เรามักจะเผลอพูดบ่อยๆ ว่า "วันนี้ไม่ได้อะไรเลย" คนเราพูด ก็เพราะเราคิด ถ้าเราไม่คิดเช่นนี้ เราก็คงจะไม่เปล่งออกมาเป็นคำพูด แล้วพอคิดว่าไม่ได้อะไรเลย เป็นสุข หรือ เป็นทุกข์?
ทำไมเราถึงพูดอย่างนี้ล่ะ? คนไม่มีปัญญา ก็จะกอบเอาแต่บาป เอาแต่ความโง่ เอาแต่ความว่าไม่ได้อะไร ไม่ได้อะไรนั่นเข้าใส่หัวใจ ไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ที่ไม่ได้นั่นเพราะตัณหา แต่เมื่อพิจารณาแล้วคนมีปัญญากลับคิดว่า อุ้ย! นั่นก็ได้ นี่ก็ได้ ๆ ได้เยอะแยะ ๆ เป็นมหาเศรษฐีใหญ่ เมื่อใจมันอิ่ม มันผ่องใส เป็นมหาเศรษฐีใหญ่ สิ่งภายนอกของเราจะหลั่งไหลเข้ามา ให้เธอเชื่ออย่างนั้นนะ แล้วเธอจะได้ทุกอย่างอย่างงดงามปราณีต... นั่นแหละ กรรมตัวเองทำเองนะ ชำระใจให้บริสุทธิ์

ผู้พิจารณาจิตตามดูตามรู้จิต ก็จะเห็นความเป็นไปแห่งจิตตน.
การเผลอคือการไม่ระวัง ขาดสติมันถึงเผลอ เผลอบ่อยเข้าทำบ่อยเข้ามันก็เป็นนิสัย และนิสัยนี้มันก็จะกำหนดชีวิตเรา.
พิจารณาต่อ
ทำไมเราถึงพูดว่า “วันนี้ไม่ได้อะไร” ก็เพราะ ใจเรามันมีตัณหา (ความอยาก) น่ะสิ. มันได้เท่านี้ แต่มันรู้สึกไม่อิ่ม ไม่พอ มันอยากได้มากกว่าที่เป็น มันจึงรู้สึกว่าไม่ได้อะไรเลย
ตอบ เป็นทุกข์ เพราะมันรู้สึกว่ายังไม่พอ ยังขาดตกบกพร่อง ยังไม่อิ่ม ยังไม่ดี.
แต่อีกทางหนึ่ง ถ้าคิดว่า ไม่ได้อะไร เพื่อพรุ่งนี้จะปรับปรุงแก้ไข จนกระทั่งสามารถทำได้ แล้วเราก็จะไม่พูดคำนี้อีก.... อันนี้น่าชมแต่ หากมันพูดบ่อยๆ พูดทุกครั้ง พูดทุกวัน อันนี้ มันทำจนเป็นนิสัยแล้ว มันมีแต่จะบั่นทอนกำลังใจของตนเองให้อ่อนแอ.
“ผู้มีปัญญาย่อมพลิกผันวิกฤตให้เป็นโอกาส. ย่อมสามารถมองเห็นข้อดีในข้อเสีย เห็นข้อเสียในข้อดี แล้วเลือกเอาแต่สิ่งดีมาใช้เพื่อพัฒนาตน.”
ถ้าเราไม่พูดว่า เราไม่ได้อะไร มันก็ไม่คำเสียใจว่าเราไม่ได้อะไรเลย
ถ้าไม่ได้อะไรเลย นั่นแสดงว่า ปัญญาที่จะไปพิจารณาว่ามันได้อะไรนั้นมันไม่เกิด
แล้วมันก็มาเสียใจว่าไม่ได้อะไร เพราะเหตุที่คิดอย่างนั้น “ความคิดว่าไม่ได้อะไรอย่ามีซะเลย”
อธิษฐานไปเลยนะ "ความว่าไม่ได้อะไรอย่าเกิดมีแก่เรานับแต่นี้"
นี่พระอนุรุทธะอธิษฐานอย่างนี้ "คำว่าไม่มี อย่ามีแก่เรา" แม้แต่ถาดว่างเปล่า ที่บอกว่าขนมไม่มี ก็ยังต้องมีขนม
ทิฏฐินี้เหมือนกัน "คำว่าไม่ได้อะไรจงอย่ามีแก่เรา" มันได้หมด ปัญญามันจะเกิด คราวหลังอย่างคิดอย่างนี้อีก ความเห็นเช่นนี้มันเห็นผิด ไม่ได้อะไรเลยน่ะ บ่งชี้ว่าตัณหามันแรง
เหมือนกับว่า ชีวิตเราผ่านมาอย่างโน้นอย่างนี้ เจอสิ่งโน้นสิ่งนี้ถึงแม้จะเป็นทุกข์ มีทุกข์มา เราก็ได้ตรรกะ นั่นแหละก็ทางของปัญญา จึงได้พิจารณาเห็นว่า นั่นแหละได้ ๆ ๆ ได้ทุกอย่าง แม้ว่าจะน้อยอกน้อยใจอะไรไปบ้างในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อผ่านไปแล้วสุดท้ายเราได้ ได้เพราะอาศัยปัญญานี่ตัวเดียว ถ้าไม่ได้ก็เพราะไม่มีปัญญาตัวเดียว คนเหมือนกัน มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกัน ผ่านสิ่งแวดล้อมเดียวกัน แต่คนหนึ่งได้บาป คนหนึ่งได้บุญ จะคิดว่าไง? อะไรมันต่างกัน?.... ก็เพราะปัญญา นี่ตัวเดียว
คำว่าไม่ได้อะไร?
คนเหมือนกัน มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกัน ผ่านสิ่งแวดล้อมเดียวกัน แต่คนหนึ่งได้บาป คนหนึ่งได้บุญ จะคิดว่าไง? อะไรมันต่างกัน?.... ก็เพราะปัญญา นี่ตัวเดียว คนไม่มีปัญญา ก็จะกอบเอาแต่บาป เอาแต่ความโง่ เอาแต่ความว่าไม่ได้อะไร ไม่ได้อะไรนั่นเข้าใส่หัวใจ ไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ที่ไม่ได้นั่นเพราะตัณหา
ไม่เอาทั้งบุญ และ บาปได้ไหมครับ
รู้แบบกลางๆ ไม่ยึด
ไม่เอาทั้งบุญ และ บาปได้ไหมครับ>>>
ได้ค่ะ....ในกรณีที่เป็นผู้สิ้นกิเลส คือ พระอรหันต์เท่านั้นนะคะ
เพราะท่านรู้แจ่มแจ้งแทงตลอดหมดแล้ว จึงไม่มีทั้งบุญและบาป เป็นแต่แค่กริยาที่แสดงเท่านั้น..
แต่นอกนั้น ตั้งแต่พระอนาคามีลงมาถึงพระโสดาบัน ก็ยังต้องรับทั้งบุญและบาปค่ะ.
ยิ่งเป็นปถุชนที่ยังหนาแน่นด้วยกิเลส จะคิดเอาเองว่า ไม่เอาทั้งบุญและบาป นี่ ก็คงเป็นได้แค่คิดนะคะ เพราะในความเป็นจริงแล้วต้องรับ... และ การพิจารณา หรือปัญญา ก็จะเป็นเครื่องที่จะช่วยให้เราเดินทางค่ะ แต่เมื่อถึงหนทางที่พ้นจากกิเลสแล้ว ปัญญาเครื่องนำทางก็ไม่จำเป็นต้องใช้ค่ะ.