ปฏิรูปการศึกษาของจีน
คอลัมท์ ส่องการศึกษาโลก
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998
รัฐบาลจีนได้จัดทำแผนปฏิบัติการเสริมสร้างระบบการศึกษาของประเทศ
เพื่อการเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ของประเทศ
ด้วยตระหนักว่าวิทยาศาสตร์และการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย
ประธานาธิบดีเจียง เจ๋อ หมิน ได้เคยกล่าวไว้ว่า
ความแข็งแกร่งและการแข่งขันระหว่างประเทศของจีนจะก้าวไปได้ด้วยการพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่
ๆ ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ความรู้ และการศึกษา
นั่นสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษา
ซึ่งรัฐบาลจีนได้กำหนดไว้เป็นยุทธศาสตร์ลำดับต้น ๆ ของประเทศ
การพัฒนาการศึกษาของจีนก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก
มีระบบการศึกษาภาคบังคับกำหนดไว้ 9 ปี
และพยายามลดอัตราการไม่รู้หนังสือของประชาชนจีนวัยเด็กและวัยกลางคน
การศึกษาด้านวิชาชีพและการศึกษาผู้ใหญ่มีการพัฒนาขึ้น
ตลอดจนการศึกษาระดับสูงก็ได้ขยายตัวขึ้นเช่นกัน
นอกจากนั้น
การปฏิรูประบบการเรียนการสอนก็พัฒนาขึ้นเพื่อสอดรับกับความต้องการในการปรับประเทศให้ทันสมัย
Action Scheme for Invigorating Education Towards the 21st Century
เป็นเสมือนแม่บทในการพัฒนาการศึกษาของประเทศในศตวรรษที่ 21
กำหนดการดำเนินการของรัฐบาลไว้เป็นลำดับ
ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เปลี่ยนไป
โดยเน้นประเด็นสำคัญที่จะต้องดำเนินการให้เป็นจริงคือ
การจัดระบบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปีทั่วประเทศ
และลดอัตราการไม่รู้หนังสือของประชาชนจีน วัยเด็กและวัยกลางคน
นอกจากนั้นยังพยายามที่จะพัฒนาระบบการศึกษาในชนบทและในพื้นที่เศรษฐกิจต่าง
ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป
การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในด้านต่าง ๆ
มีความหลากหลายและมีกลวิธีที่แตกต่างกันไป
การเรียนการสอนมีตั้งแต่ในด้านวิชาการความรู้อบรมอาชีพ
เรื่อยไปจนถึงการพัฒนาคุณภาพของเด็กนักเรียนในด้านศีลธรรมจรรยา
โดยดำเนินการเรียนการสอนตั้งแต่การเรียนในระบบทั้งในภาคบังคับ
และไม่บังคับ ไปจนถึงการศึกษาทางไกลที่ทันสมัยและต่อเนื่อง
รัฐบาลยังได้ตั้งใจที่จะสร้าง science and technology parks
ในบริเวณรอบสถาบันการศึกษาต่าง ๆ
เพื่อให้สอดคล้องกับความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้นของเด็กนักเรียนนักศึกษา
รัฐบาลจีนตระหนักว่าการที่จะทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาข้างต้นให้เกิดขึ้นจริงได้นั้น
รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนด้านการศึกษาใหม่ กล่าวคือ
เปลี่ยนจากแนวคิดว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคไปเป็นการลงทุนเช่นเดียวกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจำเป็นของสังคม
โดยการลงทุนด้านการเงินทุนในทุกระดับของการศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาไม่ว่าค่าใช้จ่ายในการศึกษาของเด็กนักเรียน
หรือค่าใช้จ่ายสำหรับเงินเดือนบุคลากรผู้สอน
สิ่งนี้จะเห็นได้จากอัตราส่วนของงบประมาณประเทศด้านการศึกษาที่เพิ่มมากขึ้นจากเดิมร้อยละ
1 ในปี 1998 เป็นร้อยละ 3 ในปี 2000 นอกจากนั้น
รัฐบาลยังได้จัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาการศึกษาเพื่อให้ประโยชน์ต่อทั้งนักเรียนนักศึกษาและบุคลากร
โครงการ 211 (Project 211) ในช่วงแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 9
ของรัฐบาลจีนเป็นโครงการพัฒนาการศึกษาระดับสูงในบริบทการพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจและสังคม
มุ่งเน้นการอบรมบุคลากรอาชีพที่มีส่วนสำคัญช่วยเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจ
วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวัฒนาของประเทศ
เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับนานาประเทศ
ตลอดจนวางรากฐานการอบรมอาชีพในสถาบันการศึกษาภายในประเทศให้มีความมั่นคงด้วย
ส่วนประกอบหลักที่สำคัญของโครงการ 211 ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพ
ของสถาบันการศึกษาโดยรวม (การขยายตัวของสถาบันการศึกษา
การทำวิจัยด้านวิทยาศาสตร์
การพัฒนาระบบการดำเนินการของสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ)
การพัฒนาสาขาการศึกษาที่มีความสำคัญและเป็นหัวใจหลัก (เศรษฐศาสตร์
วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การทหาร)
และการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในระบบการศึกษาระดับสูง
ปัจจุบันโครงการ 211 ภายใต้การชี้แนะของ CPC Central Committee และ
State Council และการประสานงานของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง
และ State Planning Commission นี้ได้ดำเนินการไปอย่างราบรื่น
มีสถาบันการศึกษาระดับสูงทั่วประเทศ 101 แห่ง เข้าร่วม
และกำลังพัฒนาไปตามแนวทางหลักที่ตั้งไว้ให้บุคลากรในระบบการศึกษาระดับสูง
1) ส่งเสริมครูอาจารย์ที่มีอายุน้อยและมีคุณภาพในระบบการศึกษา
ในขณะเดียวกัน ก็เพิ่มคุณภาพในระบบการศึกษา ในขณะเดียวกัน
ก็เพิ่มคุณภาพของครูอาจารย์วัยกลางคน
ให้เป็นสันหลังของระบบการเรียนการสอนและการทำวิจัย
2) ส่งเสริมการประกอบอาชีพการสอนแบบเต็มเวลา
และให้การส่งเสริมตามความสามารถ
3) พัฒนาความรู้บุคลากรผ่านการฝึกอบรม
การคัดเลือกไปศึกษาต่อยังต่างประเทศและทำวิจัย
4)
ส่งเสริมให้นักเรียนจีนที่ศึกษาในต่างประเทศกลับทำงานในระบบการศึกษาของประเทศ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน
ได้ขยายระบบการศึกษาภาคบังคับเป็น 9 ปี และหลักสูตรการสอนแบ่งออกเป็น
2 ระดับ ได้แก่ หลักสูตรที่กำหนดโดยรัฐ
และหลักสูตรที่กำหนดตามท้องถิ่นให้สอดคล้องต่อความต้องการและความเป็นจริงของท้องถิ่น
นอกจากนั้นยังแบ่งหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นภาคทฤษฎีวิชาการและภาคกิจกรรม
และตลอดการศึกษาภาคบังคับ เด็กนักเรียนต้องผ่านการสอบปลายภาค
และการทดสอบความรู้ด้านต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ ในโรงเรียนประถม
ภาษาจีนและคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องบังคับสอบ ในขณะที่วิชาอื่น ๆ
เป็นวิชาที่ไม่บังคับสอบในโรงเรียนมัธยม
การสอบปลายภาคจะกระทำในกรอบวิชาที่รัฐกำหนด
นอกจากนี้รัฐยังกำหนดให้โรงเรียนประถมและมัธยมจัดหลักสูตรการศึกษาด้านศีลธรรมด้วย
โดยรวมการศึกษาแนวคิดด้านการเมือง ปรัชญา ศีลธรรม
และจิตวิทยาคุณภาพการศึกษาเพื่อให้เด็กนักเรียนที่จะเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองของประเทศมีความรักชาติ
จริยธรรม ศีลธรรม และมีความผูกพันในเชื้อชาติของตนด้วย
รัฐบาลจีนยังส่งเสริมกิจกรรมภายหลังการเรียนการสอนในโรงเรียน
โดยเปิดกว้างขึ้นอยู่กับความสนใจของเด็กนักเรียนแต่ละคน เช่น
ความสนใจในเรื่องการแสดงละคร งานศิลปะ งานเขียนบทประพันธ์
และการเข้าค่ายฤดูร้อน ฤดูหนาว เป็นต้น
การจัดทำตำราเรียน เนื่องจากจีนเป็นประเทศใหญ่
แต่ละมณฑลมีความแตกต่างในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม
รัฐบาลจีนจึงเปิดโอกาสให้โรงเรียนในพื้นที่ต่าง ๆ
พัฒนาตำราเรียนของตนเองให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และความต้องการของเด็กนักเรียนในพื้นที่นั้น
ๆ และเพื่อให้ตำราเรียนเหล่านี้มีคุณภาพเป็นไปตามที่รัฐต้องการ
จึงเกิดระบบตรวจสอบและอนุมัติตำราเรียนขึ้นในระบบการศึกษาของจีน
ตำราเรียนทุกเล่มของวิชาบังคับ
ซึ่งจะใช้ในการเรียนการสอนระดับประถมและมัธยมนั้น
ต้องได้รับการตรวจสอบและอนุมัติจาก State Textbooks Examination and
Approval Committee
ก่อนที่จะได้รับการจัดพิมพ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหาด้านปรัชญาความคิด
จิตใจ และการทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ
สำหรับอุปกรณ์/ตำราเรียนเสริมนั้นจะต้องได้รับการตรวจสอบและอนุมัติจาก
Provincial - level School Textbook Examination and Approval
Committee ด้วยเช่นกัน
และจะได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้เฉพาะในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
การอบรมอาชีพ
การอบรมด้านอาชีพในจีนมีมาเป็นเวลาช้านานแล้ว
และได้รับยกระดับการพัฒนาเรื่อยมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังปี ค.ศ.
1949 การอบรมในด้านนี้ได้รับการปรับปรุงพัฒนาให้มีเนื้อหาสาระมากขั้น
และในปี ค.ศ. 1991 สภาแห่งรัฐได้จัดทำ "Decision on Energetically
Developing Vocational and Technical Education"
เพื่อกำหนดกรอบงานและวัตถุประสงค์ในการพัฒนาการอบรมด้านอาชีพให้เป็นไปตามระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
และต่อมาคณะกรรมการบริหารพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีนได้กำหนด "Outline
on Reform and Development of Education in Chain"
ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลในระดับต่าง ๆ
ให้ความสำคัญต่อการศึกษาด้านอบรมอาชีพ ในปี ค.ศ. 1996
กฎหมายการศึกษาอบรมอาชีพได้ถูกบัญญัติขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกและได้รับการปฏิบัติให้เกิดผล
กฎหมายฉบับดังกล่าวให้การคุ้มครองทางกฎหมายสำหรับการพัฒนาและปรับปรุงการศึกษาด้านอบรมอาชีพ
หลังจากนั้นเพียง 1 ปี รายงานการประชุมสภาแห่งชาติฉบับที่ 15
ได้ระบุอย่างชัดเจนถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศผ่านวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและการศึกษา พร้อมทั้งการรักษาการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า
ให้ดำเนินการผ่านการศึกษา
ด้านอบรมอาชีพและการศึกษาผู้ใหญ่ในรูปแบบต่าง ๆ ควรได้รับการจัดทำ
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ดี
สำหรับการพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21
ระบบการศึกษาอบรมอาชีพในจีนแบ่งการศึกษาอบรมอาชีพในโรงเรียนและการ
อบรมอาชีพทั่วไป
การศึกษาอบรมอาชีพในโรงเรียนเริ่มหลังจากที่เด็กนักเรียนจบการศึกษาภาคบังคับ
หรือสำหรับเยาวชนผู้ที่มีพื้นฐานการศึกษาบ้าง
หรือประสงค์ที่จะศึกษาอบรมด้านอาชีพใดอาชีพหนึ่งโดยเฉพาะ
สำหรับการอบรมอาชีพทั่วไปนั้น
ส่วนมากเป็นการดำเนินการของบริษัทที่จะอบรมฝึกฝนลูกจ้างของตน
กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงแรงงานจะดำเนินการร่วมกันในการจัดทำรายการอบรม
ผ่านศูนย์อบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพลูกจ้าง
ความสำเร็จของการศึกษาอบรมอาชีพในจีน
ทำให้จีนมีการขยายขนาดการศึกษาอบรมอาชีพอย่างรวดเร็ว
ยกระดับคนงานด้านเทคนิค ผู้จัดการ คนงานที่ใช้ทักษะ และแรงงานต่าง ๆ
ส่งเสริมให้มีการสร้างบุคลากรเฉพาะในด้านการอบรมอาชีพ
เพิ่มคุณภาพและระดับการศึกษาอบรมอาชีพ เพิ่มการพยายามเรียนรู้
การอบรมอาชีพจากต่างประเทศและนำมาปรับใช้เข้ากับการอบรมอาชีพของประเทศ
ขยายการศึกษาอบรมอาชีพในเมืองอย่างรวดเร็ว และสถาบันการศึกษาอบรมอาชีพ
มีบทบทสำคัญมากยิ่งขึ้น
การศึกษาอบรมอาชีพของจีนกับความร่วมมือกับต่างประเทศ ในช่วง 20
ปีที่ผ่านมา
จีนส่งคณะไปเยือนเพื่อศึกษาการอบรมอาชีพในต่างประเทศเป็นจำนวนมากและในหลายประเทศ
และในขณะเดียวกันก็ให้การต้อนรับคณะจากต่างประเทศในด้านนี้จำนวนมากเช่นกัน
ตลอดจนมีการติดต่อกับองค์การต่างประเทศต่าง ๆ เช่น UNESCO UNDP APEC
World Labor Organization และ UNPF
การศึกษากับประชากรจีน
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 10 (2544 - 2548)
รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เสริมสร้างศักยภาพของบุคคลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่จีนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งการพัฒนาและก้าวควบคู่ไปกับประชาคมโลก
จีนได้เป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนาทางด้านการศึกษาจัดนิทรรศการการศึกษาเป็นประจำทุกปีเพื่อกระตุ้นความสนใจของประชาชนจีน
ซึ่งปรากฏว่ามีสถาบันการศึกษาทั้งภายในและต่างประเทศ
ตลอดจนประชาชนจีนเข้าร่วมงานกันมาก
นอกจากการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาอย่างต่อเนื่องแล้ว
จีนยังมีเป้าหมายพัฒนาการศึกษาครูในประเทศเพื่อผลิตครูประเภทใหม่ที่มีความสร้างสรรค์และมีทักษะดีสำหรับการพัฒนาประเทศในศตวรรษที่
21
มาตรการการพัฒนาการศึกษาครูในประเทศ ได้แก่
การคำนึงถึงการพัฒนาครูในชนบท การพัฒนาเพื่อกลับไปสร้างสรรค์ชนบท
การพัฒนาเพื่อกลับไปสร้างสรรค์ชนบท
ปรับปรุงการศึกษาครูในทุกระดับของสถาบันอบรมครู
วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยครู นอกจากนั้น
พยายามจะสร้างกฎหรือนโยบายเพื่อการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง
สร้างเครือข่ายการพัฒนาการศึกษาครูโดยอาศัยเทคโนโลยีและข้อมูลการศึกษาที่หลากหลายตลอดจนปรับปรุงหลักสูตรการสอนสมัยใหม่
กำหนดช่วงเวลาการพัฒนาครูเพื่อการพัฒนาครูที่มีคุณภาพโดย
ร่วมปฎิวัติการศึกษาเพื่อความเป็นไท
http://gotoknow.org/blog/plays-learns/320506