พื้นฐานของความเชื่อทางปรัชญาและผลการทดลองทางจิตวิทยาต่างกันทำให้คิดเกี่ยวกับ"ประสบการณ์" ต่างกัน ผมได้บรรยายแสดงความคิดเกี่ยวกับประสบการณ์มาหลายตอน  ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงความหมายหนึ่งเท่านั้น  ยังมีความหมายอื่นๆอีก  ซึ่งผมจะได้บันทึกรวมไว้ด้วยกันในที่นี้ดังนี้

(๑)  ถ้าเชื่อว่า สมองมี "ความรู้สึกตัว"(Consciousness) หรือ "จิต" ก็จะนิยามว่า "ประสบการณ์หมายถึงการรู้สึกสัมผัส  การรับรู้  การจำ  การคิด ตลอดจนอารมณ์ต่างๆ" ภาษาที่คนกลุ่มนี้ใช้ก็เช่น "ผมมีประสบการณ์กับสิ่งนั้น" ฯลฯ

(๒) ประสบการณ์หมายถึง " ความรู้"  เช่นมักพูดว่า "ผมพูดจากประสบการณ์ของผม" "เราต้องให้เด็กมีประสบการณ์มากๆเพื่อจะได้นำไปใช้ในภายหน้า"ฯลฯ

(๓) ประสบการณ์หมายถึง "เหตุการณ์ที่นับแต่ Receptors ต่างๆไปจนถึงการรู้สึกสัมผัส การรับรู้ การคิด และความรู้" กลุ่มนี้จะพูดภาษาคล้ายๆกันกับกลุ่ม (๑) และ (๒)

(๔) ประสบการณ์หมายถึง "เหตุการณ์ในธรรมชาติรอบกาย" คนกลุ่มนี้มักจะพูดว่า "ครูต้องมีหน้าที่จัดประสบการณ์ให้เด็กเรียน"  "เราต้องจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็ก" ฯลฯ

พวก (๑) - (๓) จัดเป็นพวกเดียวกัน คือเป็นพวก Cognitivists หรือพวก ปัญญานิยม แต่ (๔) ต่างออกไป

พวก (๔) เป็นภาษาของ Dewey นักปรัชญาคนสำคัญกลุ่ม ปฏิบัตินิยม ของอเมริกา เขาเชื่อว่า เหตุการณ์ทางจิต (เช่นการคิด การจำ คิดสร้างสรรค์ คิดเหตุผล ฯลฯ) สามารถ Reduce หรือลดทอนไปสู่เหตุการณ์ทางกาย(วัตถุและกระบวนการ)ได้  คือคิดแบบ Operationalism หรือ Reductionism มีความหมายเท่ากับว่า  เขาปฏิเสธจิต บางทีเขาใช้ภาษาทางจิตเหมือนกัน  แต่เขาหมายถึงกระบวนการทางกายหรือวัตถุ  ไม่ใช่ "ความรู้สึกหรือจิต" ซึ่งความคิดนี้มีแนวร่วมมากในช่วงต้นๆ  เช่นกลุ่ม พฤติกรรมนิยม  ความติดนี้ครองงำนักวิชาการในมหาวิทยาลัยทั่วโลกที่ไปเรียนมาจากอเมริกา ในช่วง ค.ศ. 1900-1950 แต่หลังจากนั้นก็อ่อนจางลง เมื่อกลุ่ม ปัญญานิยมค้นคว้าพบว่า  สมองมีบทบาทมากในการเรียนรู้และการคิด  ยอมรับMental Processes ซึ่งได้แก่   Conscious,  Perception,Memory,  thinking เป็นต้น  แต่นักการศึกษาไทยก็ยังเลื่อมใสตามความหมายในข้อ (๔) นี้ไม่เสื่อมคลาย  จะเห็นได้จากภาษาที่ใช้ใน หนังสือเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้ หรือปฏิรูปการศึกษา ที่พิมพ์แจกครูนับแสนเล่ม  และใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ยังบังคับใช้อยู่  เป็นต้น

ในเมื่อมองว่าสมองเป็น "หีบมืด" ปฏิเสธคำทางจิตหมด  ก็ต้องใช้คำทางกาย  หรือวัตถุ  นี่เองคือที่มาของความหมายตามข้อ (๔)