การพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่เริ่มด้วยภาษาแม่
ดร. สุชิน เพ็ชรักษ์
การประชุมระดับภูมิภาค
ในระหว่างวันที่ ๑๘-๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๐ UNESCO APPEAL ได้จัดการประชุมระดับภูมิภาคเรื่อง "การพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาเพื่อการรู้หนังสือในระบบทวิภาษาหรือการใช้ภาษาแม่เป็นฐาน" (International workshop on Improving Quality of Mother Tongue/bilingual Literacy Programmes) ขึ้นที่กรุงธากา ประเทศบังคลาเทศ
เดินทางไปบังคลาเทศ
ก่อนจะถึงบังคลาเทศขอเสนอข้อมูลพื้นฐานบางอย่างสักเล็กน้อย ดังต่อไปนี้
บังคลาเทศได้รับอิสรภาพเมื่อเดือนมีนาคมปี พ.ศ. ๒๕๑๔ มีพื้นที่ราว ๑๔๗ ตารางกิโลเมตร ประชากรราว ๑๒๔ ล้านคน ข้อมูลในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ชี้ว่ารายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรประมาณ ๔๖๓ เหรียญสหรัฐ ประชากรที่อาศัยในชุมชนเมืองมีราว ๒๓% ของประชากรทั้งหมด ระบบการศึกษาของประเทศประกอบด้วยระดับประถมศึกษา ๕ ปี มัธยมศึกษา ๗ ปี และ ระดับอุดมศึกษา ๔-๕ ปี อัตราการรู้หนังสือในประชากรที่มีอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปมีเพียง ๕๑% อัตราการเข้าเรียนในระดับประถมศึกษามี ๘๗% แต่อัตราการเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษามีราว ๕๗% เท่านั้น ราว ๙๘% ของประชากรใช้ภาษาเบงกาลีในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาราชการ และเป็นภาษาในการจัดการเรียนการสอน มีประชากรเพียง ๒% เท่านั้นที่ใช้ภาษาประจำกลุ่มชาติพันธุ์
วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๐ เดินทางโดยเครื่องบินของสายการบินไทยใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ ถึงสนามบิน Zia International Airport นครธากา ลงจากเครื่องบินเทียบเวลาแล้วเห็นว่าที่บังคลาเทศช้ากว่าเมืองไทย ๑ ชั่วโมงพอดี
ผู้เข้าร่วมประชุม
ตอนเช้าวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๐ Malama Meleisea ผู้แทน UNESCO ประจำบังคลาเทศ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม และย้ำว่าการเริ่มต้นโครงการเสริมสร้างการรู้หนังสือด้วยภาษาแม่นั้นมีส่วนช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างทั่วถึง และยังเป็นการส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมด้วย โดยทั่วไปแล้วการเรียนภาษาประจำชาตินับว่ามีความสำคัญยิ่ง แต่งานวิจัยในภูมิภาคต่าง ๆ ช่วยยืนยันได้ว่าคุณภาพการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ด้วยการเริ่มต้นเรียนภาษาแม่เสียก่อน
ผู้เข้าร่วมประชุมมาจากสามทวีปคือ จากเอเชียได้แก่ ไทย จีน เวียตนาม กัมพูชา บังคลาเทศ อินเดีย อัฟกานิสถาน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เนปาล อินโดนีเซีย จากอัฟริกาได้แก่ อัฟริกาใต้ ยูกานดา แคเมอรูน เบอร์กินา ฟาโซ และแทนซาเนีย จากอมริกาใต้ได้แก่โบลิเวีย ผู้สังเกตการณ์ และ วิทยากรชาวอเมริกันที่กำลังทำงานอยู่ในกัมพูชา เวียตนาม ฟิลิปปินส์ UIE และ GTZ รวมทั้งเจ้าหน้าที่จาก UNESCO Bangkok รวมแล้วประมาณ ๖๐ คน นับเป็นการประชุมระดับใหญ่ครั้งหนึ่งทีเดียว
การเสนอผลงานของประเทศไทย
วันแรกนี้ได้นำเสนอรายงานโครงการทดลองนำร่องระบบทวิภาษาของประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นข้อมูลจากแผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนมีประชากรที่มิได้ใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวันอยู่เป็นอันมาก ข้อมูลการสำรวจผู้ไม่รู้หนังสือของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ชี้ให้เห็นว่าอัตราการรู้หนังสือในภาคเหนือและภาคใต้ต่ำกว่าภาคอื่น ๆ ยิ่งดูอัตราการรู้หนังสือของประชากรชายและหญิงในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยแล้ว จะเห็นได้ว่ายังต่ำกว่าในพื้นที่อื่น ๆ ทั้งที่รัฐบาลพยายามส่งเสริมการรู้หนังสือไทยตลอดมา แต่เราก็ยังยึดติดอยู่กับการเริ่มต้นการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยและใช้ภาษาไทยในการสอนตลอดมา โดยไม่ตระหนักถึงความลำบากของผู้เรียนทั้งเด็กและผู้ใหญ่
เมื่อเกิดทดลองนำร่องระบบทวิภาษาขึ้นที่อมก๋อยก็ได้พัฒนาทางเลือกใหม่โดยเริ่มจากศูนย์ คือพัฒนาระบบเขียนสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปว์ จัดทำผังตัวอักษร จัดทำพจนานุกรมเบื้องต้น ทำคู่มือการเขียน แบบฝึกเขียน และสื่อที่ใช้ในการเรียนการสอนซึ่งครูและนักเรียนร่วมกันสร้างขึ้นใช้เอง จัดทำแบบเรียนภาษากะเหรี่ยงโปว์ พยายามสร้างบรรยายทวิภาษาในศูนย์การเรียน รวมทั้งพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง
เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) และผู้ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการหลายท่านเห็นว่าแนวทางนี้น่าจะได้ผลดีจึงเกิดการอบรมครูและผู้ช่วยครูเพื่อขยายพื้นที่ดำเนินการให้กว้างขวางยิ่งขึ้น แต่การสร้างและสะสมความรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษาในระบบทวิภาษาหรือพหุภาษาของประเทศก็หยุดชะงักลงด้วยความคิด ความเชื่อ ที่ไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตามการทดลองระบบการจัดการเรียนการสอนทางเลือกนี้ก็ยังคงเดินหน้าอยู่ในโรงเรียนนำร่องสังกัด สพฐ. (กลุ่มมอญ กะเหรี่ยง และมลายูถิ่นไทย)
ส่วนวันที่สอง ได้นำเสนอผลการพัฒนาหลักสูตรและการสอนคณิตศาสตร์ในชีวิต (cultural mathematics) ในระบบทวิภาษาที่อมก๋อยเช่นเดียวกัน โดยชี้ว่ามีปรัชญาคณิตศาสตร์แง่หนึ่ง (social constructivism thesis) ที่เชื่อว่าคณิตศาสตร์เป็นสิ่งที่แต่ละสังคมสร้างขึ้นมาเองได้ ความหมาย ความถูกต้อง จึงกำหนดโดยสังคมที่เป็นเจ้าของ ดังนั้นจึงเป็นการเหมาะสมที่จะศึกษาคณิตศาสตร์ที่มีใช้กันอยู่ในแต่ละวัฒนธรรม และนำมาใช้ในการเรียนการสอนในระยะเริ่มต้น เช่นเดียวกับการเริ่มต้นเรียนภาษาแม่ ใช้ภาษาแม่ในการอธิบายและทำความเข้าใจความหมาย สำหรับการทดลองนี้ได้ตัวอย่างหลักสูตรมาจากปาปัว นิวกินี อาศัยประสบการณ์ของนักวิชาการที่ศึกษาระบบทวิภาษา รวมทั้งครูที่มีประสบการณ์สอนชาวกะเหรี่ยงโปว์มานานพอสมควร ในการปรับปรุงแก้ไข จนเป็นหลักสูตรคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวันสำหรับเด็กก่อนประถมศึกษา และชั้น ป.๑-๒ รวมทั้งนำเนื้อหาไปใส่ไว้ในแผนการสอนระดับก่อนประถมศึกษาจนครบ ๑ ปีแล้ว จากการติดตามผลการสอนพบว่านักเรียนมีความสนใจ ครูสามารถใช้สื่อการสอนจากสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วในชุมชน
ความเห็นจากผู้เข้าประชุม
ข้อเสนอที่น่าสนใจจากทั้งการนำเสนอของวิทยากร กลุ่มย่อย และผู้แทนแต่ละประเทศ ดังต่อไปนี้
(๑) ควรเชื่อมโยงโครงการทวิภาษาเข้ากับโครงการพัฒนาชุมชนทางด้านอื่น ๆ (conver-gence of all activities) การแก้ปัญหาความยากจน การจัดการสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหา HIV AIDS หรือการค้ามนุษย์ เป็นต้น จะทำให้มีการสนับสนุนและพลังขับเคลื่อนมากขึ้น ลดการต่อต้านจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่ยังไม่เข้าใจความจำเป็นของการจัดการศึกษาระบบทวิภาษา ซึ่งยังมีอยู่อีกเป็นจำนวนมาก
(๒) การวางแผนและปฏิบัติการในระยะยาวเป็นเรื่องสำคัญ ผลของการจัดการเรียนการสอนระบบทวิภาษาเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ต้องอาศัยความอดทน ความมุ่งมั่น และการสนับสนุนทางงบประมาณและวิชาการอย่างต่อเนื่อง
(๓) โครงการทวิภาษาจำเป็นต้องแสวงหาอาสาสมัครเข้ามาช่วยทำงานในระยะยาว และได้การสนับสนุนทางจากผู้ชำนาญการอย่างต่อเนื่อง
(๔) ควรให้ความสำคัญเรื่องการสร้างเสริมพลังอำนาจ (empowerment) ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มสตรี ไม่ใช่มุ่งแต่ด้านทวิภาษาเท่านั้น
(๕) ความเป็นเจ้าของของชุมชน (community ownership) เป็นเรื่องสำคัญ ควรเริ่มดำเนินการโครงการทวิภาษาเมื่อชุมชนมีความพร้อม และควรเริ่มขับเคลื่อนจากชุมชนมากกว่าด้วยนโยบายจากระดับสูง ต้องมีความเข้าใจวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์เป้าหมายเป็นอย่างดี การดำเนินงานโครงการทวิภาษาจำเป็นต้องใช้เวลาปรึกษาหารือกับชุมชนอย่างใกล้ชิด ส่วนใหญ่ครูที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ทดลองนำร่องยังไม่สามารถพูดภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ได้ จึงทำให้ยังขาดครูทวิภาษา
(๖) ควรมีการกำหนดหน่วยงานเพื่อรองรับงานการวิจัยและพัฒนาการจัดการศึกษาระบบทวิภาษาขึ้นโดยเฉพาะ
(๗) การประสานความคิดและการดำเนินงานระหว่างองค์กรท้องถิ่นและรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อนมาก เรื่องทวิภาษามีความอ่อนไหวทางการเมืองเสมอ มักมีประเด็นเรื่องความมั่นคงของชาติ และมีอคติทางเชื้อชาติผสมอยู่เสมอ แม้ว่าในรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่าง ๆ จะมีการกำหนดอย่างชัดเจนว่าทุกคนมีความเสมอภาคกันก็ตาม
(๘)การทดลองนำร่องเป็นเรื่องจำเป็นรัฐบาลต้องมีรูปแบบที่เหมาะสมเสียก่อนที่จะดำเนินการขยายผล
(๙) การพัฒนาโครงการทดลองนำร่องควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป (gradual process) เนื่องจากการพัฒนาภาษาต้องใช้เวลา ฝึกซ้ำ และค่อย ๆ ก้าวไปทีละขั้นตอน หากจะเร่งรัดให้ไวขึ้นก็ต้องใช้ความสามารถเป็นพิเศษ ซึ่งจากการวิจัยยังไม่เคยพบว่าจะสามารถทำได้
(๑๐) หากมีปัญหาการต่อต้านโครงการทวิภาษา อาจเริ่มต้นด้วยเรื่องอื่น ๆ ที่อยู่ในความสนใจของรัฐบาลและประชาชนก่อน เช่น เรื่อง HIV AIDS การค้ามนุษย์ สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ cultural mathematics ก่อน เป็นเส้นทางอ้อมก่อนที่จะก้าวไปสู่เรื่องทวิภาษา เนื่องจากเห็นความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการควบคู่กันไปแล้ว
(๑๑) การนำเสนอเรื่องคณิตศาสตร์ในชีวิตนั้นช่วยชี้ให้เห็นว่าหากต้องการลงรายละเอียดในเนื้อเรื่องที่จะนำมาใช้สอนกันในระบบทวิภาษาควรดำเนินการอย่างไร นับเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด ก้าวหน้าที่สุด และได้รับความสนใจจากหลายคนทีเดียว และพร้อมจะหาแหล่งค้นคว้าเพิ่มเติมให้ด้วย สำหรับผู้เขียนเองพยายามนำการวิจัยเพื่อท้องถิ่นเข้ามาใช้มากขึ้นเป็นลำดับ คือสนับสนุนให้ครูซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยงโปว์ด้วยศึกษาลึกลงในรายละเอียดด้วยตนเอง และนำข้อมูลทั้งข้อเขียนและภาพถ่ายมาปรึกษาหารือกันเพื่อกำหนดแนวทางที่จะศึกษาต่อไปเป็นระยะ ๆ สิ่งต่างๆ ที่แสดงถึงความคิดหลักทางคณิตศาสตร์ที่มีอยู่ในชุมชนนั้นนับเป็น object-to-think-with ได้เป็นอย่างดี กระบวนการจัดการเรียนการสอนก็ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นอย่างยิ่ง และที่สำคัญเนื้อหาเป็นเรื่องของชุมชนโดยแท้ (ownership)
(๑๒) ระบบทวิภาษาอาจจะเหมาะกับการศึกษานอกโรงเรียนมากกว่าในโรงเรียนก็เป็นได้ อย่างไรก็ดีแต่ละประเทศจำเป็นต้องมีนโยบายเรื่องภาษาให้ชัดเจน ควรส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนระบบทวิภาษาในระดับที่สูงกว่าประถมศึกษาด้วย และดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์ของผู้เรียนด้วย
(๑๓) การจัดการเรียนการสอนของครูในระดับท้องถิ่นยังขาดมาตรฐาน ขาดการตรวจสอบความถูกต้อง ยิ่งนำไปใช้ในชุมชนที่หลากหลายจำเป็นต้องมีการพัฒนามาตรฐานของภาษาแม่อย่างจริงจัง
(๑๗) ควรพิจารณาใช้ประโยชน์เยาวชนที่ยังว่างงานและมารดาที่มีการศึกษา แต่ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน ให้มีบทบาทช่วยสนับสนุนเรื่องการส่งเสริมการรู้หนังสือระบบทวิภาษาด้วย
(๑๔) Transfer หมายถึงความสามารถของมนุษย์ในการนำทักษะในการเรียนรู้ภาษาหนึ่งไปใช้ในขณะที่พูดอีกภาษาหนึ่งได้ ที่จริงเรื่องนี้อาจจะเกิดแบบข้ามไปข้ามมาระหว่างภาษาแม่และภาษาประจำชาติได้ตลอดเวลา แต่งานวิจัยชี้ว่าการก้าวจากภาษาแม่ไปสู่ภาษาที่สองจะมีประสิทธิภาพที่สุด ผู้เรียนจะมีสิ่งที่เรียกว่า meta-linguistic ability ด้วย คือสามารถพูดถึงภาษาและการรู้หนังสือในภาษาต่าง ๆ ได้ด้วย ที่จริงการ transfer ความสามารถในการใช้ภาษาและแนวความคิดต่าง ๆ จากภาษาแม่ไปสู่ภาษาประจำชาตินั้นเกิดขึ้นได้เองโดยอัตโนมัติเมื่อผู้เรียนมีความพร้อมเร่งรัดไม่ได้
(๑๕) ส่วน Transition หมายถึงการเปลี่ยนจากการใช้ภาษาแม่ไปสู่ภาษาประจำชาติในการเรียนการสอน เป็นที่น่าสังเกตว่า Transition ที่มีประสิทธิภาพนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของ Transfer นั่นเอง การก้าวผ่านไปยังภาษาประจำชาติโดยหยุดการใช้ภาษาแม่เลยนั้นถือว่ายังไม่เหมาะสม เนื่องจากรูปแบบการเรียนทวิภาษาที่ดีที่สุดนั้นไม่ใช่เป็นการตัดภาษาแม่ออกไปจากระบบการเรียนการสอนโดยสิ้นเชิงเลยทีเดียว
(๑๖) พัฒนาการของภาษาแม่นั้นเริ่มขึ้นนับแต่เกิดไปจนถึงอายุ ๑๒ ปีและมากกว่านั้น สิ่งที่จำเป็นคือการพัฒนาความสามารถในการอ่านและเขียนภาษาแม่ หากเด็กมีความเข้มแข็งในภาษาแม่แล้วก็จะช่วยให้การเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ในระดับต่อ ๆ ไปได้มากขึ้น เนื่องจากเป็นการเริ่มต้นจากสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว การทดสอบก็ควรใช้ภาษาแม่ด้วยเช่นกัน นั่นคือให้เด็กตอบด้วยภาษาแม่ ไม่ใช่ภาษาประจำชาติ ที่สำคัญคือจะช่วยอำนวยประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันได้มากขึ้น
(๑๗) การนำภาษาประจำชาติเข้ามาใช้ในการเรียนการสอนควรเป็นไปในลักษณะเพิ่มเติมต่อเข้ากับภาษาแม่ นั่นคือควรเริ่มจากการฟัง-พูดก่อน ไม่ต้องก้าวเร็วจนเกินไป
(๑๘) ควรพิจารณาใช้ two-side bilingual books/testing นั่นคือในเอกสารเล่มหนึ่งอาจจัดทำหน้าซ้ายเป็นภาษาแม่ มีข้อความและภาพประกอบที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของผู้เรียน สวนหน้าขวามือมีข้อความและภาพประกอบที่ใช้ร่วมกันในทั้งสองภาษา
(๑๙) นักเรียนต้องการเวลา ๕-๗ ปีสำหรับการพัฒนาภาษาประจำชาติ จึงจะสามารถใช้ในการเรียนได้อย่างคล่องแคล่ว ภาษาที่ใช้กันในโรงเรียนก็ดี ในแบบเรียนต่าง ๆ ก็ดีล้วนแต่เป็นนามธรรม โดยเฉพาะเริ่มตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ เป็นต้นไป จึงต้องคำนึงถึงพัฒนาการในภาษาประจำชาติด้วย มิฉะนั้นนักเรียนจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ จะประสบความลำบากในการเรียนเป็นอย่างยิ่ง
(๒๐) ควรใช้สื่อและวิธีการสอนที่เป็นระบบทวิภาษาให้ยาวนานขึ้น กินเวลาหลายปีต่อ เนื่องกัน จะมีผลช่วยส่งเสริมการเรียนของนักเรียนได้มากขึ้น
(๒๑) Biliteracy หมายถึงการอ่านและเขียนได้ทั้งสองภาษา ส่วน Bilingualism หมายถึงความเข้าใจและพูดได้ทั้งสองภาษา ความสามารถเช่นนี้เกิดจากกระบวนการ transfer นั่นคือสร้างความเข้มแข็งในการรู้หนังสือและการเรียนแนวคิดต่าง ๆ ด้วยภาษาแม่ก่อน แล้วค่อยก้าวไปสู่การสอนฟัง-พูดภาษาประจำชาติ
(๒๒) ผู้ใหญ่อาจจะมีลักษณะ semi-bilingual อยู่แล้ว พวกเขามีความรู้และประสบการณ์ในชีวิตมาก เราจำเป็นต้องประเมินความพร้อมของผู้เรียนและใช้เป็นพื้นฐานในออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน
(๒๓) การขับเคลื่อนโครงการทวิภาษาควรเริ่มจากชุมชนฐานราก เพื่อให้เกิดผลในการผลักดันให้เกิดการสร้างกฎหมายและตราไว้ในรัฐธรรมนูญ บางครั้งอาจจะมีการขัดขวางโครงการ บางครั้งโครงการก็อาจจะก้าวหน้าไปได้ดี แกว่งไปแกว่งมาเช่นนี้เสมอ จึงไม่ต้องเป็นกังวลเมื่อประสบปัญหาการขาดการสนับสนุนจากหน่วยราชการระดับสูง ขอให้ดำรงงานในชุมชนได้ก็พอ ในประเทศอื่น ๆ ก็เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาแล้ว
(๒๔) การพัฒนาเครือข่ายนับเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ที่มีประสบการณ์ในการทดลองจัดการ ศึกษาระบบทวิภาษาควรมีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กันอยู่เสมอ
(๒๕) การผลักดันในระดับนโยบายนั้นมีหน่วยงานระดับนานาชาติหลายแห่งร่วมพลังกัน เช่น UNESCO, UNICEF องค์กรที่มีเงินทุน และองค์กรพัฒนาเอกชนระดับนานาชาติ เป็นต้น ผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินส่วนใหญ่หันไปช่วยทำให้สิ่งที่ปรากฏอยู่ในแผนการจัดการศึกษาของแต่ละประเทศเกิดผลกว้างขวางขึ้น เช่น เมื่อมีต้นฉบับสื่อแล้วก็ช่วยให้มีการพิมพ์จำนวนมากขึ้น เป็นต้น ไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือโครงการทดลองนำร่องเฉย ๆ นักวิจัยก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบในการให้คำแนะนำต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพของแต่ละประเทศ และร่วมทำงานกับผู้รับผิดชอบในแต่ละประเทศอย่างใกล้ชิด ใช้รูปแบบที่มีพื้นฐานบนหลักการพัฒนาทางภาษา
(๒๖) การสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นในกลุ่มคนจำนวนมาก จะนำไปสู่การเข้าร่วมในโครงการ ร่วมรับผิดชอบ ถือเป็นเจ้าของ และเกิดแรงกระตุ้นให้ลงมือปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้เองจึงต้องแน่ใจว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายต้องการโครงการจริง ๆ และรับผิดชอบโครงการด้วยตนเอง ต้องร่วมคิดอย่างจริงจังและสร้างสรรค์ในการระบุและวิเคราะห์ความต้องการ และวางแผนกิจกรรมโครงการทวิภาษา
(๒๗) บุคคลภายนอกควรทำงานในลักษณะ community-based development ที่สำคัญคือมีการประสานความคิด แนวทางการดำเนินงาน และการสนับสนุนให้สอดคล้องกันตั้งแต่ระดับนานาชาติ ระดับชาติ ภาค จังหวัด จนถึงพื้นที่ดำเนินการ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาขัดแย้งกันเองและนำไปสู่การหยุดชะงักในการดำเนินงานเป็นอย่างยิ่ง
(๒๘) การขับเคลื่อนโครงการทวิภาษาอาจทำได้หลายอย่าง โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายของผู้มีส่วนร่วมฝ่ายต่าง ๆ การเผยแพร่ข่าวสารทางสื่อมวลชนและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การจัดประชุมทำความเข้าใจและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในระดับชาติและระดับล่าง การนำเข้าไปผนวกเข้ากับระบบการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ เพื่อทำให้เกิดความสนใจและมีการจัดสรรงบประมาณ จัดทำหนังสือเผยแพร่ประสบการณ์จากโครงการทดลองนำร่อง การก้าวไปสู่การจัดการเรียนการสอนเรื่องทวิภาษาในมหาวิทยาลัยด้วย ควรจัดสรรเงินทุนวิจัยเพื่อการศึกษาเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง นอกจากนั้นในการฉลองปีสากลเรื่องภาษาของสหประชาชาติก็ควรจะมีการเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ และผนวกเอาเรื่องทวิภาษาเข้าเป็น national issue ด้วย
(๒๙) มีข้อเสนอเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (south-south co-operation) ที่สะท้อนมาจากกลุ่มย่อยคือ ในระยะ ๖ เดือนข้างหน้านี้ประสงค์จะร่วมกันพัฒนาบุคลากรเรื่องการออกแบบหลักสูตรที่เน้นเรื่องคณิตศาสตร์ในชีวิตโดยเฉพาะ นอกจากนั้นก็มีข้อเสนอเรื่องการปรับปรุงคุณภาพสื่อในภาษาแม่ก่อน จัดการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรด้านการพัฒนาสื่อ การวิจัย และการจัดทำเอกสารโครงการ เป็นต้น ส่วนในระยะ ๒ ปีข้างหน้ามีข้อเสนอเรื่องการพัฒนาบุคลากรต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการพัฒนาสื่อ การจัดทำกรณี best practices และนำมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน การจัดสื่อการเรียน การผลิตวีดิทัศน์และเอกสารเผยแพร่โครงการ การจัด study tour เป็นต้น
นับเป็นการประชุมที่มีสาระ มีส่วนร่วม ใช้เวลากันเต็มที่ และที่สำคัญคือได้รู้จักและเกิดมิตรภาพกับผู้ที่สนใจและทำงานในเรื่องเดียวกันในภูมิภาคต่าง ๆ นี่คือพลังที่จะช่วยผลักให้การศึกษาระบบทวิภาษาหรือพหุภาษาก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง กว้างขวาง และได้รับการยอมรับจากสาธารณชนมากขึ้นเป็นลำดับ