แม้ไม่มีโอกาสเข้าร่วม แต่ก็ได้ร่วมเรียนรู้

คำถาม: จากประสบการณ์ตรงของแต่ละคน มีความรู้เรื่องอะไรที่เป็นแรงบันดาลใจ ที่ทำให้ท่านได้ทุ่มเท กำลังกาย กำลังใจ อย่างเต็มที่ที่สุด เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้นั้นๆ เพราะอะไร มีความหมายอย่างไร และลงท้ายได้ทำอะไรไปบ้างในการที่จะได้ความรู้มา

= สถานที่ทำงานคือที่โรงพยาบาล มีตำแหน่งที่ต้องติดต่อและประสานงานกับคนในองค์กรและคนนอกองค์กร เป็นหนึ่งในทีมกรรมการบริหารรพ.    ปัญหาคาใจคือ เวลาคุยกันหรือประชุมกันในองค์กร  เรามักเถียงกันหน้าดำหน้าแดง ว่าฝ่ายโน้นว่าฝ่ายนี้ ไม่ได้ข้อยุติ เสียเวลาคุยกัน 3-4 ชม.แต่ไม่ได้ข้อสรุปอะไร  

    พอได้รู้เรื่องสุนทรียสนทนามาบ้างเลยอยากรู้ว่า  สุนทรียสนทนา  จริงๆแล้ว คืออะไร?  ทำอย่างไร?  ช่วยตอบโจทย์ปัญหาที่มีในตัวเราและปัญหาองค์กรได้หรือไม่?   เพื่อให้มามาซึ่งความรู้ ก็ใช้วิธี ค้นหาใน Net ได้ข้อมูลจาก หลายๆ แห่ง และไปค้นพบว่ามีหนังสือของ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ  หลายๆเล่มที่พูดถึง สุนทรียสนทนา    เลยทำการซื้อมาอ่าน 4 เล่ม ซึ่งในแต่ละเล่ม ก็ให้มุมมองที่หลากหลาย และได้รับการย้ำว่า  ลองทำเถอะ ผิดอยู่ดี    หลังอ่านจบ ก็เอาหนังสือไปชวนให้หัวหน้าเราอ่าน  (เป็นการขยายวงความรู้สุนทรียสนทนาให้กว้างขึ้น)  

    นอกจากอ่านหนังสือเองแล้วยังได้ไปเข้าร่วมฟังการบรรยาย KM ของ     คุณสุกานดา เมฆทรงกลด (พยาบาล รพ.พิจิตร) ทำให้เข้าใจมากขึ้นทั้ง        สุนทรียสนทนา และ วงจรการสร้างความรู้ (Knowledge Creation-SECI)

     แล้วเมื่อสบโอกาส ก็เริ่มลงมือทำ  มีสติตอนไหนก็เริ่มทำตอนนั้น เริ่มจากการฟังของเรา เปิดใจฟัง ไม่ตัดสิน ดูจิตตัวเองขณะฟัง

คำถาม: จากประสบการณ์ตรงของแต่ละคน คิดว่าในองค์กรของตนเองเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์และพันธกิจ ควรจะมีเครื่องมือ หรือวิธีแสวงหา รวบรวมองค์ความรู้ การบริหารจัดการความรู้ ให้พรรณาทั้งที่ควรจะมี (ถ้ายังไม่มี) อยากจะมี ใฝ่ฝันว่าถ้ามีแล้วจะสุดยอด หรือที่มีแล้วจะให้มีการใช้อย่างไร

= เพื่อให้องค์กรบรรลุ เป้าหมาย คิดว่า

1. ผู้บริหารหรือทีมนำ ต้องชัดเจนที่จะพัฒนาคนให้เกิดนิสัยการเรียนรู้โดยสร้างบรรยากาศ เปิดโอกาส กระตุ้นให้ใช้เครื่องมือความรู้ Peer Assist(เรียนรู้ก่อนทำ)  AAR(เรียนรู้ขณะทำ)  Retrospect(เรียนรู้เมื่อเสร็จสิ้นโครงการ)

2.  พัฒนาตัวเราและคนในองค์กร  ให้มีนิสัยการเรียนรู้ (ฟังหรืออ่าน เพื่อนำเอา Tacit คนอื่นมา คิดวิเคราะห์หาข้อมูลเพิ่มเติมต่อ แล้วนำความรู้เดิมเรามาร่วมจัดการเป็นวิธีการของเราเองแล้วลงมือทำ เกิดการเรียนรู้จริงๆ เป็นความรู้มือหนึ่งของเราจริงๆ แล้วหมุนวนไปอย่างนี้เรื่อยๆ)   

พัฒนาคนให้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ไม่รอคนอื่นมายื่นให้ หรือไม่ต้องรอให้องค์กรส่งไปอบรม (ความรู้ต้องลงทุน ซึ่งบางครั้งการลงทุนต้องลงเองรอใครให้ทุนไมใด้)

3. ในองค์กรตนเองมี ระบบ Inter-Net  เปิดให้ใช้ 24 ชม.  มีเกือบครบทุกหน่วยงาน  แต่สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น คือใช้ IT ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ใช้หาความรู้ วิชาการใหม่ๆ  

คำถาม: จากที่ได้สนทนามาทั้งหมด คิดว่าถ้ากลับบ้านไป ไปทำงาน จะทำอะไรเป็นสิ่งแรก ในอาทิตย์หรือสองอาทิตย์นี้ เพื่อให้องค์กร หน่วยงาน ของตน เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ หรือการใช้เครืองมือ หรือมีการบริหารความรู้ที่ดี อย่างที่เราฝันไว้ในรอบสอง

 

= เรื่องที่คิดจะทำ

1. เริ่มจากตัวเรา ทำเป็นตัวอย่าง ชวนทีมงานมาร่วมทำ AAR  : ซึ่งได้เริ่มทำไปแล้ว เมื่อวัน ศุกร์ที่ผ่านมา ได้ทำ AAR กระบวนการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้ประชน  ผลตอบรับค่อนข้างดี ทีมงานเข้าใจกันมากขึ้น ทำงานได้รื่นไหลดีขึ้น

2. ชวนทีมงานคุยกันแบบสุนทรียสนทนา : ซึ่งเมื่อทดลองทำด้วยตนเองแล้วยากมากๆ  หลายคนยังไม่เปิดใจ(โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูง เวลาคุยกัน จะสัมผัสได้ถึงรัศมีของตัวตน พวกพ้องของตน)  วิธีการที่คิดจะทำใหม่คือต้องให้เกิดความรู้และเข้าใจสุนทรียสนทนา ใน Keyman หลายๆคน เพื่อช่วยกันขยายวง            สุนทรียสนทนา ออกไปให้กว้างขึ้น จนเป็นธรรมชาติของคนในองค์กรของเรา

3. ขยายความรู้เรื่องวงจรเรียนรู้ของ โนนากะให้เกิดขึ้นกับคนในองค์กร

แม้ไม่มีโอกาสเข้าร่วมงาน World Café  แต่ก็ดีใจที่ได้ร่วมเรียนรู้