เพื่อเป็นการระลึกถึงพระเดชพระคุณของ "ทูลหม่อม" ของเรา พวกแพทย์จึงจัดงานที่พวกเราเรียกกันแต่ก่อนมาว่า "วันมหิดล" ในวันที่ 24  กันยายน ซึ่งเป็นวันสิ้นพระชนม์ ทางโรงพยาบาลศิริราชจัดการถวายบังคมพระรูปสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งประดิษฐานอยู่ในบริเวณโรงพยาบาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นผู้นำในการถวายบังคมทุกปี ถ้าเสด็จอยู่พวกหมอที่เป็นนักดนตรีก็ตั้งวงกันบรรเลงสดุดี เทิดพระเกียรติและถวายความไว้อาลัยทูลกระหม่อมทุกปีมา
        เมื่อพวกเรามีโอกาสจะได้เข้าเฝ้าใกล้ชิดพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงกับจะเสด็จฯมาร่วมวงดนตรีด้วยนั้น ความจงรักภักดี ความปราบปลื้ม ภาคภูมิใจก็ล้นพ้นหัวใจพวกเรา ความตื่นเต้นนั้นออกมาในรูปแบบต่างๆกัน
        เพื่อนหมอคนหนึ่งเล่นขิม คืนที่วันรุ่งขึ้นจะได้เข้าเฝ้าฯนั้น ท่านมานอนตรึกตรองว่าเพียงรูปแปดเซียนตัวที่เขียนไว้หน้าขิมนั้น จะพากันเฝ้าถวายตัวจะยังไม่เป็นการถวายพระเกียรติได้เพียงพอสมใจ เมื่อจะรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งที ควรจะใช้ธงชาติจึงจะเหมาะ ท่านเลยซื้อสีพ่นมาพ่นเป็นธงชาติทับลงไปบนเซียนทั้งแปดนั้น กว่าจะพ่นเสร็จก็ดึกมากแล้ว ก็ลองเสียงดูก็เกิดความตกใจเป็นล้นพ้นว่า เสียงขิมนั้นกลับอึบทึบไปหมด เพราะสีที่พ่นไปเกิดความชื้นให้เส้นลวด ท่านต้องเปลี่ยนแผนมาใช้น้ำยาเช็ดสีออกจนหมด กว่าจะเสร็จก็สว่างพอดี เมื่อเพื่อนฝูงรู้ข่าวก็ตกใจไปตามๆกัน เพราะท่านผู้นี้จะต้องเป็นผู้รวบรวมเครื่องดนตรีทั้งหมดบรรทุกรถเข้าไปที่สถานีวิทยุ อ.ส. ในพระราชวังจิตรดา ทุกคนจึงหวั่นใจว่าท่านอาจลืมเครื่องอะไรสักอย่างเป็นแน่ เพราะไม่ได้นอนทั้งคืน
        แต่เมื่อไปถึงพร้อมหน้ากัน ก็ได้ทราบด้วยความขบขันเป็นอันมากว่า สิ่งที่ท่านลืมนั้นคือ ฟันปลอมทั้งชุดของท่าน ด้วยความตื่นเต้นไม่ทราบว่าไปวางลืมไว้ที่ไหน

ที่มา : ที่สุดของหัวใจ
สำนักพิมพ์ : กันตนา