“Storyteller and Note Taker” เทคนิคการดึงความรู้ปฏิบัติจากคนทำงาน วันที่ 2-3 กรกฎาคม 2552 ณ โรงแรมหลุยส์ แทเวิร์น
กิจกรรมในครั้งนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวน 23 ท่าน มาจากหน่วยงานที่หลากหลาย วิทยากรของเราคือ คุณอุไรวรรณ เทิดบารมี และมีคุณนภินทร ศิริไทย มาร่วมเป็นผู้ช่วยวิทยากรค่ะ เป้าหมายหลักของกิจกรรมนี้ก็ตามชื่อเลยค่ะ คือการมาร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนการดึงความรู้ปฏิบัติโดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า “ผู้เล่า” และการเป็น “นักจดบันทึก” ตามแนวคิด KM โดยมีกิจกรรมหลักที่สอดแทรกอยู่ตลอด 2 วัน ดังนี้
เริ่มต้นวันแรกด้วยกิจกรรมการบอกเล่า “ความคาดหวัง” หรือ BAR (Before Action Review) ด้วยการใช้เกมส์พากิจกรรม โดยการโยนลูกบอลให้กับเพื่อนที่เราต้องการรู้จัก เมื่อได้รับลูกบอลแล้วก็บอกถึงความคาดหวังของตนพร้อมกับฉายา (มีบางท่านติดเรียกฉายาของตัวเองและเพื่อนไปจนจบ 2 วันเลยค่ะ J )

กิจกรรมต่อมาให้ทุกท่านฟังเพลงบรรเลงค่ะ เพลงที่มีหลากหลายอารมณ์ หลากหลายเครื่องดนตรี ฟังแล้วให้อารมณ์ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน แต่ละท่านสะท้อนได้ดี พลอยให้เห็นภาพตามไปด้วย เพลงๆนี้ เริ่มเข้าสู่จุดประสงค์ด้านการฟัง การตั้งใจฟัง และการจับประเด็นค่ะ ซึ่งจะเป็นทักษะที่เราต้องใช้ตลอด 2 วันนี้ การฟังที่ดีต้องมีสมาธิ ต้องฟังทั้งตัวประหนึ่งว่าเราเข้าไปอยู่ในเรื่องๆนั้น หรือเพลงๆนั้น เริ่มยากแล้วใช่มั้ยคะ ยังค่ะยัง นี้เป็นเพียงน้ำจิ้มเท่านั้น เรายังมีบททดสอบสนุกๆอีกเยอะรออยู่ค่ะ กิจกรรมถัดมาคือการฟังนิทานเต่ากับกระต่าย เมื่อฟังจบให้แต่ละท่านสะท้อนว่าจับประเด็นอะไรได้ ผู้เล่าต้องการจะสื่ออะไร มีการเชื่อมโยงเรื่องราวอย่างไร ประเด็นเชื่อมโยงเรื่องราวที่สังเกตุได้คืออะไรบ้าง เห็นไหมคะ เพียงแค่นิทานหนึ่งเรื่อง แต่ต้องจับรายละเอียดต่างๆเยอะพอควรทีเดียว แต่ผู้เข้าร่วมฯของเราก็สามารถเก็บสิ่งที่คุณอุ ต้องการได้ดีทีเดียวค่ะ
หลังจากพักเติมพลังกันเรียบร้อยแล้ว กิจกรรมที่มาสนุกกันต่อก็คือการฟังเพลงค่ะ คราวนี้เป็นเพลงเพราะๆ ชื่อ “นิทานหิ่งห้อย” เพลงนี้หลายคนได้ฟังถึงกับอมยิ้ม เพลงแนวน่ารัก ฟังแล้วเห็นภาพและรู้สึกสนุกตามไปด้วย แต่เราต้องมีเรื่องให้เรียนรู้เช่นเคยค่ะ คราวนี้เราจะมาเรียนรู้กันว่าแต่ละท่านจับประเด็นหลักอะไรได้ ?และประเด็นเรียนรู้ (นอกเหนือจากประเด็นหลัก) คืออะไร ?ซึ่งประเด็นหลักก็คือ เทคนิค วิธีการ How to ที่เราได้จากเนื้อเพลงนั่นเองค่ะ บวกกับการให้ทุกๆท่านได้รู้จักการจับประเด็นผ่านเนื่อเรื่องหรือบทความ ในที่นี้ให้ศึกษาจากจดหมายข่าว เรื่อง โรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุข โดยมีคำถามเช่นเคยค่ะ ประเด็นหลักคืออะไร หรือความรู้มือหนึ่งที่ได้จากเรื่องๆนี้คืออะไร
มาถึงกิจกรรมหลังพักเที่ยงกันค่ะ เราให้ทุกท่านทำ Body Scan เพื่อเป็นการผ่อนคลายก่อนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ขั้นตอนต่อไป กิจกรรมนี้เม้ลงมือทำด้วยตัวเอง ผ่านไป 15 นาที พบว่าผู้เข้าร่วมฯ บางท่านใช้เสียงสแกนร่างกายแทนความคิดไปซะแล้ว J และกิจกรรมต่อไปยังอยู่กันที่การวิเคราะห์และจับประเด็นจากบทความ หรือเนื้อหาทางวิชาการที่มีอยู่ทั่วไป ว่าเห็นหรือสังเกตุอะไรได้ ประเด็นหลัก ประเด็นรอง แล้วมาร่วมกันวิเคราะห์และสะท้อนแลกเปลี่ยนกันในวงค่ะ เรื่องเล่าต่อไปที่จะฝึกกันเป็นเรื่อง “ฆ่าตัดตอน” เนื้อเรื่องชวนให้ตื่นเต้นและติดตามค่ะ ถ้าฟังให้ดีจะรู้ว่าผู้เล่าต้องการจะสื่ออะไร บทสรุปหักเหเกินคาดเดาได้ ก็แล้วแต่มุมมองและประเด็นหรือการเชื่อมโยงเรื่องราวที่แต่ละคนจะจับกันได้ โดยโจทย์ที่คุณอุให้ก็คือ เรามาหาว่า How to ของเรื่องนี้คืออะไร พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน บทสรุปที่ได้ให้ไว้กับผู้เข้าร่วมฯก็คือ เทคนิคที่เราจะทราบได้ว่าเราเป็นผู้จดบันทึกที่ดีหรือไม่ก็คือให้ผู้เล่าอ่านเรื่องเล่าที่เราจด ถ้าจดได้ถูกต้องครบถ้วนอย่างที่ผู้เล่าได้เล่าไป แสดงว่าเราเป็นคนจดหรือจับประเด็นเรื่องเล่าได้ครบถ้วนค่ะ

กิจกรรมหลังพักเบรกบ่ายเริ่มด้วยการดูหนังเรื่อง “เสียงกู่จากครูใหญ่”แล้วจับประเด็นเชื่อมโยงภาพใหญ่ด้วยการให้แต่ละท่านมาเขียนเล่าเรื่องราวต่อๆกัน เปรียบเทียบว่าแต่ละกลุ่ม กลุ่มไหนสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวแล้วเข้าใจง่าย มองเห็นภาพใหญ่ เชื่อมโยงประเด็นสำคัญๆได้ดีที่สุด
มาเริ่มกันที่กิจกรรมวันที่สอง Check-in เป็นการทบทวนว่าหนึ่งวันที่ผ่านมา เราได้รับอะไร หรือมีความรู้สึกอย่างไร บอกเป็นวลีสั้นๆ และมาเริ่มกิจกรรมการหาคำเหมือนหรือคำแทน คำดังต่อไปนี้ ไสยศาสตร์, ประชาธิปไตย และนวัตกรรม ร่วมโหวตว่าคำที่หากันมานี้สามารถแทนกันได้หรือไม่ และต่อเนื่องไปกับการประสานคำ, วลี ที่ให้มา 7 คำ ร้อยเรียงให้เป็นเรื่อง 1 เรื่องที่มีความหมายสอดคล้องกัน เพื่อฝึกฝนทักษะการเชื่อมโยงและร้อยเรียงประโยค
นอกจากการฝึกเล่าเรื่องจากสิ่งที่ถูกสมมุติขึ้นมาให้แล้ว ก็มาฝึกการเล่าเรื่องจากตัวตนของเราเองค่ะ กิจกรรมนี้เป็นการผลัดกันเล่าเรื่องดีๆหรือเรื่องที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ แล้วมาแลกเปลี่ยนสะท้อนกันว่าเราต่างได้อะไรจากเรื่องเล่าของเพื่อน และมีความรู้สึกอย่างไรในขณะที่เล่าเรื่องเล่านั้น และกลับกันค่ะ ตั้งวงใหม่ในขณะที่เพื่อนเล่าจะมีคุณลิขิตอยู่วงนอก คอยทำหน้าที่จด สลับกันอย่างนี้และมาดูกันค่ะ ว่าเรื่องเล่าที่จดไปนั้น คนเล่าเห็นว่าจดได้ดีแล้วหรือยัง
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่คุณหญิง นภินทร สรุปตอนท้ายคือ การเล่าเรื่องที่ดีจะอยู่ที่เวลาประมาณ 2-3 นาที ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป เรื่องเล่าควรจะเอามาเพียงบางประเด็นที่สำคัญ เลือกประเด็นหลักๆใส่ Focus ลงไป และถ้าเป็นคำพูดที่เฉพาะเจาะจง เป็น Tacit เราก็ควรที่จะจดคำพูดเฉพาะของคนๆนั้นลงไปเลย ไม่นำไปปะปนกับเรื่องเล่าที่ได้เล่ามา และเราอาจจะพึ่งพาเทคโนโลยีให้มาช่วยในการจับหรือเก็บประเด็นต่างๆเหล่านี้ได้
ตลอดกิจกรรม 2 วันที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมทุกท่านน่ารักและตั้งใจเรียนรู้ในกิจกรรมทุกๆกิจกรรม ที่ทาง สคส. ตั้งใจนำมาให้มากๆค่ะ นอกจากความรู้ที่ทุกคนได้รับไปแล้ว ยังมีมิตรภาพดีๆ ที่เกิดขึ้นอีก ก่อนกลับหลายท่านมีแลกเปลี่ยนเบอร์โทร e-mail กันส่วนตัว เพื่อที่จะสานต่อเรื่องงาน หรือเรื่องที่สนใจเหมือนกัน สคส. ยินดีมากที่เห็นทุกท่านสนใจและสนุก ไม่มอง KM เป็นเรื่องที่ยากอีกต่อไป
เมื่อเราจะเข้าใจอะไรสักอย่างให้ตั้งอยู่บนหลักพื้นฐานตามพุทธศาสนาว่า..
-นี่คืออะไร..(What)..
-เกิดขึ้นได้อย่างไร..(Why)
-จะเป้นอย่างไรต่อไป..(How)
-และจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร..(How to)
หรือภาษาพระเรียกว่า อริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นั่นเอง..
ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆขอรับ..