R2R เริ่มจากเสียงบ่น ต่อมเอ๊ะทำงาน ตั้งสติและหาทีมทำ

เมื่อคุณสุวิทย์ได้บอกเล่าถึงเรื่องราวการทำ R2R จบไปแล้วนั้น พี่เปเล่หรือคุณสุกัลยณี สิงหสัตย์ แห่ง รพ.กุดจับ จ.อุดรธานี ได้เปิดประเด็นเล่าเรื่องในส่วนที่หนึ่งปีไปทำอะไรมา

บรรยากาศเรื่องเล่าของพี่เปเล่สนุกสนานมาก เพราะมีการพากย์เป็นภาษาท้องถิ่น คือภาษาอิสาน...เป็นเกื้อหนุนบรรยากาศให้น่าสนใจและมีการร่วมเปลี่ยนกันเองในวงเสวนานี้ด้วย

พี่เปเล่ เล่าว่าได้มีการจัดการความรู้ในผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะ โดยแรงบันดาลใจในการทำ R2R  คือพยาบาลในโรงพยาบาลต่างคนต่างให้ความรู้ในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะ และพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีวิธีการดูแลตนเองที่แตกต่างกัน เช่น เอาถุงใส่ปัสสาวะมาผูกไว้ที่เอว และนำมาวางข้างตัวในขณะที่หลับ (นอนหลับกับพื้น) ทำให้มีความเสี่ยงต่อภาวะปัสสาวะไหลย้อนกลับ ผู้ป่วยมีภาวะติดเชื้อและมีอัตรากลับมารักษาซ้ำสูง ดังนั้น จึงคิดว่าถึงวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยการประชุม (อย่างไม่เป็นทางการ) กับกลุ่มพยาบาลปฏิบัติการในประเด็นของแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ใส่สายสวนปัสสาวะ และมีการติดตามปัญหาจากการดำเนินการดังกล่าวจากพยาบาลปฏิบัติการ ซึ่งพบว่า แม้ว่าจะมีการดูแลผู้ป่วยดีตามหลักวิชาการเท่าใดก็ตาม แต่สิ่งสำคัญก็ยังอยู่ที่การปฏิบัติตัว และวิถีชีวิตของผู้ป่วย

จริงๆ แล้วพี่เปเล่บอกว่า การเริ่มต้นการทำ R2Rของตนเองนั้นก็มาจากเสียงบ่น และจากการเดินตรวจเยี่ยมไปตามหอผู้ป่วยทำให้เกิด เอ๊ะ! กับตนเองหลายอย่าง จึงตามต่อดูข้อมูลและก็ตั้งสติ ดูว่าจะหยิบเรื่องไหนมาพิจารณาก่อน...จากนั้นก็คุยกันกับทีมอย่างไม่เป็นทางการ พี่เปเล่บอกว่าคุยทางการเมื่อไร เรื่องนั้นไม่สำเร็จหรือไม่เสร็จแน่นอน

มุมมองของพี่เปเล่ต่อวิธีการทำ R2R ของตนเองว่าเป็นการสร้างวัตกรรมใหม่ โดยการประดิษฐ์กางเกงที่มีช่องด้านข้างไว้ใส่ถุงปัสสาวะ โดยเกิดปิ๊งไอเดียจากคอกระเช้าของตนเองที่ชอบสวมใส่ และมีกระเป๋าอยู่ด้านข้าง ถ้าหากนำมาเย็บติดกับกางเกงก็น่าจะสะดวกสำหรับผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะ

จากการทำ R2R พี่เปเล่บอกว่าได้กลับมาทบทวนตนเองว่าได้เรียนรู้อะไรจากการทำ R2Rการทำงานที่ทำให้แก้ปัญหาในหน่วยงานได้ จะเกิดความภาคภูมิใจ และคิดต่อยอดได้ ได้ทีม เพราะถ้าหากทำคนเดียวนี้จะเหนื่อยมาก และทีมที่ว่าต้องไม่เป็นทางการ นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่พี่เปเล่เน้นบอกว่า ความรู้จากทฤษฎีที่เรียนมานำมาใช้ไม่ได้จริงต้องประยุกต์และปรับให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่หน้างานของตนเอง ต้องมีการคืนข้อมูลกลับสู่ชุมชน

ปีที่ผ่านมา R2R เชื่อมโยงสู่วิถีการทำงานอย่างไร==> ก่อนจะทำ R2R ปัญหาที่มีอยู่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ แต่หลังจากใช้วิธีการเล่าเรื่อง (อย่างไม่เป็นทางการ) และสร้างข้อตกลงร่วมกันระหว่างทีมงานว่าเป็นการคืนข้อมูลให้กันและกัน ทำให้ทีมงานเปิดใจและพูดคุยกันมากขึ้น และเมื่อทีมงานมีเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน มีทิศทางในการทำงานร่วมกัน ก็ทำให้ทีมงานมีความเข้มแข็ง ประกอบกับการได้แรงสนับสนุนจาก ผอ. รพ. ก็ทำให้งาน R2R สำเร็จ และการดำเนินงานครั้งต่อไป สิ่งที่จะปฏิบัติแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมาคืออะไร

R2R ในปีนี้คือ การศึกษารูปแบบการรับประทานยาของผู้ป่วยใน PCU – แรงบันดาลใจมาจาก หัวหน้า สอ. บอกว่า เดือนนี้มีผู้ป่วยเบาหวาน และความดันโลหิตสูงมาเข้ารับการรักษามากขึ้น จึงลงพื้นที่หาข้อมูลการรับประทานยาของผู้ป่วย ซึ่งพบว่า ผู้ป่วยรับประทานยาไม่ตรงตามเวลา ยาส่วนใหญ่ให้รับประทานหลังอาหาร แต่วิถีชีวิตชาวบ้านคือ ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เสร็จเมื่อไหร่จึงจะกลับมากินข้าวและกินยา ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่แน่นอน จึงไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ จึงนำข้อมูลนี้ไปปรึกษากับแพทย์ และเภสัชกร ซึ่งพบข้อมูลว่า ยาที่รับประทานหลังอาหาร สามารถปรับมาเป็นรับประทานก่อนอาหารได้ จึงนำข้อมูลดังกล่าวไปบอกผู้ป่วย และปรับวิถีการรับประทานยาของผู้ป่วย โดยกำหนดให้รับประทานยาในช่วงเช้าก่อนออกไปทำงาน หลังจากดำเนินการไปแล้ว 3 เดือน พบว่า ผู้ป่วยสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น

 

ยืมภาพมาจาก ; http://gotoknow.org/blog/forpr/277180

คนที่สองที่นั่งถัดจากข้าพเจ้า คือ คุณสุกัลยณี  (พี่เปเล่)