ความรู้และประสบการณ์มีคุณค่า นำมาเทียบระดับการศึกษาได้
พรทิพย์ กล้ารบ
การเทียบระดับการศึกษาเป็นคำใหม่สำหรับประเทศไทย เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2 ) พ.ศ.2545 ในมาตรา 16 วรรคสุดท้าย ที่ว่าการแบ่งระดับและเทียบระดับการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ในกฎกระทรวงได้ให้นิยาม การเทียบระดับการศึกษา ว่าหมายถึง การนำผลการเรียน ความรู้และประสบการณ์ ที่ได้รับการศึกษานอกระบบ ที่จัดเป็นหลักสูตรเฉพาะ หรือหลักสูตรฝึกอบรม ตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และการศึกษาตามอัธยาศัย การฝึกอบรม หรือจากประสบการณ์การทำงาน มาประเมินเพื่อเทียบระดับการศึกษาระดับใดระดับหนึ่ง
มาตร 15 กำหนดว่าการศึกษามี 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาในระบบ ผู้ที่เรียนจบจะได้รับประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนต้น หรือมัธยมศึกษาตอนปลาย ส่วนการศึกษานอกระบบ ผู้เรียนที่เรียนหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนขั้นพื้นฐาน จบแล้ว จะได้รับประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนต้น หรือมัธยมศึกษาตอนปลายเช่นเดียวกับการศึกษาในระบบโรงเรียน ส่วนผู้เรียนที่เรียนหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนที่เป็นหลักสูตรระยะสั้น หรือหลักสูตรฝึกอบรมต่าง ๆ จะไม่มีประกาศนียบัตรระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หรือมัธยมศึกษาตอนปลายให้ เช่นเดียวกันกับผู้ที่เรียนตามอัธยาศัย ดังนั้นผู้เรียนที่พลาด ขาดโอกาส ที่จะได้รับประกาศนียบัตรระดับการศึกษาภาคบังคับ และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีอายุพ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ แต่เป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ทั้งจากการเรียนรู้นอกระบบที่ไม่ได้แบ่งเป็นระดับ จากการศึกษาตามอัธยาศัย การฝึกอาชีพ หรือจากประสบการณ์การทำงาน ประสบความสำเร็จในอาชีพ สามารถนำมวลความรู้และประสบการณ์ทั้งหลายเหล่านั้นมาประเมินเพื่อเทียบระดับการศึกษาระดับใดระดับหนึ่งได้ ซึ่งเรียนกว่าการประเมินเทียบระดับการศึกษา ดังนั้น การเทียบระดับการศึกษาจึงนับเป็นกลไกที่สำคัญอย่างยิ่งในการเชื่อมโยงการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยเข้าด้วยกัน
คำว่าการเทียบระดับการศึกษา แต่เดิมมีคำที่มีความหมายใกล้เคียง เช่น การสอบเทียบ การเทียบวุฒิ การสอบเทียบความรู้ แต่ในพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2 ) พ.ศ.2545 มาตรา 16 ใช้คำว่า เทียบระดับการศึกษา เพียงคำเดียวเท่านั้น
ผู้เขียนขอนำเสนอการประเมินเทียบระดับเป็น 2 ระยะ คือระยะก่อน และ ภายหลังประกาศใช้พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2 ) พ.ศ.2545 มีดังนี้
ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน
ก. ระยะก่อนประกาศใช้พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542
การเทียบระดับการศึกษาในประเทศไทย ในช่วงก่อนประกาศใช้พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 เคยมีมาก่อน แต่คำที่ใช้และวิธีการ จะแตกต่างกัน จึงของเสนอตัวอย่าง การดำเนินที่คล้ายคลึงกับการเทียบระดับ ( อ้างจาก สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน ,2548 )ดังนี้
ก.1 การสอบวิชาชุดครู การสอบวิชาชุดครูเป็นการเปิดโอกาส ให้ครูที่อยู่ในท้องถิ่นห่างไกลได้มีโอกาสเลื่อน วิทยฐานะ โดยการเรียนทางวิทยุไปรษณีย์ โดยการอบรมในระหว่างปิดภาคฤดูร้อน รวมทั้งการศึกษาด้วยตนเองแล้วมาสมัครสอบวิชาชุดครู วิชาที่สอบมี 3 ชุด คือ ชุดวิชาบังคับ ชุดวิชาเลือก และชุดวิชาเลือกพิเศษ
ผู้ที่จะสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพิเศษวิชาการศึกษา ( พ.กศ.) ซึ่งเทียบเท่าหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) หรือมัธยมศึกษาตอนปลาย จะต้องสอบชุดวิชาบังคับ ได้ 2 หมวด ชุดวิชาเลือก ได้ 4หมวด และชุดวิชาเลือกพิเศษ ได้ 8 หมวด
ส่วนผู้ที่จะสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรประโยคครูพิเศษมัธยม ( พ.ม.) ซึ่งเทียบเท่าระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.สูง) หรืออนุปริญญา จะต้องสอบชุดวิชาบังคับ ได้ 1 หมวด ชุดวิชาเลือก ได้ 5หมวด และชุดวิชาเลือกพิเศษ ได้ 6 หมวด
ก.2 การสอบเทียบความรู้สำหรับบุคคลภายนอก กระทรวงศึกษาได้จัดให้มีการสอบเทียบความรู้ประโยคประถมศึกษาตอนต้น ( ป.4 ) ประโยคประถมศึกษาตอนปลาย ( ป.7 ) ประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น ( ม.3 ) และประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย ( ม.6 ) มาตั้งแต่ พ.ศ.2506
ผู้ที่จะสอบเทียบความรู้ประโยคประถมศึกษาตอนต้น ( ป.4 ) ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 14 ปี บริบูรณ์ ผู้ที่จะสอบเทียบความรู้ประโยคประถม ศึกษาตอนปลาย ( ป.7 ) ต้องเป็นผู้มีความรู้ไม่ต่ำกว่า ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ข้อสอบที่ออกครอบคลุมเนื้อหาของหลักสูตรประโยคนั้น ๆ ผู้เข้าสอบต้องสอบได้คะแนนรวมตั้งแต่ ร้อยละ 50 ขึ้นไป ผู้สอบได้จะได้รับประกาศนียบัตรจากกระทรวงศึกษาธิการเป็นหลักฐาน ค่าธรรมเนียมการสอบ ประโยคประถมศึกษาตอนต้น และ ประโยคประถมศึกษาตอนปลาย 10 และ 20 บาท ตามลำดับ เจตนาของการสอบเทียบความรู้ประโยคประถมศึกษา เพื่อเป็นการช่วยยกระดับมาตรฐานความรู้ของประชาชนให้สูงขึ้น และเพื่อเป็นการส่งเสริม และอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนที่ไม่สามารถศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียน ได้ศึกษาด้วย ตนเอง และมีโอกาสรับการสอบวัดความรู้ และได้รับการรับรองคุณวุฒิจากกระทรวงศึกษาธิการ
ผู้ที่จะสอบเทียบความรู้ประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น ( ม.3 ) ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 16 ปี บริบูรณ์ ดำเนินการสอบเทียบโดยกรมวิสามัญศึกษา วิชาที่สอบสอบตามหลักสูตรประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น สายสามัญ ของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้เข้าสอบต้องสอบได้คะแนนรวมตั้งแต่ ร้อยละ 50 ขึ้นไป ผู้สอบได้จะได้รับประกาศนียบัตรจากกระทรวงศึกษาธิการเป็นหลักฐาน ค่าธรรมเนียมการสอบ ประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น 30 บาท
ผู้ที่จะสอบเทียบความรู้ประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย ( ม.6 ) ตามระเบียบระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย การสอบประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย สำหรับบุคคลภายนอก พ.ศ. 2519 ผู้สมัครสอบต้องไม่เป็นนักเรียนในโรงเรียนที่เปิดสอนตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ.2518 และต้องมีความรู้สอบได้ประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น หรือเทียบเท่า กรมวิชาการเป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ ผู้เข้าสอบต้องสอบได้คะแนนรวมตั้งแต่ ร้อยละ 50 ขึ้นไป ผู้สอบได้จะได้รับประกาศนียบัตรจากกระทรวงศึกษาธิการเป็นหลักฐาน ค่าธรรมเนียมการสอบ ประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย 60 บาท
ก.3 การเทียบระดับของต่างประเทศ จะคล้ายกับการสอบเทียบของประเทศไทยสมัยก่อน โดยส่วนใหญ่ใช้วิธีการสอบ paper & pencil เท่านั้น เช่น
§GED (General Education Development)
การทดสอบ GED เป็นของประเทศสหรัฐอเมริกา ( http://www.ged.ednet.ns.
ca/faq.html) เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เรียนในโรงเรียน แต่มีทักษะจากการทำงาน จากประสบการณ์ชีวิต จากการติดต่อสื่อสาร ในระดับที่เท่ากันหรือสูงกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้แสดงความสามารถทางวิชาการ โดยการสอบ GED ซึ่งพัฒนาโดย หน่วยทดสอบ GED Testing Service in Washing , DC ผู้ที่ผ่านการทดสอบ เทียบเท่ากับจบ High School หรือระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้ที่มาสอบ GED เพื่อให้ได้วุฒิระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเพื่อวัตถุประสงค์ต่างกัน เช่นเพื่อนำไปประกอบการสมัครงาน เพื่อให้ได้งานที่เหมาะสม เพื่อเลื่อนตำแหน่งงาน เพื่อสมัครเข้ารับการศึกษาในระดับสูงขึ้น หรือเข้าอบรม เพื่อความพึงพอใจของตนเอง
คุณสมบัติของผู้สมัคร
1. อายุไม่ต่ำกว่า 19 ปี นับถึงวันที่ทดสอบ
2. จะต้องยังไม่สำเร็จการศึกษาเกรด 12 จาก สถาบันการศึกษาใด ๆ
3. ต้องออกจากระบบการศึกษามาแล้ว 1 ปี
แบบทดสอบ GED มี แบบทดสอบ 5 ชุด ประกอบด้วย
1. ทักษะการเขียน มี 3 ตอน
ตอนที่ 1 เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ คะแนน 60 %
ตอนที่ 2 ให้เขียนเรียงความ คะแนน 40 %
2. สังคมศึกษา 1 เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ มี 5 ตอน
ตอนที่ 1 ประวัติศาสตร์ของประเทศ คะแนน 25 %
ตอนที่ 2 เศรษฐศาสตร์ คะแนน 20 %
คอนที่ 3 รัฐศาสตร์ คะแนน 20 %
ตอนที่ 4 ภูมิศาสตร์ คะแนน 20 %
ตอนที่ 5 วิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมศาสตร์ คะแนน 15 %
3. วิทยาศาสตร์ เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ มี 2 ตอน
ตอนที่ 1 วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต คะแนน 50 %
ตอนที่ 2 เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์กายภาพ คะแนน 50 %
4. ความเข้าใจในวรรณกรรม และศิลปะ เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ มี 3 ตอน
ตอนที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับวรรณกรรมร่วมสมัย คะแนน 50 %
ตอนที่ 2 เป็นเรื่องเกี่ยวกับวรรณคดี คะแนน 25 %
คอนที่ 3 บทความด้านศิลปะ ดนตรี ละคร ให้วิจารณ์ คะแนน 25 %
5. คณิตศาสตร์ เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ มี 3 ตอน
ตอนที่ 1 เป็นเรื่องเลขคณิต คะแนน 50 %
ตอนที่ 2 เป็นเรื่องเรขาคณิต คะแนน 30 %
คอนที่ 3 เป็นเรื่องพีชคณิต คะแนน 20 %
ประกาศนียบัตร GED เป็นที่ยอมรับของทุกรัฐ รวมทั้งในประเทศแคนาดา และอาณานิคม อย่างไรก็ตามกระทรวงศึกษาธิการของประเทศแคนาดา ไม่รับประกันว่า ประกาศนียบัตร GED จะได้รับการยอมรับจากผู้จ้างงาน หรือสถานศึกษาที่จัดการศึกษาสูงกว่าระดับ High School
การทดสอบ GED มีศูนย์ทดสอบประมาณ 200 แห่ง ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย การสอบประจำปีจะอยู่ในช่วง กันยายน - มิถุนายน และจะทราบผลภายใน 6 สัปดาห์ ผลการสอบจะรายงานในรูปของคะแนนมาตรฐาน และเปอร์เซ็นต์ไตล์ คะแนนมาตรฐานที่ผ่านคือ 45 ผู้เข้าสอบต้องผ่านทั้ง 5 ชุด ภายในเวลา 3 ปี.
§ GCSE (General Certificate of Secondary Education )
การสอบ GSCE ของประเทศอังกฤษ ( สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน , 2549 : 13 )เป็นการสอบเทียบความรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้มีสิทธิสอบต้องจบ เกรด 10 ถ้าสอบได้ 5 วิชา ที่มีผลการเรียนระดับ C ขึ้นไปสามารถนำไปเทียบวุฒิการศึกษาที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้เท่ากับ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย การทดสอบ GCSE มีศูนย์ทดสอบอยู่หลายแห่ง ทั่วโลก ในประเทศไทยมีหน่วยจัดสอบ คือ บริติส เคานซิล
§ NZQA (Newzeland Qualification Autholity )
การสอบ NZQA ของประเทศนิวซีแลนด์ ( สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน , 2549 : 13 ) เป็นการสอบเทียบความรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้มีสิทธิสอบต้องกำลังศึกษาในระดับ High School วิชาที่สอบมี 5 วิชา ผู้สอบต้องสอบได้ครบ ทุกวิชา ใน Level 2 และแต่ละวิชาต้องได้ 7 หน่วยกิต สามารถนำไปเทียบวุฒิการศึกษาที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้เท่ากับ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
จะเห็นว่าการเทียบระดับในระยะก่อนประกาศใช้พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 จะใช้วิธีสอบด้วยข้อสอบเกือบทั้งสิ้น
ข. ภายหลังประกาศใช้พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และ
ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2 ) พ.ศ.2545
ในวรรคท้าย ของมาตรา 16 แห่ง พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2 ) พ.ศ.2545 กล่าวว่า การแบ่งระดับ และการเทียบระดับการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง การดำเนินการ ก่อนที่จะมีการออกกฎกระทรวงนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการปฏิรูปการเทียบโอนผลการศึกษาทุกระดับการศึกษา โดยมีรองอธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน(นาย กล้า สมตระกูล)ในขณะนั้น เป็นประธานอนุกรรมการ ในการประชุมคณะกรรมการ ครั้งหนี่ง ศาตราจารย์ เกียรติคุณ สุมน อมรวิวัฒน์ (กรมการศึกษานอกโรงเรียน,รายงานการประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินการปฏิรูปการเทียบโอนผลการศึกษาทุกระดับการศึกษา , 2544 ) ได้กล่าวในการประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินการปฏิรูปการเทียบโอนผลการศึกษาทุกระดับการศึกษา โดยได้ให้กรอบแนวคิด และแนวปฏิบัติไว้ว่า
@ ในการปฏิรูปการศึกษามีความหลากหลายทุกเรื่อง ทุกมาตรา
@ ในความหลากหลายมีความยาก ทั้งความเชื่อ กระบวนการ และหลักการ
@ วัตถุประสงค์ของการเทียบ ต้องชัดเจนและเข้าใจร่วมกัน
@ การเทียบโอนผลการศึกษาทุกระดับ ผู้เรียนต้องได้ประโยชน์สูงสุด
@ ถ้าออกเกณฑ์และมาตรฐาน ต้องปฏิบัติได้ทั้งหน่วยส่งและหน่วยรับ
@ เรื่อง Accountability การตรวจสอบได้ เนื่องจากมีความหลากหลาย และยืดหยุ่น ฉะนั้นต้องตรวจสอบได้ ทำไมคนนั้นเทียบได้ คนนี้เทียบไม่ได้
@ Authority ต้องกระจายลงเขตพื้นที่
จากนั้นได้มีการศึกษา ประชุมปฏิบัติการหลายครั้ง และยกร่างกรอบแนวคิดและแนวปฏิบัติ การเทียบโอนผลการศึกษาทุกระดับการศึกษา และได้จัดเสวนากรอบแนวคิดการเทียบโอนผลการศึกษา ทุกระดับเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2543 ณ ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ดร.รุ่ง แก้วแดง ศาตราจารย์ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ศาสตราจารย์ ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ดร.กมล สุดประเสริฐ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง และดร.ทองอยู่ แก้วไทรฮะ แนวคิดสำคัญที่ได้จากการสัมมานาสรุปได้ว่า (กรมการศึกษานอกโรงเรียน,2544:59-66 )
# การเทียบโอนผลการศึกษาเป็นเรื่องของการเทียบคนว่าทำอะไรได้บ้าง มากกว่าเทียบวิชาว่ารู้อะไรบ้าง
# การเทียบโอนผลการศึกษาต้องใช้ทั้งศาสตร์ และศิลป์
# ผู้จัดการศึกษามีหลายกลุ่ม จึงต้องมีเกณฑ์ในการเทียบ และเกณฑ์นั้นต้องยืดหยุ่น โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้ชุมชน หน่วยงานที่รับผิดชอบวิชาชีพเฉพาะมีส่วนร่วมในการกำหนดเกณฑ์
# การเทียบผลการศึกษาควรเทียบตามความพร้อม ของแต่ละบุคคล
# การเทียบผลการศึกษาเป็นการเชื่อมโยงการศึกษาทั้ง 3 รูปแบบ คือการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
# การประเมินต้องประเมินโดยองค์คณะบุคคล ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชา
# มีระบบการกำกับ ควบคุม ติดตามเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ผ่านการประเมินมีความรู้และประสบการณ์จริง เป็นที่ยอมรับของสังคม
ต่อมาได้ยกร่างกรอบแนวคิดและสัมมนาทางวิชาการเรื่องการเทียบโอนผลการศึกษา อีกครั้งหนึ่ง ในงานมหกรรมการศึกษา 2000 ที่เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2543 ในงานนี้ได้มีผู้ร่วมการอภิปรายได้แก่ ศาสตรา ดร.วิจิตร ศรีสะอ้าน ดร.รุ่ง แก้วแดง และผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม แนวคิดสำคัญที่ได้จากการ สัมมานา (กรมการศึกษานอกโรงเรียน,2544:47-58) สรุปได้ว่า
$ กรมการศึกษานอกโรงเรียนควรปรับการทำงานโดยใช้การเทียบโอนเป็นกลไกไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต
$ การเทียบโอนผลการศึกษาควรยึดผู้เรียน ไม่ใช่ยึดวิชา
$ การประเมินผู้เรียน จะประเมินจากความรู้ ความคิด ความสามารถ ประสบการณ์ในการทำงาน ถือว่าการทำงานคือการเรียนรู้ การเรียนรู้คือการทำงาน โดยใช้ Portfolio หรือ Learning Account
$ กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ในแต่ละระดับ
$ การเทียบต้องใช้วิธีการที่หลากหลาย โดยเฉพาะปัจจุบันมีแนวคิดเรื่องความรู้คู่คุณธรรม ซึ่งวัดและประเมินยาก อาจใช้หนังสือรับรอง หรือแนะนำ (Letter of Credit) นอกจากนี้อาจประเมินโดยดูประวัติส่วนตัว แสวงหาสืบเสาะว่าเคยมีประวัติที่แสดงว่าเป็นผู้บกพร่องทางคุณธรรม จริยธรรมหรือไม่
$ ประทศไทยอาจต้องมีหน่วยงานกลาง ทำหน้าที่กำหนดกฎเกณฑ์ มาตรฐาน สร้างแบบวัดให้หน่วยงานต่าง ๆ เป็นคนประเมินและออกใบรับรอง
และสุดท้ายสรุปว่า "การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้ที่สามารถค้นหาวิธีการแก้ปัญหาได้ การศึกษาคือการเรียนรู้ แต่ที่ผ่านมาการศึกษามิได้เป็นไปเพื่อการเรียนรู้มากนัก เป็นการเรียนเพื่อจบ สำเร็จการศึกษา แต่ที่จริงแล้วคนจำนวนมากขาดโอกาสที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่ต้องอยู่กับการแก้ปัญหาในอาชีพ แต่เราไม่ได้ให้คุณค่าแก่คนเหล่านั้นว่าเขาผ่านการศึกษา ตามอัธยาศัย สามารถนำประสบการณ์มาตีค่าได้ เป็นการให้โอกาสคนเหล่านั้น"
จากร่างกรอบแนวคิดและแนวปฏิบัติ การเทียบโอนผลการศึกษาทุกระดับการศึกษา และได้ผ่านการสัมมนา และประชุมปฏิบัติการหลายครั้ง สุดท้ายได้ออกมาเป็นกฎกระทรวงว่าด้วยการแบ่งระดับและเทียบระดับการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2546 และเพื่อให้กฎกระทรวงนำไปสู่การปฏิบัติได้ กรมการศึกษานอกโรงเรียนจึงได้ตั้งคณะทำงานศึกษากรอบแนวทางการดำเนินงาน โดยประชุม ปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนสุดท้ายได้เป็นระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินเทียบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาระดับอุดมศึกษา ระดับต่ำกว่าปริญญา พ.ศ.2546
ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินเทียบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาระดับอุดมศึกษา ระดับต่ำกว่าปริญญา พ.ศ.2546 นี้ หน่วยงานหลักในกระทรวงศึกษาธิการ สามารถนำไปจัดทำแนวทางการดำเนินงานให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และบริบทของแต่ละหน่วยงาน ในส่วนของสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน ได้นำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว มาดำเนินการเพื่อจัดทำแนวปฏิบัติต่อไป ตามลำดับดังนี้
1. สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน ได้มีการศึกษาวิจัย ความคิดเห็นเกี่ยวกับการประเมินเทียบระดับการศึกษา( สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน ,2548 : 13-18) โดย จัดกลุ่มสนทนา สัมภาษณ์ สอบถามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทำหน้าที่ประเมินได้แก่ผู้ปริหารสถานศึกษาสังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียน สังกัดกรมสามัญศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา สังกัดกรมอาชีวศึกษา และผู้ที่คาดว่าจะถูกประเมิน ได้แก่ผู้นำท้องถิ่น ผู้ประกอบอาชีพที่สนใจจะศึกษาต่อ และนักศึกษา การศึกษานอกโรงเรียน ผลการศึกษาวิจัยพอสรุปได้ดังนี้
- การประเมินเทียบระดับการศึกษาให้ยึดมาตรฐานของหลักสูตร
- ส่วนกลางจัดทำเครื่องมือตามมาตรฐานกลาง แล้วจัดส่งให้สถานศึกษาหาทำหน้า ที่ประเมิน
- ควรมีการประเมินทั้งความรู้ ความดี และความสุข อาจกำหนดสัดส่วนความรู้ และคุณลักษณะเป็น 50 : 50
- การประเมินความรู้ควรประเมินแก่นสำคัญเท่านั้น เป็นแก่นความรู้ที่ทำให้ชีวิตอยู่ในสังคมได้
- เครื่องมือประเมินควรมีทั้งแบบทดสอบ เสนองานโดยมีผู้รับรองผลงาน ผู้ขอเทียบระดับเขียนรานงานการประเมินตนเอง พิจาณาจากหลักฐานการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา สังคม ความรับผิดชอบต่อสังคม แฟ้มสะสมงาน หรือให้ทำโครงงานที่ บูรณาการความรู้จากกลุ่มสาระ
ต่าง ๆ มาเสนอ
- ควรวัดความรู้ทั้งทฤษฏี และปฏิบัติจริงด้วย โดยจะต้องมีคณะกรรมการติดตามผลการปฏิบัติโดยการสังเกต สอบถาม ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการประเมิน
- จัดกิจกรรมค่าย หรือทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกัน เพื่อสังเกตคุณลักษณะของผู้ของเทียบระดับ
- ผลการประเมินให้เป็น ผ่าน ไม่ผ่าน
- ควรกำหนดระยะเวลาประเมินไม่น้อยกว่า 3 เดือน หรือ 1 ภาคการศึกษา
- การประเมินเทียบระดับนี้ หากผู้ขอประเมินจะไปศึกษาต่อโดยเฉพาะระดับ มัธยมศึกษาตอนปลายต้องไปเรียนเพิ่มเติม ทั้งนี้ต้องแจ้งเกณฑ์ดังกล่าวให้ผู้ขอประเมินเทียบระดับเข้าใจอย่างชัดเจนก่อนทราบ
2. สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนได้จัดเสวนาเรื่อง"แนวทางการประเมินเทียบระดับการศึกษา "( สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน ,2548 : 18-19) และได้นำเสนอผลการศึกษาวิจัย ความคิดเห็นเกี่ยวกับการประเมินเทียบระดับการศึกษา โดยมีที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รองศาสตราจารย์ บุญนำ ทานสัมฤทธิ์ ) ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษา กรมวิชาการ (ดร.ชอบ ลีชอ) และรองผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยพร ณ นคร) เป็นผู้ร่วมเสวนา ผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานการศึกษาทั้งในและนอกกระทรวงศึกษาธิการ
ผลการเสวนาสรุปว่าการประเมินเทียบระดับการศึกษา ต้องประเมินมวลประสบการณ์ของบุคคลเป็นองค์รวม ประเมินทั้งภาคทฤษฏี และภาคปฏิบัติ โดยบูรณการ 8 กลุ่มสาระ/หมวดวิชา เป็น 4 องค์ประกอบ คือ
1.ด้านความรู้พื้นฐาน เป็นความรู้ด้านวิชาสามัญ (ได้แก่ความรู้เกี่ยวกับ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ) ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้เรื่องอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งความรู้พื้นฐานเหล่านี้ต้องเป็นความรู้ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร และสอดคล้องกับวิถีชีวิตประจำวันของบุคคล
2.ด้านพัฒนาอาชีพ เป็นความรู้ความสามารถ และทักษะด้านการงานอาชีพ ความสามารถในการบริหาร การจัดการ มีการพัฒนากระบวนการทำงาน มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถในการวางแผน การเลือกใช้เทคโนโลยี และสารสนเทศ รวมทั้งมีคุณธรรม และจริยธรรมในการประกอบอาชีพ (ซึ่งจะครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องการดำรงชีวิตและครอบครัว การอาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ)
3.ด้านพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นความรู้ ความเข้าใจและเห็นคุณค่าในชีวิต ครอบครัว มีทักษะในการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข มีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพทั้งทางกายและจิตใจ ตลอดจนยึดหลักธรรมที่ตนนับถือเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต ( ซึ่งจะครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพอนามัย ความปลอดภัยในชีวิต ดนตรีและศิลปะ )
4. ด้านพัฒนาสังคมและชุมชน เป็นการนำความรู้ความสามารถที่มี มาใช้ในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข มีความมั่นคง เข้มแข็ง อบอุ่น และนำศักยภาพของคนเองมาช่วย ส่งเสริม สนับสนุน กิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ชุมชน และสังคม เพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชน และสังคม ทั้งด้านอาชีพ ชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งส่งเสริมให้สังคม และชุมชนมี ความกระตือรือร้นในการศึกษาหาความรู้อย่างต่อเนื่อง
สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนได้นำองค์ประกอบทั้ง 4 ด้านข้างต้นเป็นกรอบในการดำเนินการประเมินเทียบระดับการศึกษา
จากนั้นสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน ได้มีการประชุมผู้ทรงคุณวุฒิในทุกกลุ่มสาระ เพื่อกำหนดมาตรฐาน ของแต่ละองค์ประกอบ โดยยึดหลักการตามที่ได้จากการประชุมสัมมนา การเสวนา และการศึกษาวิจัย โดยภาพรวมคือ การประเมินเทียบระดับต้องประเมินในลักษณะการประเมินตัวบุคคลแบบองค์รวม ทั้งด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม มิได้ประเมินวิชาการในตัวบุคคลแต่ประการเดียว เมื่อได้มาตรฐานของแต่ละองค์ประกอบแล้ว จึงดำเนินการพัฒนา ตัวบ่งชี้ของทุกองค์ประกอบในแต่ละระดับการศึกษาขึ้น พร้อมทั้งจัดทำ คู่มือดำเนินงานประเมินเทียบระดับการศึกษา
เมื่อองค์ประกอบการประเมิน มาตรฐานและตัวบ่งชี้ของแต่ละองค์ประกอบใน
แต่ละระดับการศึกษา มีความชัดเจน และมีคู่มือดำเนินงานประเมินเทียบระดับการศึกษาพร้อมแล้ว สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนจึง เสนอรัฐมนตรี ว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ ขอให้ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดที่เป็นที่ตั้งกลุ่มศูนย์ จำนวน 21 แห่ง เป็นสถานที่ทำหน้าที่ประเมินเทียบระดับการศึกษา ซึ่งได้มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กำหนดสถานให้ทำหน้าที่เทียบระดับการศึกษา ลงวันที่15 กรกฎาคม 2548 สถานศึกษาทั้ง 21 แห่ง ได้แก่ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดลำปาง น่าน เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ราชบุรี เพชรบุรี สมุทรปราการ ชลบุรี อุดร สกลนคร อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด นครราชสีมา นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี กระบี่ สุราษฏร์ธานี และกรุงเทพมหานคร1 ซึ่งสามารถให้บริการประชาชนในจังหวัดใกล้เคียง ได้ด้วย จากนั้นสำนักบริหารงานการศึกษานองโรงเรียน จึงดำเนินการเทียบระดับการศึกษา สำหรับเครื่องมือประเมินเทียบระดับการศึกษานั้น ในระยะแรกสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนเป็นผู้ดำเนินการจัดทำ เครื่องมือที่ใช้มีหลายประเภท อาทิ
แบบสัมภาษณ์ จัดทำเป็นแนว หรือกรอบในการสัมภาษณ์ พร้อมแบบบันทึกการสัมภาษณ์
แบบทดสอบการปฏิบัติ จัดทำเป็นใบงาน กรอบการสังเกต พร้อมมีแบบบันทึกการสังเกต และแบบบันทึกการสัมภาษณ์
แบบประเมินการปฏิบัติจริง จัดทำเป็นกรอบการสังเกต พร้อมมีแบบบันทึกการสังเกต และแบบบันทึกการสัมภาษณ์
แบบประเมินแฟ้มสะสมงาน มีกรอบ แนวทางการจัดทำแฟ้มสะสมงาน และแนวการประเมิน และแบบบันทึกการประเมิน
แบบทดสอบ มีทั้งแบบทดสอบปรนัย และแบบทดสอบอัตนัย
ทั้งนี้เครื่องมือทุกประเภทได้จัดทำคู่มือการใช้เครื่องมือ แนวตอบ / เฉลย พร้อมเกณฑ์การให้คะแนน ในลักษณะ rubric score ไว้ด้วย
การสร้างและพัฒนาเครื่องมือนี้ เมื่อสร้างเสร็จได้ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบว่า สามารถวัดตัวบ่งชี้ที่ต้องการวัดได้จริง ข้อคำถาม หรือแนวการสัมภาษณ์มีความชัดเจน และยืดหยุ่นได้ตามสภาพ มิให้เกิดการได้เปรียบ หรือเสียเปรียบ หากผู้เข้าประเมินมีอาชีพ หรืออยู่ในภูมิภาคที่ต่างกัน เกณฑ์การให้คะแนนมีความถูกต้อง ชัดเจน สามารถให้คะได้ด้วยความโปร่งใส นั่นคือการสร้างเครื่องมือยึดหลักการ 5 ประการ คือความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่น ความยุติธรรม ความยืดหยุ่น และ ความโปร่งใส
เครื่องมือที่สร้างขึ้นนี้ก่อนนำไปใช้ต้องผ่าน ความเห็นชอบของคณะกรรมการกลางเทียบระดับการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เนื่องจากการประเมินเทียบระดับการศึกษา เป็นนวัตกรรมใหม่ของประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ จึงเห็นสมควรให้มีคณะกรรมการกลางเทียบระดับการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน โดยมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษา ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษานอก
เรียน ป.ตรีไม่จบค่ะ แต่มีใบเกรด หางานยากมาก ไม่ทราบว่าเทียบวุฒิที่เหมือนป.ตรีได้มั้ย เพราะ ทำงานบริษัทฝรั่ง มา 5 ปีแล้ว แต่ส่วนมากเค้ารับแต่ปริญญาตรี ๓ษอังกฤษดีมาก
แสดงว่า คนที่จะสอบ GED ไม่ต้องมีวุฒิการศึกษาใดๆมาก่อน ก็สอบได้ ใช่หรือเปล่าคะ แต่อายุ20 แล้วนะค่ะ
ติวสอบ ged
GED คือ General Educational Development เป็นการสอบที่เทียบเท่ากับวุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลายในประเทศไทย ตามหลักสูตรการศึกษาของสหรัฐอเมริกา นักเรียนผู้เข้ารับการสอบต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป แต่จะได้รับประกาศนียบัตรเพื่อนำไปเทียบผลสอบได้ต่อเมื่อมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์
นักเรียนสามารถนำผลสอบที่ผ่านแล้วไปเทียบวุฒิ ม.6 จาก กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งวุฒินี้สามารถเก็บไว้ได้ตลอดไป ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการสมัครเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งในประเทศ (ระบบอินเตอร์ฯ) และต่างประเทศได้
สนใจติดต่อ [email protected] หรือ 0896625319 คุณเพียว
https://www.facebook.com/pages/Tutor-by-p-u/714144118683152?ref=hl
https://ged.com/
http://www.dek-d.com/education/35304/
http://www.gedtestingservice.com/ged-testing-service
http://education.kapook.com/view76370.html
http://www.4tests.com/ged