12-7-52
วันนี้ดิฉันและคุณชัยณรงค์เดินทางเช้าเป็นพิเศษที่จะไปวัดสวนสันติธรรมโดยคุณชัยณรงค์ทำพะโล้และผัดวุ้นเส้นพร้อมของที่ถวายวัดคือน้ำยาถูพื้น หลอดไฟ แป้งทาตัว น้ำยาล้างมือ
วันนี้หลวงพ่อท่านเริ่มให้คนสนใจเรื่องธรรมะหรือเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่มีเกิดแก่เจ็บตาย แต่คนไม่สนใจการเรียนรุ้ตัวเองโดยเรียนรู้ที่กายและใจของเรา ท่านเล่าว่าพระอนุรุธที่สามารถเห็นความเกิดดับของสัตว์โลกมากมายในเวลาสั้นๆ แต่ไม่บรรลุธรรม เมื่อท่านพระสารีบุตรให้มารู้กายใจตัวเองท่านสามารถบรรลุธรรมได้
หลวงพ่อให้เรามาเรียนรู้ของจริงๆที่เกิดขึ้นในกายใจของเราและจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของเราทำให้มีสุขขึ้นภายในไม่เกินเดือน
ท่านเล่าว่ามีโยมที่ทำงาน5บริษัท ต้องส่งลูกเรียนอัก2-3คนเรียนพิเศษจนบางครั้งงงเพราะส่งผิดโรงเรียน เป้นคนที่มีปัญหาครอบครัว กว่าจะกลับบ้านก็5ทุ่ม ไม่มีเวลาปฏิบัติ
หลวงพ่อแนะนำให้ดูกายจิต และเดินจงกรม โยมใช้เวลา5ทุ่มเดินและพยายามดูกายจิต ต่อมาโยมเห็นความทุกข์ของทั้งกายและจิตซึ่งเกิดขึ้นเอง บังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเรา เมื่อจิตรวมก็บรรลุมรรคผลไดโสดาบันซึ่งใช้เวลาไมกแต่ขอให้ปฏิบัติจริง
ท่านว่าของฟรีไม่มีในโลกนี้ อยากได้ต้องทำเอง
หลังจากท่านให้โยมส่งการบ้าน ดิฉันไม่กล้ายกมือเพราะยังไม่มีอะไรมาส่ง แต่มีโยมหลายคนที่อยู่รอบๆดิฉันถามท่านหลายคนโดยท่านให้โอกาสคนที่ยังไม่ค่อยได้มาวัดเพราะบางคนมาไกลๆ
ดิฉันคอยสบตาท่านเผื่อจะดูให้ดิฉันบ้างโดยไม่ต้องถาม (บางครั้งท่านจะบอกให้ทราบเลยโดยไม่ถามเช่นหลงไปแล้วนะโยมคนเสื้อเหลืองๆเพื่อให้โยมเรียนรู้ตัวเอง )
หลังจากท่านสอนโยมเสร็จท่านสอนพระต่อจากโยม ในช่วงที่ท่านสอนพระดิฉันได้ยินท่านบอกพระป๋องว่าโยมแม่ดีขึ้นนะ โยมพ่อไปใหนล่ะ ดิฉันดีใจรีบหันไปเรียนท่านว่าไปเอาของที่รถมาถวายวัดค่ะ
พอคุณชัยณรงค์มาถึงก็รีบเล่าให้ฟังด้วยความดีใจ
แต่ความจริงดิฉันก็รู้สึกว่าตัวเองมีสติถี่ขึ้นกว่าเดิมค่ะ ในใจก็อยากรู้ว่าเราดูเป็นหรือเปล่า แต่ไม่กล้าถามก็คิดเอาเองว่าคงเริ่มเป็นแล้วนะแต่ต้องเพียรมากขึ้นค่ะ
ดิฉันได้หาข้อมูลของพระอนุรุทธมาให้พอเป็นข้อมูลเพราะดิฉันมีความรู้ทางพุทธประวัติน้อยค่ะ
ธรรมศึกษา ชั้นโท
๑๕. ประวัติ พระอนุรุทธะเถระ
๑. สถานะเดิม
พระอนุรุทธเถระ พระนามเดิม เจ้าชายอนุรุทธะ เป็นพระนามที่พระญาติทั้งหลายขนานให้
พระบิดา พระนามว่า อมิโตทนะ เป็นพระอนุชาของพระเจ้าสุทโะทนะ
มีพี่น้องร่วมพระมารดาเดียวกัน ๒ พระองค์ คือ ๑. พระเชษฐา พระนามว่า เจ้าชายมหานามะ ๒. พระกนิษฐภคินี พระนามว่า โรหิณี
๒. มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา
เมื่อพระศาสดาทรงทำการสงเคราะห์ญาติ แล้วเสด็จจากกบิลพัสดุ์ไปประทับอยู่ที่อนุปิยอัมพวัน สมัยนั้น เจ้าชายมหานามะ เสด็จเข้าไปหาเจ้าชายอนุรุทธะ ตรัสว่า พ่ออนุรุทธะบัดนี้ ศากยกุมารผู้มีชื่อเสียงพากันบวชตามพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ตระกูลของเรายังไม่มีใครบวชเลย เธอหรือพี่จะต้องบวช ในที่สุดเจ้าชายอนุรุทธะตัดสินพระทัยบวชเองจึงพร้อมด้วยกษัตริย์อีก ๕ พระองค์คือ ภัททิยะ อานันทะ ภคุ กิมพิละ และเทวทัต พร้อมกับอุบาลีภูษามาลา ได้ไปเฝ้าพระศาสดาที่อนุปิยอัมพวัน ทูลขอบรรพชาอุปสมบท
๓. การบรรลุธรรม
พระอนุรุทธเถระนี้ ครั้นบวชแล้วได้เรียนกรรมฐานในสำนักพระธรรมเสนาบดีแล้วได้ไปประจำอยู่ที่ปาจีนวังสทายวัน ในเจติยรัฐ บำเพ็ญสมณธรรม ตรึกมหาปุริสวิตกได้ ๗ ข้อ คือ
๑. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีความปรารถนาน้อย ไม่ใช่ของผู้มีความมักมาก
๒. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้สันโดษยินดีด้วยของที่มีอยู่ ไม่ใช่ของผู้ไม่สันโดษ
๓. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้สงัดแล้ว ไม่ใช่ของผู้ยินดีในหมู่คณะ
๔. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้ปรารภความเพียร ไม่ใช่ของผู้เกียจคร้าน
๕. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีสติมั่นคง ไม่ใช่ของคนหลง
๖. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีใจมั่นคง ไม่ใช่ของผู้มีใจไม่มั่นคง
๗. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีปัญญา ไม่ใช่ของผู้ทรามปัญญา
พระศาสดาทรงทราบว่า ท่านลำบากในมหาปุริสวิตกข้อที่ ๘ จึงเสด็จไปยังที่นั้นตรัสอริยวังสปฏิปทา ว่าด้วยการอบรมความสันโดษในปัจจัย ๔ และยินดีในการเจริญกุศลธรรม แล้วตรัสมหาปุริสวิตก ข้อที่ ๘ ให้ บริบูรณ์ว่า
๘. ธรรมนี้เป็นของผู้ยินดีในธรรมที่ไม่เนิ่นช้า ไม่ใช่ของผู้ยินดีในธรรมที่เนิ่นช้า
พอเมื่อพระศาสดาเสด็จไปยังเภสกลาวัน ท่านพระอนุรุทธเถระ ก็ได้เป็นพระขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์ เป็นพระอรหันต์ มีวิชา ๓
๔. งานประกาศพระศาสนา
ชีวประวัติของท่านน่าศรัทธาเลื่อมใส จากผู้ที่เป็นสุขุมาลาชาติที่สุด ไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินคำว่า ไม่มี ต้องการอะไรได้ทั้งนั้น แต่เมื่อเข้าบวชในพระพุทธศาสนาแล้วกลับเป็นผู้มักน้อยสันโดษ เก็บผ้าจากกองขยะมาทำไตรจีวรนุ่งห่ม โดยไม่มีความรังเกียจ กลับมีความยินดีว่านั่นเป็นการ ปฏิบัติตามนิสัย คือที่พึงพาอาศัยของภิกษุ ๔ ประการ
๕. เอตทัคคะ
พระอนุรุทธเถระได้บรรลุพระอรหัตพร้อมวิชา ๓ คือ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพพจักขุญาณ และอาสวักขยญาณ ตามปกตินอกจากเวลาฉันภัตตาหารเท่านั้น นอกนั้นท่านจะพิจารณาตรวจดูสัตวโลกด้วยทิพพจักขุญาณ ( เปรียบกับคนธรรมดาก็เหมือนกับ ผู้มีใจเอื้ออาทรคอยเอาใจใส่ดูแลทุกข์สุขของผู้อื่นตลอดเวลา ) เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงยกย่องท่านว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ได้ทิพยจักษุญาณ
๖. บุญญาธิการ
พระอนุรุทธเถระนี้ ได้สร้างสมบุญกุศลที่จะอำนวยผลให้เกิดทิพยจักษุญาณในพุทธกาลเป็นอันมาก คือได้ทำการบูชาด้วยประทีปอันโอฬารที่พระสถูปเจดีย์ ด้วยผลบุญอันนี้จึงทำให้ได้บรรลุทิพยจักษุญาณ สมกับปณิธานที่ตั้งไว้
๗. ปรินิพพาน
พระอนุรุทธเถระ ครั้นได้เป็นพระขีณาสพ สิ้นชาติสิ้นภพ อยู่จบพรหมจรรย์เสร็จหน้าที่ส่วนตัวของท่านแล้วได้ช่วยพระศาสดาประกาศพระพุทธศาสนา จนถึงพระศาสดาปรินิพพาน ก็ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย เป็นผู้ที่รู้ว่าพระศาสดานิพพานเมื่อไร อย่างไร สุดท้ายท่านเองก็ได้ละสังขารปรินิพพาน ไปตามสัจธรรม

อนุพุทธประวัติ

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
37


ธรรมศึกษา ชั้นโท
๑๕. ประวัติ พระอนุรุทธะเถระ
๑. สถานะเดิม
พระอนุรุทธเถระ พระนามเดิม เจ้าชายอนุรุทธะ เป็นพระนามที่พระญาติทั้งหลายขนานให้
พระบิดา พระนามว่า อมิโตทนะ เป็นพระอนุชาของพระเจ้าสุทโะทนะ
มีพี่น้องร่วมพระมารดาเดียวกัน ๒ พระองค์ คือ ๑. พระเชษฐา พระนามว่า เจ้าชายมหานามะ ๒. พระกนิษฐภคินี พระนามว่า โรหิณี
๒. มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา
เมื่อพระศาสดาทรงทำการสงเคราะห์ญาติ แล้วเสด็จจากกบิลพัสดุ์ไปประทับอยู่ที่อนุปิยอัมพวัน สมัยนั้น เจ้าชายมหานามะ เสด็จเข้าไปหาเจ้าชายอนุรุทธะ ตรัสว่า พ่ออนุรุทธะบัดนี้ ศากยกุมารผู้มีชื่อเสียงพากันบวชตามพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ตระกูลของเรายังไม่มีใครบวชเลย เธอหรือพี่จะต้องบวช ในที่สุดเจ้าชายอนุรุทธะตัดสินพระทัยบวชเองจึงพร้อมด้วยกษัตริย์อีก ๕ พระองค์คือ ภัททิยะ อานันทะ ภคุ กิมพิละ และเทวทัต พร้อมกับอุบาลีภูษามาลา ได้ไปเฝ้าพระศาสดาที่อนุปิยอัมพวัน ทูลขอบรรพชาอุปสมบท
๓. การบรรลุธรรม
พระอนุรุทธเถระนี้ ครั้นบวชแล้วได้เรียนกรรมฐานในสำนักพระธรรมเสนาบดีแล้วได้ไปประจำอยู่ที่ปาจีนวังสทายวัน ในเจติยรัฐ บำเพ็ญสมณธรรม ตรึกมหาปุริสวิตกได้ ๗ ข้อ คือ
๑. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีความปรารถนาน้อย ไม่ใช่ของผู้มีความมักมาก
๒. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้สันโดษยินดีด้วยของที่มีอยู่ ไม่ใช่ของผู้ไม่สันโดษ
๓. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้สงัดแล้ว ไม่ใช่ของผู้ยินดีในหมู่คณะ
๔. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้ปรารภความเพียร ไม่ใช่ของผู้เกียจคร้าน
๕. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีสติมั่นคง ไม่ใช่ของคนหลง
๖. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีใจมั่นคง ไม่ใช่ของผู้มีใจไม่มั่นคง
๗. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีปัญญา ไม่ใช่ของผู้ทรามปัญญา
พระศาสดาทรงทราบว่า ท่านลำบากในมหาปุริสวิตกข้อที่ ๘ จึงเสด็จไปยังที่นั้นตรัสอริยวังสปฏิปทา ว่าด้วยการอบรมความสันโดษในปัจจัย ๔ และยินดีในการเจริญกุศลธรรม แล้วตรัสมหาปุริสวิตก ข้อที่ ๘ ให้ บริบูรณ์ว่า
๘. ธรรมนี้เป็นของผู้ยินดีในธรรมที่ไม่เนิ่นช้า ไม่ใช่ของผู้ยินดีในธรรมที่เนิ่นช้า
พอเมื่อพระศาสดาเสด็จไปยังเภสกลาวัน ท่านพระอนุรุทธเถระ ก็ได้เป็นพระขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์ เป็นพระอรหันต์ มีวิชา ๓
๔. งานประกาศพระศาสนา
ชีวประวัติของท่านน่าศรัทธาเลื่อมใส จากผู้ที่เป็นสุขุมาลาชาติที่สุด ไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินคำว่า ไม่มี ต้องการอะไรได้ทั้งนั้น แต่เมื่อเข้าบวชในพระพุทธศาสนาแล้วกลับเป็นผู้มักน้อยสันโดษ เก็บผ้าจากกองขยะมาทำไตรจีวรนุ่งห่ม โดยไม่มีความรังเกียจ กลับมีความยินดีว่านั่นเป็นการ ปฏิบัติตามนิสัย คือที่พึงพาอาศัยของภิกษุ ๔ ประการ
๕. เอตทัคคะ
พระอนุรุทธเถระได้บรรลุพระอรหัตพร้อมวิชา ๓ คือ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพพจักขุญาณ และอาสวักขยญาณ ตามปกตินอกจากเวลาฉันภัตตาหารเท่านั้น นอกนั้นท่านจะพิจารณาตรวจดูสัตวโลกด้วยทิพพจักขุญาณ ( เปรียบกับคนธรรมดาก็เหมือนกับ ผู้มีใจเอื้ออาทรคอยเอาใจใส่ดูแลทุกข์สุขของผู้อื่นตลอดเวลา ) เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงยกย่องท่านว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ได้ทิพยจักษุญาณ
๖. บุญญาธิการ
พระอนุรุทธเถระนี้ ได้สร้างสมบุญกุศลที่จะอำนวยผลให้เกิดทิพยจักษุญาณในพุทธกาลเป็นอันมาก คือได้ทำการบูชาด้วยประทีปอันโอฬารที่พระสถูปเจดีย์ ด้วยผลบุญอันนี้จึงทำให้ได้บรรลุทิพยจักษุญาณ สมกับปณิธานที่ตั้งไว้
๗. ปรินิพพาน
พระอนุรุทธเถระ ครั้นได้เป็นพระขีณาสพ สิ้นชาติสิ้นภพ อยู่จบพรหมจรรย์เสร็จหน้าที่ส่วนตัวของท่านแล้วได้ช่วยพระศาสดาประกาศพระพุทธศาสนา จนถึงพระศาสดาปรินิพพาน ก็ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย เป็นผู้ที่รู้ว่าพระศาสดานิพพานเมื่อไร อย่างไร สุดท้ายท่านเองก็ได้ละสังขารปรินิพพาน ไปตามสัจธรรม
|
อนุพุทธประวัติ |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | 33 | 34 | 35 | 36 | 37 |
|