คนงานไทยในไต้หวันกับการศึกษา
ดร. วิศนี ศิลตระกูล
จากประสบการณ์ในการเดินทางไปศึกษาคนงานไทยในไต้หวันโดยเน้นทางด้านการศึกษา ผู้เขียนขอนำเสนอในประเด็นที่สำคัญ คือ พื้นฐานความรู้ของคนงานไทยและสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้อง การจัดการศึกษานอกโรงเรียนและการเรียนรู้ของคนงานไทย และข้อเสนอแนะในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. พื้นฐานความรู้ของคนงานไทยและสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้อง
เป็นเรื่องที่ผิดความคาดหมายที่คิดว่าคนงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศจะต้องเป็นผู้ที่มีพื้นความรู้และทักษะผีมือในระดับสูง เพราะในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้นเลย แรงงานไทยที่พบในเมืองจงลี่มีพื้นความรู้น้อย บางคนไม่จบประถมศึกษา บางคนจบประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลายและมีเพียง 1-2 คน ที่จบระดับปวช. ซึ่งทำงานในโรงงานหล่อแท่นอลูมิเนียม เมื่อเป็นเช่นนี้หลายคนคงมองภาพออกว่าคนงานเหล่านี้จะต้องเผชิญกับปัญหาและชะตากรรมอะไรบ้าง บางคนถูกหลอกตั้งแต่ยังไม่ก้าวพ้นจากประเทศไทยด้วยซ้ำไป การต้องจ่ายค่านายหน้าในราคา 120,000 เป็นอย่างน้อยซึ่งถือเป็นตัวเลขปกติ เพื่อซื้อกับกระบวนการให้ได้งานทำและเพื่อความสะดวกในการวิ่งเต้นและขั้นตอนอีกมากมายที่คนมีพื้นความรู้น้อยอย่างพวกเขาไม่สามารถ "จัดการได้เอง" การถูกปล่อยเกาะที่สนามบินไต้หวันเพราะไม่มีคนมารับ การสื่อสารกับนายจ้างไม่ได้เพราะไม่รู้ภาษาจีน การพูดภาษาไทยได้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้การใช้ชีวิตในไต้หวันราบรื่นได้เลย กลายเป็นการเก็บกด อึดอัด เกิดความเข้าใจผิด เกิดความเครียดและบางครั้งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยในไต้หวันให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า "คนงานไทยเหล่านี้ผ่านหลักสูตรและการเรียนการสอนที่ปลูกฝังให้ภาคภูมิใจในความเป็นเอกราชของชาติไทย..ที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร..ที่มีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติของตนเอง จึงขาดการเตรียมความพร้อมในระดับพื้นฐานที่จะเรียนรู้ภาษาอื่นนอกจากภาษาไทยซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ไต้หวันหากโรงงานใดต้องใช้ภาษาอังกฤษ เขาก็จ้างแรงงานชาว ฟิลิปปินส์เลย"
ประกอบกับคนงานมีความเชื่อและค่านิยมพื้นฐานว่า "ไปตายเอาดาบหน้า" ซึ่งบางคนก็ได้ตายสมจริง เพราะสถิติการตายของคนงานไทยในไต้หวันสูงมาก จากการบอกเล่าของหลวงพ่อวัดไทยในเมืองจงลี่และที่วัดไทยพุทธรรม ที่เมืองซินอูตรงกันว่าคนงานไทยเสียชีวิตโดยเฉลี่ยสัปดาห์ละ1-2 คน เป็นโรคไหลตายอันดับหนึ่ง รองลงมาคืออุบัติเหตุ เจ็บป่วย และฆ่าตัวตาย ซึ่งเรื่องโรคไหลตายนี้ตรงกับคำบอกเล่าของเจ้าของโรงงานฟอกย้อมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีแรงงานไทยจำนวน 160 คน เขาตั้งข้อสงสัยว่าอยู่ ๆ ทำไมคนงานไทยจึงหลับแล้วตายไปเลย ที่โรงงานเขามีคนงานไทยหลับตายไป 2 คน
จากการสังเกตสภาพการทำงาน การประมวลจากการบอกเล่าของคนงานหลายแห่ง รวมทั้งเจ้าของโรงงาน เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง สรุปได้ว่าคนงานไทยต้องประสบปัญหาต่างๆ ได้แก่ การทำงานหนักโดยไม่มีเวลาพักผ่อน การเร่งทำ "โอ" ให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ได้เงินมาปลดหนี้สินหรือส่งกลับบ้าน ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ทรุดโทรม เกิดความเครียด การไม่ได้ทำงานหนักเพราะ "ไม่มีโอ" ก็ทำให้คนงานมีปัญหา เช่นคนงานที่เป็นยามรักษาความปลอดภัยและค่อนข้างมีอายุ พวกนี้ไม่มีรายได้พิเศษก็เกิดความเครียด เงินค่าแรงถูกหักแล้วแทบไม่มีเหลือเลย โอกาสที่จะปลดหนี้สินจากการกู้ยืม หรือที่ต้องจำนำ จำนองไร่นาแทบจะไม่มีเลย ปัญหาเรื่องสุขภาพ ทั้งกายและใจอันเกิดจากสภาพการทำงานและการใช้ชีวิตที่จำเจ บางคนขาดการพักผ่อน ไม่มีโอกาสรื่นเริง บันเทิงใจ ทำงานก็ไม่ป้องกันตนเอง เช่นทำงานในโรงงานฟอกย้อมผ้าก็ไม่ใช้ผ้าคาดจมูก ทั้งที่มีฝุ่นละอองมากและกลิ่นที่รุนแรง สิ่งเล่านี้ล้วนกระทบต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่คนงานไทยที่พบก็ไม้ให้ความสนใจหรือสนใจน้อยเกินไป ปัญหาการใช้เวลาว่าง มีคนงานจำนวนมากที่ใช้เวลาว่างตามร้านอาหารคาราโอเกะ แหล่งบันเทิง ทำให้เสียเงิน เสียเวลา เสี่ยงต่อปัญหายาเสพติด ปัญหาทางด้านศีลธรรม การทะเลาะวิวาท ปัญหาในเรื่องอุบัติเหตุ อุบัติภัย อันเกิดจากความไม่รู้และความเคยชิน เช่น การขับรถในไต้หวันเขาขับชิดซ้าย คนงานไทยชินต่อการชิดขวา ซึ่งมีผลต่อการข้ามถนน มองผิดทาง อ่านป้ายสัญญาณไม่ออก ไม่เข้าใจ เพราะขาดการเตรียมความพร้อม หรือเพราะความประมาท เลินเล่อ ความเหม่อลอย ปัญหาการขาดที่พึ่งทางใจ ถึงแม้จะมีสำนักสงฆ์ และวัดไทย แต่ก็เป็นไปในลักษณะ "การตั้งรับ" กิจกรรมที่ให้บริการก็ได้ช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยาก ที่เดินทางเข้ามาพึ่งพาวัดในยามที่เดือดร้อน เช่นหนีงาน หรือต้องคดี ที่วัดมีการนั่งสมาธิ แต่ก็เหมาะกับผู้ที่มีเวลาและมีพาหนะที่จะเดินทาง ซึ่งก็เป็นคนอีกระดับหนึ่ง ดังนั้นเมื่อมีปัญหาคนงานก็จะพูดคุยกับเพื่อนใกล้ตัว หรือใช้เวลาในวันอาทิตย์ มาที่สวนสาธารณะนั่งปรับทุกข์กับเพื่อนๆ ล้วนแล้วแต่อยู่ในข้อจำกัดทั้งสิ้น
โดยสรุป แรงงานไทยต้องประสบสภาพปัญหาทั้งด้านความเป็นอยู่ การทำงานและการดำเนินชีวิตนั้น ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการขาดศึกษาและขาดโอกาสในการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมเพื่อการทำงานและการใช้ชีวิตที่เหมาะสมในประเทศไต้หวัน
2. สภาพการจัดการศึกษานอกโรงเรียนและโอกาสในการเรียนรู้ของคนงานไทย
ขณะนี้คนงานไทยในเมืองจงลี่ ไต้หวันมีโอกาสศึกษาต่อในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยการเรียนการศึกษานอกโรงเรียน ปัจจุบันมีการจัดกลุ่มการเรียนการสอนกศน. โดยมีครูประจำกลุ่มหนึ่งคนเป็นผู้ดำเนินการและมีผู้ร่วมงานในฐานะผู้สอน อีก 7 คน สอนในวิชาต่าง ๆ คือ วิชา คหกรรม คณิตศาสตร์ สังคม ภาษาจีนกลาง ภาษาอังกฤษ และวิชาอื่น ๆ ตามหลักสูตร มีนักศึกษารวมกันใน 3 ระดับจำนวน 160 คน ส่วนมากเป็นคนงานไทย ดำเนินการเรียนการสอนมาแล้ว 3 ปี ย่างเข้าปีที่ 4 ปัญหาในการจัดการศึกษานอกโรงเรียนและการเรียนรู้ของแรงงานไทยเท่าที่พบมีดังนี้
1. ปัญหาสถานที่ในการพบกลุ่มการเรียนการสอน ได้ใช้เวลาพบกลุ่มการเรียนการสอนในวันอาทิตย์ เดิมพบกลุ่มที่วัดไทยในเมืองจงลี่ แต่ปัจจุบันกำลังประสบปัญหาเรื่องสถานที่พบกลุ่ม เพราะเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นชาวไต้หวันไม่ต้องการให้ปลูกสิ่งก่อสร้างใด ๆ แต่ยังอนุญาตให้มีอาคารของสำนักสงฆ์บางส่วนไว้ ซึ่งก็ไม่สามารถใช้เป็นที่พบกลุ่มเรียนสำหรับผู้เรียนจำนวนมากได้ ขณะนี้ได้พบกลุ่มเรียน กศน.ที่โบสถ์คริสต์ แต่ก็มีปัญหา เพราะสถานที่พบกลุ่มแห่งนี้เป็นห้องโถง ใช้เพื่อจัดกิจกรรมของชาว อินโดเนเซียและชาวฟิลิปปินส์ด้วย เช่นมีการซ้อมดนตรี กิจกรรมต่างๆ บางครั้งทำให้เกิดเสียงดังรบกวนสมาธิผู้เรียน ส่วนชั้นล่างของอาคารก็เป็นที่สำหรับปฏิบัติกิจของคริตศาสนิกชนในวันอาทิตย์ บางครั้งผู้เรียนก็อาจรบกวนเขาอีก ทางออกในเรื่องนี้คือการหาที่เรียนแห่งใหม่ การใช้วัดไทยแห่งใหม่ซึ่งก่อสร้างเสร็จแล้วก็มีความเป็นไปได้ แต่วัดก็อยู่ไกลมากจากผู้เรียนกลุ่มนี้ ผู้เรียนต้องเสียค่าเดินทางในราคาแพง ต้องใช้เวลาและไม่สะดวกอย่างยิ่งในการเดินทาง ทางออกคือต้องหาห้องเช่า อาจเป็นโรงงานเก่า ๆ ซึ่งต้องใช้เวลาในการเลือกหาสถานที่และต้องขออนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ ขั้นตอนเหล่านี้ต้องให้เวลา ผู้ดำเนินการบอกว่าหากมีห้องเรียนที่มีมาตรฐานหน่อยจะทำให้มีนักศึกษาเพิ่มขึ้น
2. ปัญหาเรื่องหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอนขณะนี้ใช้หลักสูตรและสื่อที่ผลิตจากกรุงเทพฯ สำหรับคนไทยในต่างประเทศ แม้ว่าจะสามารถปรับให้สอดคล้องได้กับท้องถิ่นได้ แต่ผู้เรียนและผู้สอนก็ยึดแบบเรียนเป็นหลัก ซึ่งยังไม่สอดคล้องกับสภาพการดำเนินชีวิตและความเป็นจริงในไต้หวัน โดยเฉพาะเนื้อหาเป็นลักษณะกลาง ๆ เท่านั้น ผู้เรียนต้องการเรียนเพื่อเพิ่มวุฒิ มีการเปิดสอนกลุ่มสนใจบ้าง เช่นเปิดสอนภาษาจีน ดนตรี และนาฏศิลป์ มีผู้ที่สนใจจะเรียนคอมพิวเตอร์ แต่ก็ขาดอุปกรณ์ ซึ่งถ้าเปิดสอนก็ต้องเช่าซื้อและจะมีอีกหลายเรื่องตามมา ปัจจุบันมีแรงงานไทยจำนวนมากที่ทำงานในเมืองต่างๆ เช่นที่ไถหนาน เกาสง และกระจายอยู่ตามโรงงานต่าง ๆ รวมทั้งทำงานตามบ้าน รวมทั้งสิ้นประมาณ 150,000 คน การจัดการศึกษาสำหรับแรงงานเหล่านี้ย่อมต้องการหลักสูตรและสื่อที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ
3. ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดการเรียนการสอน ปัจจุบันผู้สอนได้รับเงินค่าตอบแทนจากสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนจำนวนหนึ่งซึ่งไม่มาก ผู้ดำเนินการจึงเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้เรียน อีกเป็นรายภาคเรียน ตามระดับของการศึกษา คือระดับประถมศึกษาเก็บคนละ 500 บาท มัธยมศึกษาตอนต้น 500 บาท และมัธยมศึกษาตอนปลาย 1,000 บาท ทั้งนี้ไม่รวมค่าหนังสือและสื่ออื่น ๆ ซึ่งต้องจ่ายเพิ่มตามที่ซื้อจริง สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อโอกาสในการเข้ารับการศึกษาของแรงงานไทยในไต้หวันอย่างมากเช่นกัน
4. การเรียนรู้และการได้รับข้อมูลข่าวสาร คนงานไทยมีโอกาสในการเรียนรู้และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารน้อยมาก เพราะต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในโรงงานและต้องทำงานตลอดเวลาหาก "ทำโอ" ด้วยแล้วก็เรียกว่าไม่มีเวลาว่างเลย คนงานบางคนมีวิทยุ ซึ่งก็มีข้อจำกัดในการข้อมูลข่าวสารท้องถิ่นเพราะภาษา มีสถานีวิทยุ CBS ซึ่งออกอากาศเป็นภาษาไทย อาจเป็นสถานีเดียวที่คนไทยสามารถรับข้อมูลข่าวสาร หรือส่งสารถึงกันได้ มีช่วงเวลาที่สามารถเรียนภาษาจีนได้ พร้อมหนังสือที่แจกฟรี และมีโอกาสฟังเพลงไทย เป็นการผ่อนคลายความเครียด สามารถบอกเล่าบทเรียนหรือประสบการณ์ของตนให้ผู้อื่นได้รับรู้ แต่การออกอากาศก็เป็นไปตามช่วงเวลา หากมีเวลาว่างจากการทำงานพวกเขาจึงมีจะโอกาสรับฟัง
สำหรับการเรียนรู้จากสถานที่ทำงานนั้นเจ้าของโรงงานแห่งหนึ่งเล่าว่าได้ฝึกอบรมคนงานในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกเกี่ยวกับการทำงานภายใต้การดูแลของพนักงาน และในระหว่างการทำงานก็จะฝึกอบรมเป็นระยะเกี่ยวกับความปลอดภัยและอัคคีภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผลกระทบที่จะเกิดกับโรงงาน โดยสรุปแล้วโอกาสในการเรียนรู้และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของคนงานไทยมีน้อย ผลที่เกิดขึ้นจึงกระทบต่อการดำเนินชีวิตโดยรวมในทุกด้าน
3. ข้อเสนอแนะในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้
จากสภาพปัญหาและความเป็นไปได้ในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ของคนงานไทยในประเทศไต้หวัน ผู้เขียนมีเสนอแนะดังนี้
1. รัฐกำหนดนโยบายและแนวทางในการจัดบริการทางด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เป็นไป ตามกฎหมายและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับแรงงานไทย โดยรัฐจัดบริการทางการศึกษา การฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้และเตรียมความพร้อมเพื่อการตัดสินใจในการทำงานต่างประเทศ จัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับแรงงานในต่างประเทศเป็นพิเศษ เป็นการคืนกำไรให้กับแรงงานที่ทำรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก เพื่อให้พวกเขามีโอกาสยกระดับทางการศึกษา ได้เรียนรู้และผึกอบรมในสถานที่ทำงานด้วย
2. ปรับปรุงทางด้านการบริหารจัดการในการเรียนการสอน กศน. โดยจัดให้มีเจ้าหน้าที่กศน. โดยตรง จำนวนหนึ่งที่เข้าไปดำเนินการทางด้านการบริหารจัดการ ส่งเสริมและประสานงานการจัดการศึกษาและส่งเสริมเรียนรู้ตามรูปแบบ กศน. อำนวยความสะดวกในเรื่องสื่ออุปกรณ์ ฝึกอบรมครูผู้สอน กำกับดูแลและติดตามผล โดยจัดในเมืองต่างๆในไต้หวันที่มีคนงานไทยจำนวนมาก บุคลากรชุดนี้น่าจะช่วยให้เกิดการจัดการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนงานไทยในไต้หวัน
3. การจัด "โรงเรียนในโรงงาน" ในรูปแบบของกลุ่มสนใจ กลุ่มการเรียนรู้ในระยะสั้นตามสภาพปัญหาและความต้องการ ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กับโรงงานและคนงานไทยไปพร้อม ๆ กัน เช่นกลุ่มการเรียนรู้ภาษาจีน การดูแลสุขภาพร่างกาย การใช้เวลาว่างและการพักผ่อน ศิลปะ กีฬาและการออกกำลังกาย เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้มีความเป็นไปได้ซึ่งโรงงานบางแห่งยินดีให้ความร่วมมือ และบางแห่งขอปรึกษากับทางฝ่ายนโยบาย ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ เพราะทางโรงงานก็ได้รับประโยชน์ด้วย
4. การส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัย เช่นการจัดสื่อต่าง ๆ ไว้ในมุมหนึ่งของโรงงาน จัดหา วารสาร นิตยสาร หนังสือเล่มเล็ก เล่มใหญ่ ที่มีเนื้อหาทางด้านความรู้ต่าง ๆ หนังสือบันเทิงที่คนงานชอบ หนังสือเกี่ยวกับครอบครัว หนังสือธรรมะ มีเทปให้คนงานขอยืมไปฟังได้ เมื่อใช้แล้วก็นำกลับมาไว้ที่เดิม สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้ โดยมีการประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับคนงานในการช่วยกันดูแล และในการจัดหาสื่อเป็นความร่วมมือของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน ร่วมกับเจ้าของโรงงาน นอกจากนี้มีการจัดกิจกรรมการศึกษาและนันทนาการในสวนสาธารณะ ซึ่งมี แรงงานไทยไปใช้บริการอยู่จำนวนไม่น้อย จะเป็นทางเลือกใหม่ในการส่งเสริมความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการนันทนาการ ซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยได้เป็นอย่างดี
5. การสร้างร่วมมือทางด้านการออกอากาศวิทยุกระจายเสียงของสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุ CBS เพื่อให้คนไทยสามารถรับฟังรายการจากประเทศไทย โดยเชื่อมโยงการออกอากาศ การจัดส่ง/แลกเปลี่ยนเทปรายการไปออกอากาศที่ไต้หวันหรือส่งกลับมาออกอากาศที่เมืองไทยความร่วมมือเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อแรงงานไทยและคนไทยที่อาศัยอยู่ในไต้หวัน ตลอดจนครอบครัวของแรงงานไทยที่อยู่ประเทศไทยได้อย่างดีเป็นอย่างยิ่ง
โดยสรุปแล้วการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับแรงงานไทยเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมความพร้อมกันตั้งแต่การให้ความรู้กันในประเทศไทย เป็นการให้ข้อมูลและเตรียมตัวก่อนที่เขาจะตัดสินใจไป-ไม่ไป และสำหรับปัญหาทางด้านการศึกษาและการเรียนรู้ที่เกิดกับแรงงานไทยต้องเร่งดำเนินการ ปัญหาเหล่านั้นมิใช่ปัญหาแยกส่วน หากแต่เป็นวงจรที่เกี่ยวโยงถึงกันหมด การแก้ปัญหาต้องเป็นความร่วมมือของกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การแก้ปัญหาแรงงานโดยใช้กระบวนการทางการศึกษา กรมการศาสนาซึ่งดูแลวัดอยู่ในต่างประเทศต้องเพิ่มบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน ฯ และกระทรวงศึกษาธิการอย่างใกล้ชิด มีการจัดสรรงบประมาณ จัดอัตรากำลัง เพื่อให้มีเจ้าหน้าที่ทางการศึกษาโดยเฉพาะ จัดการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ภายใต้การกำกับดูแลของสถานกงศุลไทย
ซึ่งบริหารงานแบบ CEO ตามนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว หากเป็นเช่นนี้การแก้ปัญหาและพัฒนาแรงงานไทยก็ไม่แยกส่วน หากแต่เป็นการร่วมมือและรวมพลังกันพัฒนาแรงงานไทยไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบอันเกิดจากความไม่รู้ จนกลายเป็นเหยื่อและเป็นชีวิตที่ราคาถูก ต้องเผชิญความทุกข์ยากและชะตากรรมไม่สิ้นสุดเช่นทุก