กะเหรี่ยงโปว์แห่งภาคตะวันตก

นโยบายและการวางแผน

กะเหรี่ยงโปว์แห่งภาคตะวันตก
โดย Ms.Audra Phillips SIL International

กะเหรี่ยงโปว์ในภาคตะวันตก จัดอยู่ในกลุ่มคาเรนิกซึ่งมีถิ่นกำเนิดมาจากเอเชียกลาง เชื่อกันว่าชาวกะเหรี่ยงนั้นอพยพเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงต้นของยุคเผยแพร่ศาสนาคริสต์ โดยเข้ามาก่อนชนชาติไทและชนชาติในตระกูลจีน-ทิเบตอื่น ๆ แต่หลังจากชนชาติมอญ-เขมร ชาวกะเหรี่ยงโปว์ถูกกะเหรี่ยงสะกอซึ่งมีจำนวนมากกว่าไล่ต้อนลงมาทางใต้ จนมาถึงทางตอนใต้ของประเทศพม่าก็พบกับชนชาติมอญ และได้อยู่อาศัยร่วมกันมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 17
กะเหรี่ยงโปว์ในภาคตะวันตกอาศัยอยู่ตามจังหวัดตาก อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ข้อมูลอ้างอิงชิ้นแรกที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนกะเหรี่ยงพบในหนังสือไทยรายปี ฉบับตีพิมพ์ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19
ในปี พ.ศ. 2328 ช่วงยุคกรุงศรีอยุธยา เมืองศรีสวัสดิ์ (ปัจจุบันคืออำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี) อยู่ภายใต้การปกครองของไทย เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าที่สำคัญ
ในสมัยรัชกาลที่ 1 ชาวกะเหรี่ยงจากประเทศพม่าได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองสังขละบุรี และส่งตัวแทนเข้าพบเจ้าเมืองกาญจนบุรี เพื่อขออนุญาตตั้งรกรากอยู่ในแผ่นดินไทยอย่างเป็นทางการ เจ้าเมืองให้สิทธิดังกล่าว ทั้งยังแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองสังขละบุรีด้วย
เพื่อที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับพรมแดนฝั่งตะวันตกของประเทศ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงกระตุ้นให้ชาวมอญและชาวกะเหรี่ยงจากพม่าอพยพเข้ามาในประเทศไทย โดยทรง จัดเตรียมข้าวสำหรับผู้อพยพไว้ตามแนวชายแดนราว ๆ ปี พ.ศ. 2365 ชาวกระเหรี่ยงจากเมืองสังขละบุรี ได้เข้ารับราชการอยู่ในกองอาทมาต ทำหน้าที่สอดแนมฝ่ายตรงข้ามจากเมืองพม่า ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปี พ.ศ. 2439 ชาวกะเหรี่ยงโปว์ได้ทำหน้าที่สอดส่องดูแลความมั่นคงของประเทศตามแนวชายแดน ตั้งแต่จังหวัดตากจนมาถึงเพชรบุรี นอกจากนี้ชาวกะเหรี่ยงโปว์ยังเป็นผู้จัดหาสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ อันได้แก่ไม้ eagle เขาแรด และงาช้าง
ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำความคุ้นเคยกับประสกนิกรทั่วราชอาณาจักรไทย และได้เสด็จเยี่ยมชาวกะเหรี่ยงโปว์ที่เมืองสวนผึ้งในปี พ.ศ. 2436 ต่อมาในปี พ.ศ. 2444 พญาวรเดชศักดาวุธ ผู้ปกครองเมืองราชบุรี ได้ออกตรวจชาวกะเหรี่ยงโปว์ตามเมืองราชบุรีและเพชรบุรี เพื่อที่จะให้คนกะเหรี่ยงมีสถานะและสิทธิหน้าที่เช่นเดียวกับคนไทย เสียภาษีให้แก่รัฐ และมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านและกำนัน นายรีนาร์ด (2523: 207) ได้กล่าวถึงท่าทีของชาวกะเหรี่ยงโปว์ในยุคนั้น ดังนี้

ชาวกะเหรี่ยง โดยเฉพาะกะเหรี่ยงโปว์ในภาคกลางของประเทศ ยินยอมต่อนโยบายการ
ปกครองของรัฐบาล และแสดงออกถึงความกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมตามสิทธิและหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เช่น ใช้สิทธิในการเลือกหัวหน้าหมู่บ้าน รายงานสภาพพื้นที่ป่า และ จ่ายภาษี บางคนถึงขนาดเข้าร่วมกองทัพไทย และบางคนก็เป็นตำรวจ ส่วนที่เหลือก็เข้าเรียนในโรงเรียน ผู้นำชาวกะเหรี่ยงบางคนมีตำแหน่งรับผิดชอบในการบริหารแห่งชาติ ถึงแม้บางครั้งจะประสบปัญหากับวิถีชีวิตที่ไม่คุ้นเคยในเมือง แต่พวกเขาก็พยายามอย่างมากที่จะเข้าใจระบบการปกครองแบบใหม่ ชาวกะเหรี่ยงตามชายแดนภาคตะวันตกในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรีนั้นต่างมีความกระตือรือร้นและความจงรักภักดีไม่แตกต่างจากผู้นำชาวไทยในยุคแรกของการปฏิรูปแผ่นดินในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เลย

สถานภาพของชาวกะเหรี่ยงในประเทศไทยเริ่มเสื่อมถอยตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในประเทศและในโลก ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยหันมาส่งออกสินค้า เช่น ข้าว แทนสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งสินค้าฟุ่มเฟือยพวกนี้ส่วนใหญ่จะจัดหามาโดยชาวกะเหรี่ยง นอกจากนี้ชาวกะเหรี่ยงไม่ได้มีบทบาทในการป้องกันชายแดนฝั่งตะวันตกของประเทศดังเช่นแต่ก่อน อีกทั้งยังสูญเสียสถานภาพทางการเมืองและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องการตัดสินใจปัญหาชายแดนด้านตะวันตกร่วมกับพม่า หรือได้ดำรงตำแหน่งผู้นำที่สำคัญอีกต่อไป ชาวกะเหรี่ยงในปัจจุบันจึงจัดอยู่ใน "กลุ่มคนที่ยากจนที่สุดในประเทศ" (รีนาร์ด, 2523: 207)
ปัจจุบันนี้ชาวกะเหรี่ยงโปว์มีอาชีพหลักเป็นชาวนา มีวิธีการปลูก 2 ประเภท คือ โดยปลูกข้าวไร่บนภูเขา และปลูกข้าวในนาแบบขั้นบันได นอกจากข้าวแล้วยังปลูกพืชอย่างอื่น เช่น ข้าวโพด อ้อย มะม่วง ชมพู่ มะนาวและผักผลไม้อย่างอื่น หนุ่มสาวชาวกะเหรี่ยงโปว์หลายคนเข้าไปอยู่และหางานทำในเมือง
ชาวกะเหรี่ยงโปว์ในบางพื้นที่ยังนิยมทอผ้าด้วยมืออยู่ ชาวกะเหรี่ยงโปว์ในจังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี และตาก จะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าสีแดงหรือสีชมพูเข้ม ทอเป็นลวดลายทั้งตัว ส่วนกะเหรี่ยงโปว์ในจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์นั้นจะสวมเสื้อสีน้ำเงินเข้ม หรือ สีน้ำตาลไหม้ ปักทั้งผืน และจะสวมผ้าซิ่นสีแดง ปักลวดลายอย่างสวยงาม เวลาที่ชาวกระเหรี่ยงจังหวัดกาญจนบุรีแต่งชุดประจำเผ่ามาพบกันจะสังเกตได้ว่าไม่มีชุดใดที่มีลายทอเหมือนกันเลย เสื้อและผ้าซิ่นแต่ละตัวจะมีชื่อเฉพาะ ซึ่งลายทอและชื่อนี้จะถ่ายทอดต่อกันไปโดยการบอกเล่าจากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่ง ไม่มีนักทอผ้าคนไหนที่รู้ลายทอผ้าหมดทุกลาย การทอย่ามโท้งพู้อุ่ง เป็นสิ่งหนึ่งที่บอกได้ถึงทักษะความสามารถของผู้ทอ ตัวย่ามโท้งพู้อุ่งนี้จะทอเป็นลายต่าง ๆ สิ่งที่ยากในการทอย่ามชนิดนี้ก็คือการที่จะต้องจำขั้นตอนต่าง ๆ ของลายทอแต่ละลาย
ภาษากระเหรี่ยงโปว์ในภาคตะวันตกจัดเป็นภาษาหนึ่งในอย่างน้อย 2 ภาษาที่มีความแตกต่างจากภาษากะเหรี่ยงโปว์ที่อื่น ๆ ในประเทศ ในระดับที่สร้างความไม่เข้าใจกันในการสื่อสาร
ภาษากระเหรี่ยงโปว์จัดอยู่ในกลุ่มภาษาคาเรนิก ซึ่งอยู่ในตระกูลทิเบต-พม่า ตระกูลย่อยของตระกลูจีน-ทิเบต ดังแสดงในแผนภูมิ

จีน-ทิเบต

ไซนิติก ทิเบต-พม่า

โบดิช เบอร์มิก บาริก คาเรนิก (กะเหรี่ยง)

แผนภูมิที่ 5 การแบ่งกลุ่มภาษาตระกูลจีน-ทิเบต

 


ภาษาในกลุ่มคาเรนิกสามารถแบ่งย่อยลงไปได้อีก 4 กลุ่มย่อย คือ กะเหรี่ยงสะกอ (จกอ ปกฺา กะญอ) กะเหรี่ยงโปว์ (โพล่ง) กะเหรี่ยงปาโอ (ตองทู) และกะเหรี่ยงกลาง ซึ่งรวมถึงกะเหรี่ยงคะยา (กะเหรี่ยงแดง คาเรนนี) เบร ยางตาไล เกบา และซาเยอิน ดังแสดงในแผนภูมิ


คาเรนิก (กะเหรี่ยง)

สะกอ โปว์ ปาโอ กะเหรี่ยงกลาง

แผนภูมิที่ 6 ภาษาในกลุ่มคาเรนิก (กะเหรี่ยง

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ข่าวการศึกษา



ความเห็น (1)

โฟน
IP: xxx.19.144.194
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณนะคะ สำหรับข้อมูล