ในปีนี้ ผมตัดสินใจบอกกับทีมงานว่า ยังไงเสียก็ขอให้เริ่มต้นปักหลักจัดกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดภายในมหาวิทยาลัยอย่างจริงจังเสียที หลังจากที่ผ่านมา เราแทบไม่ค่อยได้จัดกิจกรรมทำนองนี้ในสถาบันเลยก็ว่าได้ เพราะส่วนใหญ่ เมื่อถึงวันนี้ ก็มักต้องระดมพลออกไปร่วมกิจกรรมกับภาคจังหวัดอยู่เสมอมา
ดังนั้น ผมจึงถือโอกาสแจ้งต่อคณะทำงานของจังหวัดอย่างชัดเจนมาเป็นระยะๆ เพื่อให้ส่วนราชการต่างๆ ได้รับรู้และไม่ต้องฝากหวังเรื่องกิจกรรมต่างๆ กับเรามากจนเกินไป เพราะที่ผ่านมาในแต่ละปี มหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบกิจกรรมมากมายไม่ใช่ย่อย ทั้งการแสดงบนเวที ขบวนพาเหรด และอื่นๆ อีกจิปาถะ


ปีนี้-ผมชี้แจงต่อทางจังหวัดว่า มหาวิทยาลัยขออนุญาตจัดกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัย โดยการระดมพลังความคิดของนิสิตในรูปแบบต่างๆ และที่สำคัญก็คือ การให้บริการกับน้องนักเรียนในโรงเรียนแถวนั้น เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้น นักเรียนตัวเล็กๆ ก็แทบไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรม “วันต่อต้านยาเสพติด” เลยก็เป็นได้ เพราะแต่ละโรงเรียนก็ล้วนแล้วแต่ประสบปัญหาเรื่องงบประมาณอยู่มากโข
แต่ถึงอย่างไร ทางผมและทีมงาน ก็ไม่ละเลยที่จะนำพานิสิตส่วนหนึ่งสัญจรเข้าร่วมกับทางจังหวัดเหมือนเดิม เพราะนั่นก็คือพันธกิจหนึ่งที่เราไม่อาจหลีกทิ้งออกมาได้ เพียงแต่ปีนี้ ยกพลไปน้อยกว่าทุกครั้งเท่านั้นเอง


ก่อนเริ่มงานหลายวัน, ผมได้ฝากแนวคิดกับทีมงานและผู้นำนิสิตอย่างจริงจังว่า จากนี้ไปทั้งระดับมหาวิทยาลัยกับองค์กรนิสิต ควรต้องบรรจุกิจกรรมการต่อต้านยาเสพติดไว้ในแผนงานในแต่ละปี ให้ถือว่าเป็น “แผนบังคับ” หรือ “ไฟต์บังคับ” เพราะเมื่อหวนย้อนกลับไปดูร่องรอยที่ผ่านมา เราไม่เคยเอาจริงเอาจังกับการสร้าง “กระแสของวันต่อต้านยาเสพติดในมหาวิทยาลัยเลย” แต่นั่นก็ไม่ได้หมายถึงว่า ให้ความสำคัญแต่เฉพาะวันนี้ (26 มิถุนายน) เท่านั้น แต่ในปีนี้-ให้นับเอาวันนี้เป็นวันเริ่มต้นของการเคลื่อนขับอย่างจริงจังเท่านั้นแหละ

ขณะเดียวกัน ผมยังถือโอกาสมอบหมายให้ทีมงานทั้งหมดไปสร้างกระบวนการ “ฮีตสิบสอง-คองกิจกรรม” ขึ้นมา โดยกำหนดให้เป็นเหมือนวัฒนธรรมของคนทำกิจกรรมเลยว่า-ในแต่ละเดือนมีกิจกรรมอะไรบ้างที่ต้องเทใจรังสรรค์ร่วมกันอย่างไม่อิดออด อันเป็นแนวคิดเดียวกับวิถีวัฒนธรรมของคนอีสานที่ว่า “ฮีตสิบสอง” นั่นเอง
ดังนั้น ปีนี้กิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติด จึงเกิดขึ้นภายใต้แนวคิดการระดมแรงคิดของหมู่มวลนิสิต โดยเปิดกว้างให้นิสิตได้คิดกิจกรรมด้วยตนเอง ผมและทีมงานเพียงหาเงินจำนวนหนึ่งมาให้เท่านั้น คณะไหน ชมรมอะไรก็สามารถเข้าร่วมได้เลย มีอะไรก็มีโชว์..มีอะไรก็มาแจม...เรียกได้ว่า เวทีนั้น “ถูกสร้างสรรค์ด้วยมือเธอ” ล้วนๆ พร้อมๆ กับการเชิญชวนน้องนักเรียนในละแวกมหาวิทยาลัยมาร่วมอย่างคึกคัก

ครับ-ทั้งปวงนั้นก็หมายถึงการเปิดพื้นที่ให้นิสิตได้แสดงศักยภาพของเราเอง โดยผนวกแนวคิดการบริการสังคมไปเป็นโจทย์ให้เขาได้ขบคิดไปในตัว เสมือนการปลูกฝังให้เขาได้รักที่จะให้บริการต่อสังคมไปในตัว ...
ดังนั้น องค์การนิสิตจึงผนึกกำลังสโมสรนิสิตคณะต่างๆ จัดขบวนแห่ตามแต่ที่เขาพึงกระทำได้ กลุ่มชมรมก็ออกซุ้มเล็กๆ มีของแจกประปรายตามงบประมาณอันจำกัด แต่ละซุ้มเน้นการนำเสนอสาระความรู้เรื่อง “มหันตภัยยาเสพติด” ขณะเดียวกันบนเวทีก็มีการแสดงดนตรีของนิสิตอย่างต่อเนื่อง ทำเอาเด็กๆ แทบไม่ลุกออกมาเดินเล่นในซุ้มเลยก็ว่าได้
ไม่เพียงเท่านั้น เรายังจัดให้มีการประกวดวาดภาพของนักเรียนตัวน้อยด้วยเหมือนกัน ..สนุกและอบอุ่นไปอีกแบบ ได้เห็นวิธีคิด เห็นทักษะของเด็กๆ ...และเห็นความสดใส ความบริสุทธิ์ของเขาอย่างล้นเหลือ จนผมต้องถอยห่างออกมาหลบมุมคิดคนเดียวอยู่เงียบๆ ไม่ได้ว่า “ถึงวันที่เขาโตใหญ่เท่ากับเรา สังคมหรือบ้านเมืองจะเปลี่ยนหน้าไปถึงขั้นไหน พวกเด็กๆ ที่โตเป็นผู้ใหญ่ จะรู้เท่าทันกับมายาต่างๆ หรือไม่หนอ...”

อย่างไรก็ดี การจัดกิจกรรมในปีนี้ ทั้งผมและทีมงานได้ชูเรื่อง “บุหรี่” มาเป็นวาทกรรมการขับเคลื่อน หลังจากปีที่แล้วประกาศตนเป็นมหาวิทยาลัยไร้แอลกอฮอล์มาแล้วอย่างจริงจัง ปีนี้จึงหยิบเอาเรื่องบุหรี่มาเป็นประเด็นบนเวทีรณรงค์ โดยมุ่งที่จะสร้างวัฒนธรรมให้ทุกๆ คนดูแลและให้เกียรติต่อคนรอบข้างให้มากที่สุด มิใช่ทุกๆ ที่ในมหาวิทยาลัย “ใคร่ใครสูบตรงไหนก็สูบได้..” (ไม่ได้ห้าม แต่พยายามจัดพื้นที่ให้เป็นสัดเป็นส่วนเท่านั้นเอง)
สำหรับผมแล้ว กิจกรรมในครั้งนี้อาจยังไม่สามารถประเมินผลความสัมฤทธิ์ได้ทั้งหมด เพราะเรื่องนี้ยังมีเส้นทางอีกยาวไกลมาก งานนี้-ครั้งนี้,เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น และเป็นการเริ่มต้นภายใต้แนวคิดหลัก 3 ประเด็น คือ
· ปักธงให้มีการจัดวันต่อต้านยาเสพติดในมหาวิทยาลัยกันทุกปี และร่วมสร้างวัฒนธรรม “ฮีตสิบสอง-คองกิจกรรม” ให้เกิดขึ้นในสายธารกิจกรรมนิสิตของมหาวิทยาลัย
· สร้างเวทีให้นิสิตได้แสดงพลังความคิดอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมในเรื่องการต่อต้านยาเสพติดด้วยวิธีการของนิสิตอย่างเต็มที่
· ให้บริการวิชาการแก่เด็กนักเรียนภายใต้แนวคิด “บันเทิง..เริงปัญญา”
นั่นคือสิ่งที่ผมคิดและทำในแบบฉบับของผมเอง
และที่สำคัญคือ “ผมคิดและทำไปแล้ว” หาใช่ “คิด และงึกๆ งักๆ...จนไม่ได้ทำ”

ขอบคุณครับ
เรียนน้องแผ่นดิน
เด็กๆแถวนั้นโชคดีที่มีมหาวิทยาลัยดีดี มีอะไรดีดีก็เอื้อเฟือเผื่อแผ่ได้รับสิ่งที่งดงามได้เรียนรู้ไปพร้อมกับพวกพี่พี่ คนเหล่านี้คือคนที่มีคุณค่า ที่น่าจะต้องยกย่องชมเชย
อยากกลับไปเป็นนิสิตอีกจัง J ม่วนอกม่วนใจ๋ ชอบทำกิจกรรม
หัวเรือใหญ่แข็งขันอย่างนี้ กิจกรรมดีๆมีเพียบ สมชื่อตักศิลานคร จริงๆ แล้วค่ะ ... เห็นน้องๆ ยิ้มสดชื่น .. ตุ้มโฮม ลงแรง ฮักแพง บ่แม่นติดยาโลด ค่ะ
สวัสดีครับ..แวะมาแนะนำตัวในฐานะสมาชิกใหม่..
สบายดีนะคะพี่พนัส (เห็นคุณสรยุทธ์ทางช่อง 3 พาทำเมื่อทักทายกันค่ะ 555)
มาชื่นชมกิจกรรมดีดี และขอเป็นกำลังใจให้คะ
อาจารย์สบายดีนะคะ....^_^
สวัสดีครับ krutoi
ผมมองว่า การจัดกิจกรรมในทำนองนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการบริการวิชาการแก่สังคมที่นิสิตสามารถจัดทำขึ้นได้ด้วยตัวเองอย่างไม่ยากเย็น และที่สำคัญ ในขณะที่นิสิตได้ให้บริการสังคมนั้น นิสิตก็ยังเป็นการสำรวจตรวจค้นความรู้ของตัวเองไปในตัวด้วยเช่นกัน
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ นายประจักษ์~natadee
กิจกรรมทำนองนี้ เป็นเสมือนการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีไปสู่ชุมชนในตัว ผมมองว่าเป็นหน้าที่ที่นิสิต จะต้องเรียนรู้ว่า การให้บริการเล็กๆ น้อยๆ ต่อสังคมรายรอบมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ควรมองข้าม บางทีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ว่านี้ ก็อาจเป็นแรงผลักให้เด็กนักเรียนตัวเล็กๆ มีแรงบันดาลใจที่ดีในการเรียนและใช้ชีวิตได้ด้วยเช่นกัน
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ..poo
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ
และผมก็ขอกำนัลน้ำใจด้วยรอยยิ้มอันสดใสของเด็กๆ ก็แล้วกัน
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ครูนพพล คนบ้านใหม่
ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจในการท่องเล่นและใช้ชีวิตในโลกแห่ง G2K นี้นะครับ