ความสำคัญของ “ภาพฝัน” ที่เรียกกันว่า “วิสัยทัศน์”

beyondKM
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
. . ทำอย่างไรจึงจะทำให้วิสัยทัศน์ทั้งสามระดับนี้มีความสอดคล้องกัน? . .

          ตามความเห็น (การเห็น) ของผม วิสัยทัศน์ หรือ ภาพฝัน ที่ว่านี้ มีสามระดับด้วยกันคือ : (1) เป็นฝันในระดับบุคคล คือเป็นฝันของแต่ละคน (2) เป็นฝันของกลุ่มคนที่มาทำงานร่วมกันหรือที่เรียกว่า “Shared Vision” และ (3) เป็นฝันที่ผู้นำองค์กร (โครงการ) ได้กำหนดไว้เป็นแนวทางหรือเพื่อใช้กำกับทิศทาง (จะเรียกว่าเพื่อสร้าง Alignment ก็ได้)

         วิสัยทัศน์ ระดับแรก นั้น ทุกๆ ท่านต่างก็ทราบกันดีว่ามีความสำคัญเพียงใด  ให้ท่านลองจินตนาการดูซิครับว่า ถ้าเราตื่นขึ้นมาทุกๆ เช้าและได้ทำงานที่สามารถ สานฝัน ที่เรามีอยู่นั้น เราจะรู้สึกดีเพียงใด เราคงจะทำได้อย่างเต็มอกเต็มใจ มีความสุข และทำอย่างทุ่มเทสุดใจ เพราะในขณะนั้นรู้ว่ากำลังทำให้ฝันที่มีอยู่ในใจให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา

         แต่ปัญหามักจะมาในตอนที่ฝันของเราเข้ามาสู่ ระดับที่สอง เป็นระดับของการสร้างฝันร่วมกัน ที่พูดว่าปัญหาก็เพราะว่าฝันของแต่ละท่านนั้นมีโอกาสที่จะไม่เหมือนกัน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมพบว่าถ้าเราฝันเพียงแค่สั้นๆ ฝันเล็กๆ ฝันใกล้ๆ โอกาสที่ฝันของแต่ละท่านจะเหมือนหรือคล้ายกันนั้นจะเป็นไปได้ยาก แต่หากเรา ขยายฝัน เหล่านั้นให้กว้างไกลขึ้น ให้ยิ่งใหญ่ขึ้น เราก็จะพบว่าฝันของแต่ละท่านนั้นมีสิ่งที่เหมือนกันมากกว่าสิ่งที่แตกต่างกัน

         สำหรับวิสัยทัศน์ ระดับที่สาม ซึ่งเป็นระดับองค์กรนั้น เป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้นมาจากวัตถุประสงค์หรือพันธกิจ ( Mission ) ขององค์กร เป็นการเสริมต่อจากคำถามที่ว่า มีองค์กรนี้มาเพื่อทำอะไร? ไปสู่คำถามที่ว่า ต้องการจะเห็นภาพองค์กร หรือสิ่งที่องค์กรจะไปทำนี้ออกมาเป็นอย่างไร? โดยที่ต้องเป็นภาพที่อยู่ไกลๆ (ส่วนใหญ่ไม่ได้กำหนดเวลา) และเป็นภาพที่ไม่ตายตัวจนเกินไป นี่คือความหมายของวิสัยทัศน์ในระดับองค์กร

         คำถามที่สำคัญสำหรับผู้นำองค์กรทุกท่านก็คือ . . . ทำอย่างไรจึงจะทำให้วิสัยทัศน์ทั้งสามระดับนี้มีความสอดคล้องกัน? หรือหากจะขยายความแยกออกเป็นสามคำถามก็คือ : (1) ตนเองรู้ตัวหรือไม่ว่าฝันของตนเองคืออะไร . . . นี่คือวิสัยทัศน์ในระดับแรก (2) จะนำองค์กรอย่างไรจึงจะทำให้ฝันของคนทั้งหลายในองค์กร (รวมทั้งของตน) ไปสู่จุดร่วมได้ . . . นี่คือวิสัยทัศน์ในระดับที่สอง และ (3) ทำอย่างไรจึงจะทำให้ฝันที่มีร่วมกันนี้เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับฝันขององค์กร หรือวิสัยทัศน์ในระดับที่สาม

         สิ่งที่ผมพยายามเตือนตัวเองอยู่ในขณะนี้ก็คือ . . . จะต้องไม่ปล่อยให้ ฝันร้าย ในอดีตมาทำลายความฝันสามระดับที่มีอยู่ในตอนนี้ เพราะนี่คือสิ่งที่อันตรายและอาจ ดับฝัน ที่มีอยู่นี้ได้โดยง่ายครับ !!

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Beyond "KM"



ความเห็น (16)

ล.ลิงไต่หลังแกะ
IP: xxx.12.73.6
เขียนเมื่อ 

ฝันดีๆ (ของผู้ใหญ่--ผู้บริหาร) = ขวัญดี (ของเด็กๆ--พนักงานอย่างเราๆ)

นี่ก็อีกมุมมองของ "ภาพฝัน" ครับ

อนาคตขององค์กรเป็นเรื่องของ "จินตนาการ" ไม่ใช่เรื่องของ "ความรู้ความสามารถ"

อ่านบันทึกของอาจารย์เป็นประจำก็เป็นอีกหนึ่งในการแต่งแต้ม "ฝันดี-->ขวัญดี" ครับ

เขียนเมื่อ 

ท่านอ.ประพนธ์

"ทำอย่างไรจึงจะทำให้วิสัยทัศน์ทั้งสามระดับนี้มีความสอดคล้องกัน?"

คำนี้ยิ่งใหญ่มากเลยครับ

เพราะบางครั้งแม้แต่การฝันในระดับแรก เรายังไม่รู้สึกเลย ว่าเราต้องมีความฝัน และทำตามฝัน บางครั้งทำเพราะต้องทำ

ระดับที่สอง ก็จะยากยิ่งขึ้นหากคนในองค์กรนั้นยังไม่มี Mental Models หรือฐานคิดที่ใกล้เคียงกัน

ระดับที่สาม ซึ่งมองว่ายากที่สุดนั้น มีปัจจัยสำคัญหลายอย่างที่ทำให้เกิดความสำเร็จ หนึ่งในนั้นน่าจะเป็นผู้นำองค์กร ที่จะมีส่วนในสำคัญและสร้างธงร่วมกันของคนในองค์กร

ขอบคุณครับ

คมสัน

บ่อไร่วิทยาคม ตราด

เขียนเมื่อ 

เข้าไปอ่านบันทึก "อนาคตขององค์กรเป็นเรื่องของจินตนาการ ไม่ใช่เรื่องของ ความรู้ความสามารถ" ของคุณ ล.ลิงไต่หลังแกะ มาแล้วครับ . . . เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ขอเขียนเป็นสมการว่า "Vision = จินตนาการ + แรงบันดาลใจ" ครับ

เขียนเมื่อ 

ผมว่าคนส่วนใหญ่เป็นอย่างที่อาจารย์คมสันว่า คือยังไม่รู้ว่า "ตัวเองต้องการ (จะทำ จะเห็น) อะไร?" ก็เลยซังกะตายทำไปวันๆ สำหรับคนที่มีฝัน ก็มักจะฝันอยู่คนเดียว ฝันอย่างโดดเดี่ยว ขาดกัลยาณมิตร ขาดคนร่วมคิดร่วมฝัน พอนานไปฝันนั้นก็ค่อยๆ สลาย กลายเป็นฝันที่ไม่มีกำลัง การตั้งองค์กรขึ้นมานั้นจริงๆ แล้วเป็นการรวมพลัง เป็นการสร้าง Synergy แต่ก็อย่างที่อาจารย์คมสันว่า ถ้าผู้นำเอาแต่ "ฟันธง" ไม่ฟังฝันของท่านอื่นๆ ในองค์กรเลย โอกาสที่จะสร้าง Synergy ก็คงเป็นสิ่งที่เกิดได้ยาก

เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
IP: xxx.8.118.178
เขียนเมื่อ 

ผมกำลังกลุ้มใจอยู่พอดี เพราะต้องไปบรรยายเรื่อง

“ การบริหารความฝัน(Dream Management) ในยุคที่เมืองไทยกำลังฝันร้าย ”

แต่เมื่อมาเห็นบทความที่ล้ำลึกนี้ของอาจารย์

ผมจึงเรียนขออนุญาติ นำบางสิ่งบางอย่างไปใช้นะครับ

ขอบคุณมากๆครับ

เขียนเมื่อ 

แสดงว่า "คลื่นความคิด" ของเจริญชัยในเรื่องนี้ค่อนข้างแรงมากๆ . . . จนทำให้ผมเขียนบันทึกนี้ออกมา ทั้งๆ ที่หยุดเขียนไปตั้งสิบกว่าวันแล้ว

ท่านอาจารยที่เคารพ

ในวันที่๒๕และ๒๖กคนี้ หนุและคณะครูก่อการดึ ครูFAสร้างสุขลำปางและบ่อไร่ตราด จะรวมพลังกันจัดกระบวนการเรียนรุ้สร้างสุขอย่างมีส่วนร่วมให้กับคณะครูโรงเรียนผดุงวิทย์ซึ่งเป็น โรงเรียนการกุศลในพระพุทธศาสนาลำปาง ต้องกราบขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูง ที่ทำให้ได้คำถามสำคัญที่จะใช้ในกระบวนการAICที่มีชีวิตค่ะ เกิดผลอย่างไรแล้วพวกเราจะรายงานท่านนะคะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับครูแมว . . . ในช่วงต้นๆ ของกระบวนการ AIC ผมเคยให้โจทย์ให้ทุกคนวาดภาพฝันของตน ต่างคนต่างวาด แล้วเอามารวมกันเป็นฝันของกลุ่ม เป็น Shared Vision ได้ผลดีมากครับ . . . ขอเป็นกำลังใจให้กับ "คณะก่อการดี" ที่กำลังจะไปที่โรงเรียนผดุงวิทย์ครับ

เขียนเมื่อ 

เรียนท่านอาจารย์

วิธีอธิบายวิสัยทัศน์เป็น 3 ระดับทำให้มองภาพ "การฝันขององค์กร" ได้ดีขี้นอย่างมากครับ โดยเฉพาะการไม่ปล่อยให้ฝันร้ายในอดีตมาขัดขวางฝันทั้งหมด ถ้ามองในแง่ขององค์กร ก็เหมือนว่าแต่ละคนต้องข้ามความกลัว ข้ามอดีต และมองไปข้างหน้าในประโยคเดียวกัน ถ้ามองในแง่องค์กรก็ต้องเสียสละความสุขเผชิญความทุกข์ และทำลายคำถามในใจ เพื่อ "สานฝัน" ของทั้งองค์กรซึ่งเราเป็นส่วนหนึ่งด้วย

แต่ทำถามคือ จะทำอย่างไรให้องค์กรขนาดใหญ่มีฝัน วิสัยทัศน์สามระดับสอดคล้องกัน?

ผมเคยมีประสบการณ์กับการทำงานอย่างเช่นที่คุณบินหลาดงกล่าวว่า "บางครั้งแม้แต่การฝันในระดับแรก เรายังไม่รู้สึกเลย ว่าเราต้องมีความฝัน และทำตามฝัน บางครั้งทำเพราะต้องทำ" โดยเฉพาะในสถาพแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่ต้องรีบทำงาน เหมือนต้องรีบจนต้องลืมความฝัน เพราะไม่มีเวลา "สานฝัน" ทำเพราะต้องทำ ทำเพราะผู้บริหารให้นโยบาย สังคมและวิถีทางการทำงานต้องทำงานแบบรีบเร่งแข่งขัน และทำเพราะสถานการณ์บังคับ

เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยกับโหน่งครับว่า . . . หลายที่ หลายองค์กรทำงานกันแบบรีบเร่ง รีบแข่งขันจนไม่เปิดโอกาสให้คนในองค์กรได้มีฝัน และไม่มีเวลาพอที่จะนำฝันเหล่านั้นมาหลอมรวมกัน ส่วนที่ว่า Shared Vision ของคนเหล่านั้นสัมพันธ์กับ Vision ขององค์กรหรือไม่ ก็แทบจะไม่ได้ดูกัน . . . เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยกัน ไม่ให้ที่ สคส. เป็นแบบนั้นครับ !!

เขียนเมื่อ 

คุณครูคะ มาบอกข่าวดี    ฝากบอกต่อๆด้วยนะคะ

ขอบคุณค่ะ

เขียนเมื่อ 

อ่านแล้ว "ปิ้งแวป" เลยครับ สามระดับ

  • สานฝัน(องค์กู)>>>ขยายฝัน(องค์กร)>>>มุ่งมั่นฝัน(องค์การ)
  • เยี่ยมจริงๆครับ
  • ขอนำไปอ้างอิงหน่อย นะ ครับ ท่าน อาจารย์
เขียนเมื่อ 

ตามสบายเลยครับท่านอาจารย์ JJ

เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณครับ

เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
IP: xxx.8.130.201
เขียนเมื่อ 

บทความนี้ึคึกคักนะครับ สงสัยอั้นมานาน

ดีใจจังที่อาจารย์กลับมาเขียนอีกครั้ง ผมจะได้มาขอซึมซับความรู้

Prida
IP: xxx.9.17.80
เขียนเมื่อ 

ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติม

วิสัยทัศน์ของ อ.BKM ข้างต้นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ"Good Governance" หรือ ระบบบริหารที่ดี ที่เจ้าหนี้ของประเทศไทย กองทุนการเงินระหว่างประเทศIMF. เคยกำหนดเป็นเงื่อนไขใน Letter of Intents ให้รัฐบาลไทยปฏิบัติเมื่อครั้งที่เศรษฐกิจไทยล่มสลาย พ.ศ.2540-2541 เนื่องจากเป็นศัพท์ของการบริหารคุณภาพ TQM(Total Quality Management) ซึ่งเป็นของใหม่ขณะนั้น Good Governance ได้รับการแปลงตรงๆ เช่น แปลว่า ธรรมรัฐ, ธรรมาภิบาล, วิธีการปกครองที่ดี, วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี.

ที่ถูกต้องคำว่า Governance แปลว่า "ระบบบริหาร" System of management (ดู www.baldrige.nist.gov)ซึ่งเป็นหัวใจของการบริหารที่มีคุณภาพสมัยใหม่ของโลกหรือที่เรียกว่า Quality System หรือ Set of management practices วิสัยทัศน์ของ อ.BKM 3 ข้อ ถ้าได้เติมอีก 4 ข้อก็ครบองค์ประกอบของ Good Governance คือ

4. Strategy: คือยุทธศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จตาม ทั้ง 3 ข้อข้างต้น(How will we achieve Vision, Shared Vision and Mission? ซึ่งปกติทำเป็นระบบวิธีปฏิบัติรองรับวิสัยทัศน์และพันธกิจ (Vision statement, Mission statement)

5. Values: ซึ่งได้แก่ What guides to pursuit of our strategy? ทำได้ด้วยการออกแบบเป็นระบบ System design โดยแสดงเป้าประสงค์(Purpose)และขั้นตอนวิธีปฏิบัติ(Procedures)ในรูป Standard Operating Procedures (SOP)

6. Commitments: ได้แก่ผู้บริหารสูงสุดต้องให้คำมั่น(Top Management Commitments)ในเชิงปฏิบัติ

7. Policies: คือแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้คำมั่นประสบความสำเร็จ

จุดอ่อนที่ทำให้ Good Governance ล้มเหลวทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นอกจากสับสนในการแปลความหมายแล้ว เรายังขาดนักออกแบบระบบ System designer.

ปัจจัยของความสำเร็จในการออกแบบระบบ(System design)มีองค์ประกอบ 2 ข้อโดยขาดข้อใดข้อหนึ่งมิได้คือ

1. ต้องรู้วิชาการหรือทฤษฎีของการออกแบบระบบซึ่งหาได้ไม่ยาก

2. ต้องมีตัวอย่างระบบที่ดีเยี่ยม(World best)มาเปรียบเทียบ(Benchmarking Best Practices).ข้อนี้หายากสักหน่อย