เกลียวคลื่น....และสายลม.........ที่ไม่ปรารถนาเลย.....

                ขึ้นต้นชื่อเรื่อง ฟังดูน่าหวาดกลัวนะคะ แต่เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มันก็น่าจะใช้กับคำนี้ได้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (12 ก.ค. 2552) ในทะเลอ่าวไทยได้เกิดคลื่นลมรุนแรงมาก ส่งผลให้เรือโคลงเคลงตามกันไป ก่อนที่จะนำเข้าสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดิฉันขออธิบายให้ฟังถึงทิศทางของคลื่นและผลที่เกิดขึ้นก่อนนะคะ โดยตามปกติท้ายเรือจะต่อเข้ากับแท่นขุดเจาะซึ่งเป็นทางทิศตะวันตกของแท่นขุดเจาะ ถ้าคลื่นพัดจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ คลื่นจะซัดเข้าด้านข้างของตัวเรือ จะส่งผลให้เรือโยกและโคลงเคลงมาก พนักงานบางคนก็อาจจะเกิดอาการเมาเรือ หน้าซีดไปตามๆ กัน แต่ถ้าคลื่นพัดจากทิศตะวันตกสู่ทิศตะวันออก คลื่นจะซัดเข้าด้านหัวเรือ และด้วยความยาวของเรือ ทำให้เรือไม่ค่อยโยกและโคลงเคลงมากเหมือนกับที่คลื่นพัดเข้าด้านข้างตัวเรือ ฟังจากที่อธิบายมา อาจจะไม่ค่อยเข้าใจแจ่มแจ้ง ดิฉันลงภาพประกอบไว้ให้ เพื่อจะได้ทำให้เข้าใจกันมากขึ้นนะคะ ดูภาพประกอบด้านล่างได้เลยค่ะ

                แต่................เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มันไม่เป็นไปตามที่กล่าวมาข้างต้น ดิฉันลงทะเลมาทำงานวันแรก (ของรอบทำงานเดือนนี้ ทำงาน 14 วัน พัก 14 วัน) ในวันศุกร์ที่ 10 ก.ค. 2552 ซึ่งวันนั้นก็เริ่มจะมีคลื่นลมแรงพอประมาณ ด้วยความที่คลื่นพัดเข้าด้านหัวเรือ จึงทำให้พนักงานยังอยู่ดีมีสุข ไม่มีใครเมาเรือ เพราะว่าเรือโยกและโคลงเคลงน้อยมาก และจากวันศุกร์เป็นต้นมา คลื่นลมก็เริ่มโหมกระหน่ำแรงขึ้นๆ จนกระทั่งถึงบ่ายวันอาทิตย์ทั้งคลื่นทั้งลม ไม่รู้ว่าหอบพัดมาจากไหน มันแรงมากๆ ถึงมากที่สุด (จากพยากรณ์อากาศ คลื่นสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 5.5 เมตร และความเร็วลมสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 40 knot) เกลียวคลื่นได้ซัดกระทบด้านหัวเรือเข้าอย่างจัง ทำให้น้ำทะเลไหลซึมผ่านทางช่องประตู (watertight door) ทางด้านหัวเรือเข้าสู่ที่พักอาศัยในตัวเรือ แต่ไม่ถึงกับท่วมนะคะ เพราะมันมีประตูกั้นอยู่ ทำให้น้ำทะเลไม่ไหลบ่าเข้ามามาก แต่อย่างไรเสียมันก็ทำให้พื้นสกปรก และใช้เวลาทำความสะอาดกันนานทีเดียว ดิฉันได้เดินไปดูเหตุการณ์อยู่ด้านนอกตัวเรือ เจอพนักงานซึ่งเป็นชาวต่างชาติกำลังยืนดูเหตุการณ์อยู่เช่นเดียวกัน เขาพูดกับดิฉันว่าตั้งแต่ทำงานอยู่ในทะเลมาหลายสิบปี ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนในชีวิต ที่คลื่นพัดเข้าทางด้านหัวเรือ แล้วทำให้เรือถึงกับโยกและโคลงเคลงได้มากถึงขนาดนี้ และทุกครั้งที่คลื่นซัดเข้าสู่หัวเรือ น้ำทะเลจะสาดกระเซ็นจนถึงระดับชั้นที่สองของตัวเรือเลยทีเดียว (เรือมีทั้งหมด 3 ชั้น และมีใต้ท้องเรืออีก 1 ชั้น) สิ่งของที่เคลื่อนที่ได้หรืออยู่บนที่สูง จึงต้องทำการผูกมัดให้เรียบร้อยแข็งแรง มิฉะนั้นจะล้มระเนระนาด ทำให้ข้าวของเสียหายหรือเป็นอันตรายต่อพนักงานได้ และมีการกั้นเขตอันตราย ห้ามพนักงานเดินไปทางด้านหัวเรือ เพราะอาจจะได้รับอันตรายจากคลื่นที่พัดเข้าทางด้านหัวเรือได้ พนักงานบางคนที่ไม่คุ้นชินกับคลื่นทะเลก็จะเกิดอาการเมาเรือ มึนงง (กับชีวิตหรือเปล่า) ดิฉันเห็นบางคนถึงกับหน้าซีดทำงานไม่ได้ ใครจะเมาน้อย เมามาก ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและความคุ้นชินของแต่ละคน ดิฉันนึกถึงตอนที่นอนหลับอยู่บนเตียง มันเหมือนกับเราย้อนเวลากลับไปสู่วัยทารกเลยล่ะค่ะ อย่างไรเหรอคะ? ก็เพราะว่ามันเหมือนกับเรานอนอยู่ในเปลแล้วมีคนไกวเปลเพื่อกล่อมเราให้นอนหลับยังไงล่ะค่ะ แต่จริงๆ แล้ว ดิฉันว่ามันไม่ค่อยจะช่วยให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้นเลย แต่มันกลับทำให้เราหลับยากขึ้นไปอีก เพราะมันแกว่งไปแกว่งมาอยู่ตลอดเวลา มึนงงและเวียนหัวค่ะ ดิฉันหลับๆ ตื่นๆ เกือบทั้งคืนในคืนนั้น

                ตอนเช้าวันจันทร์ที่ 13 ก.ค. 2552 คลื่นลมได้อ่อนตัวลงบ้างแล้ว จึงสามารถเดินไปทางด้านหัวเรือได้ แต่ก็ต้องเดินด้วยความระมัดระวัง ดิฉันได้เดินไปสำรวจซากความเสียหายบริเวณหัวเรือ (ชั้นที่ 2) โอ้โห!!!....ซากปรักหักพังหลายชิ้นเป็นประจักษ์หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของคลื่นที่ซัดเข้ามา ดูจากรูปประกอบจะเห็นว่าประตูห้องน้ำ (ซึ่งเป็นเหล็ก) ได้ฉีกขาด โต๊ะเก้าอี้ไม้ถูกคลื่นซัดไปติดกับผนังเรือและแตกหัก ตู้เหล็กใส่อุปกรณ์ทำงานล้มคว่ำ และอีกหลายๆ อย่างที่ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้

 

               ณ ปัจจุบันวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2552 คลื่นลมเริ่มเบาลงมากแล้วล่ะค่ะ และหวังว่าทะเลอ่าวไทยจะกลับเข้าสู่ความเงียบสงบและสวยงามเหมือนเดิมอย่างที่ดิฉัน (และอีกหลายๆ คน) ต้องการในเร็ววันนะคะ