้เวลาทำยาวนานมาก จนถึงตอนนี้จะให้เสร็จมันก็ไม่ยอมเสร็จ คือการวิจัยระบบเขียนภาษามลายูปาตานีด้วยอักษรยาวี ซึ่งเป็นการวิจัยแบบ par ปรากฏว่าส่งกรรมการ สกว.แล้ว  ท่านอ่านแล้วส่งกลับมาว่า ไหนละในรายงานที่บอกว่า เป็นงานวิจัยแบบ par ไม่เห็นมีบอกไว้เลย

อ่านข้อคอมเม้นต์นี้แล้ว ปวดใจ งานทั้งหมด ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที ทำไมมองไม่เห็นอีก แต่เมื่อต้องทบทวน ผมก็ต้องแสวงหาความรู้เพิ่มครับ โดยมองหานิยามของงานวิจัยแบบนี้ใหม่จากบทความวิชาการต่างๆ และที่สำคัญก็ขอตัวอย่างงานที่ได้รับคำชื่นชมว่านำเสนอการวิจัยแบบ par ได้ดีมากๆ มาอ่านครับ เลยรู้ว่า ผมเขียนรายงานกระบวนการวิจัยไปคนละเรื่องเลย ผมผิดไปแล้วจริงๆ

คุณซอลาฮุดดีน บอกว่า เขาเชื่อว่า ความผิดพลาดของผม ทำให้ผมเกิดการเรียนรู้ และน่าจะนำประสบการณ์และการเรียนรู้นี้ไปสู่การเผยแพร่และแลกเปลี่ยนให้กับอาจารย์ที่เพิ่มเริ่มงานวิจัยแนวนี้ ประเด็นแรกเห็นด้วยครับว่า ความผิดพลาดครั้งนี้มีคุณค่ากับผมมากครับในแง่ของการเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่ประเด็นการเผยแพร่ต่อ บางทีผมว่า สิบปากว่า ไม่เท่าลงมือทำครับ (ว่าไปนั่น)

ธุระของผมเกี่ยวกับจักรยานยังไม่หมดครับ เสร็จจากทานมื้อเที่ยง ออกตลาดอีกรอบ คราวนี้ตั้งใจจะไปซื้อสองอย่างหลัก คือ ขาหยั่ง ซึ่งมันไม่ได้มาพร้อมกับจักรยาน และผมก็สงสัยตั้งแต่เมื่อวานว่า แล้วจะจอดยังงัย อีกอย่างคือ กุญแจล็อกรถ แต่พอไปถึงร้าน (ซึ่งต้องโทรถามท่านอาจารย์ ibm ว่าอุปกรณ์จำพวกนี้มีร้านอยู่ที่ไหนบ้าง) ก็ซื้อมาได้เฉพาะขาหยั่ง กับมิเตอร์วัด อันหลังนี้ตามคำแนะนำของท่านอาจารย์ ibm ว่าควรจะมีไว้ด้วย ไอ้ที่จะซื้อจริงๆ ดันลืมครับ กลับมาถึงบ้านจึงนึกออกว่า อะไรที่จะซื้อแล้วลืม กุญแจล็อก แต่คิดไปแล้ว ก็ไม่ได้จำเป็นอะไรมากครับ โอกาสหายในมหาวิทยาลัยมีน้อยอยู่แล้ว

เย็นวันนี้ลองปั่นอย่างเป็นกิจลักษณะครับ พยายามจะให้ถึงเป้าที่น้องชายกำหนดไว้ให้คือ ต้องปั่นให้ได้อย่างน้อย 30 นาที น้อยกว่านี้ไม่มีผลต่อการช่วยด้านสุขภาพ แต่ แฮะแฮะ ลิ้นห้อยครับ ได้แค่สิบสองนาทีก็ไม่ไหวแล้ว เฉลี่ยความเร็วอยู่ที่ 23 กม.ต่อ ชม. ความเร็วสูงสุดที่ทำได้คือ 40 กม. ต่อ ชม. (อันนี้สารภาพว่า เฉพาะในช่วงลงเนิน ฮิฮิ) ข้อมูลนี้ได้จากมิเตอร์ที่ซื้อตามคำแนะนำของท่านอาจารย์   ibm (ถือว่า ได้ประโยชน์มากที่เดียวครับ)

เอาเป็นว่า วันนี้เหนือยครับ เหนื่อยมาก แต่สัญญาว่า เป้าหมายอยู่ที่ปั่นได้นาน 30 นาทีเป็นอย่างน้อย ความเร็วเฉลี่ยก็น่าจะให้ได้ที่ 30 เหมือนกัน ออ. ขอเวลาสักเดือนหนึ่งแล้วกันครับ เป้าหมายรออยู่