เช้าวันที่ ๒๓ มิ.ย. ๕๒ ผมไปร่วมประชุมคณะกรรมการมูลนิธิรุ่งอรุณ และประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนรุ่งอรุณ ด้วยความอิ่มเอมในปัญญาที่ได้ซึมซับจากการประชุม 
          และอิ่มเอมที่ได้ร่วมขบวนการทำงานการกุศล (มูลนิธิ) ที่เน้นการปฏิรูปสังคมด้วยการปฏิรูปการเรียนรู้   โดยสองภรรยาสามี รศ. ประภาภัทร และคุณธีรพล นิยม ตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ และมูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณขึ้น   เพื่อทำงานจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลถึง ม. ๖ แนวใหม่   ที่เราเรียกกันว่าเป็นการศึกษากระแสทางเลือก   ดำเนินการมาเป็นเวลา ๑๒ ปีแล้ว    ผ่านความยากลำบากมานานจนบัดนี้พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดี    ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนดีเยี่ยม    และเป็นโรงเรียนที่พ่อแม่ใฝ่ฝันจะให้ลูกได้เข้าเรียน   เป็นโรงเรียนที่ผมเรียกว่า เป็น Learning Organization   คือมีการเรียนรู้และพัฒนาทุกกิจกรรมหลักขององค์กร    โดยที่ทุกคนมีส่วนขับเคลื่อนการเรียนรู้และพัฒนา    เป็นการทำประโยชน์ให้แก่สังคมโดยไม่ต้องรบกวนภาษีอากรของชาวบ้าน
          ต่อมาเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณก็จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาทางเลือกขึ้น    ได้ชื่อว่าสถาบันอาศรมศิลป์    เป็นการ “ฝันใหญ่” แต่ปฏิบัติเล็ก ในแนวเดียวกันกับโรงเรียนรุ่งอรุณ    โดยผมได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับสถาบันอาศรมศิลป์ไว้
ที่นี่  
          เมื่อได้มาประชุมคณะกรรมการมูลนิธิฯ จึงพบว่า ส่วนของโรงเรียนรุ่งอรุณมีกำไร    และได้บริจาคเงินก้อนโตให้แก่มูลนิธิฯ เพื่อนำไปจุนเจือสถาบันอาศรมศิลป์ ที่ยังเลี้ยงตัวเองไม่ได้   และกำลังทำหน้าที่ปฏิรูปการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษาอยู่อย่างขมักเขม้น
          เนื่องจากผมได้เล่ากิจกรรมของสถาบันอาศรมศิลป์ไว้มากแล้ว    คราวนี้จึงขอเน้นฉพาะเรื่องราวของ
โรงเรียนรุ่งอรุณ   ที่มีนักเรียนเพียง ๑,๐๗๗ คน   ครู ๑๒๔ คน
          วันนี้ทางโรงเรียนพากรรมการมูลนิธิและกรรมการโรงเรียนเดินเยี่ยมชมกิจการของโรงเรียน    ผมจึงได้เห็นการออกแบบอาคารเรียนให้กึ่งๆ เป็นบ้าน   ให้เด็กนักเรียนได้ฝึกรับผิดชอบและช่วยตัวเอง    คือมีการหุงข้าวกินเอง ล้างจานชามช้อนเอง    เด็กประถมมีกับข้าวมาให้จากโรงครัว   เด็กตัดอาหารไปกินในห้องเรียน    แต่เด็กมัธยมผลัดเวรกันทำอาหารเที่ยงเลี้ยงเพื่อนทั้งโรงเรียน    ถือเป็นการเรียนรู้ไปในตัว
          เราผ่านเด็ก ป. ๖ กำลังถือดอกไม้ธูปเทียนไปทำพิธีขวัญข้าว เพื่อเตรียมทำนา    ซึ่งก็ถือเป็นการเรียนรู้    เราจึงได้เห็นสภาพการเรียนจากการปฏิบัติ    ได้เห็นชั้นเรียนคละ ป. ๓ – ป. ๔ ทำให้พี่ได้สอนน้อง    หรือบางทีพี่ก็บอกว่าวิชานี้น้องเก่งกว่า น้องก็สอนพี่   การสอนน้องหรือสอนพี่สอนเพื่อนคือการเรียนรู้
          โรงเรียนรุ่งอรุณเอาใจใส่การออกแบบการเรียนรู้แก่เด็กมาก    ดำเนินการทดลองหลักการและวิธีการใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา    วันนี้นำเสนอการจัดห้องเรียนตามลีลาการเรียนรู้ หรือช่องทางการรับรู้ (
learning style) ของเด็ก ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ แบบ คือ Visual style, Auditory Style, Kinesthetic Style หรือ Tactile Style   และเอาใจใส่ความถนัดหรือแวว ๘ แวว (Multiple Intelligence) ของ Howard Gardner   และได้รับคำแนะนำจากหม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา ว่า   ไม่ควรเน้นเฉพาะเรื่องช่องทางการรับรู้    แต่ควรเอาใจใส่ความถนัด ความชอบของนักเรียนแต่ละคน และควรเน้นส่งเสริมให้เด็กค้นพบตัวเอง    ว่าชอบอะไร ถนัดอะไร   การอภิปรายเรื่อง learning style นี้ทำให้ผมได้ความรู้มาก   หม่อมดุษฎีท่านบอกว่า เด็กที่สุดโต่งด้าน kinesthetic style ต้องขี่จักรยานไปอ่านหนังสือไปจึงจะถูกใจและเรียนรู้ได้
          ทำให้ผมย้อนนึกไปถึงชีวิตเมื่อปี ๒๕๐๕ ผมเรียนปี ๑ ที่ศิริราช   ไปเช่าหออยู่หลังศิริราชกับเพื่อนชื่อกฤษณ์ หิรัญรัศ   กฤษณ์เขาใช้วิธีนอนอ่านหนังสือ   ผมลองนอนอ่านบ้าง ปรากฎว่าหลับทุกที  เพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อชวลิต ภัทราชัย เวลาอ่านหนังสือต้องเปิดเพลงฟังไปด้วย   แต่ผมต้องการความเงียบ   ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าสไตล์การเรียนนั้น ของใครของมัน ห้ามลอกเลียน
          การอภิปรายแลกเปลี่ยนเข้าไปสู่ความท้าทายของครูระดับมัธยม   ที่เด็กเริ่มเข้าวัยรุ่น    หลายคนมีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่แปลกประหลาด ครูเอาไม่อยู่    ต้องมีการค้นคว้าทดลองหาวิธีการที่จะใช้ได้ผล   ผมจึงเสนอให้ทำงานวิจัยเปรียบเทียบนักเรียนต่างกลุ่ม โดยใช้หลักความท้าทาย   ให้นักเรียนได้รับความท้าทายที่จะให้เขาทำให้ได้   ร่วมกับใช้หลักความชื่นชม   โดยเน้นให้พ่อแม่เป็นผู้ให้ความชื่นชม   แต่ละกลุ่มต่างกันที่วิธีการให้ความท้าทายและความชื่นชม   เก็บข้อมูลเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่ม   โจทย์วิจัยแบบนี้เป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาโทได้สบาย   หลายวิทยานิพนธ์ด้วยซ้ำ 
         โรงเรียนรุ่งอรุณไปดูงานเรียนรู้จากโรงเรียนอื่นบ่อยมาก   รวมทั้งไปเรียนรู้จากมูลนิธิพุทธฉือจี้ที่ไต้หวันด้วย   ผมจึงขอเสนอแนะไว้ว่า ในการไปดูงานที่โรงเรียนอื่น น่าจะใช้ KM ช่วยให้ดูงาน ลปรร. ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เก็บสาระความรู้เอามาใช้ได้ตรงความต้องการมากขึ้น   จึงควรใช้เครื่องมือ KM ที่เรียกว่า “
เพื่อนช่วยเพื่อน” (Peer Assist)    ซึ่งที่จริงก็ใช้กับโรงเรียนที่ขอมาดูงานที่โรงเรียนรุ่งอรุณได้ด้วย
          หลวงพี่พงศ์นรินทร์ ฐิตวังโส เตือนให้รู้ว่า ในสมัยปัจจุบันครูต้องรู้วิธีที่จะรับมือ “ฮ่องเต้น้อย” ประจำบ้านของพ่อแม่   ที่อยากได้อะไรพ่อแม่ก็ประเคนให้   ยกเว้นการฝึกฝนกล่อมเกลาที่ดี
          ครูของโรงเรียนรุ่งอรุณโอดครวญว่า
พรบ. การศึกษาโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก่อผลร้ายต่อสวัสดิการของครูโรงเรียนเอกชน   ในขณะที่มาตราที่จะก่อผลดี ก็ยังไม่มีการบังคับใช้ เพราะยังไม่มีกฎหมายลูกกำหนดมาตรการดำเนินการ 
          โรงเรียนรุ่งอรุณเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ  เป็นโรงเรียนทางเลือก  และเป็นโรงเรียนที่ครูเรียนรู้วิธีการจัดการเรียนรู้ให้แก่ศิษย์ตลอดเวลา    ทุกกิจกรรมริเริ่มสร้างสรรค์มีเป้าหมายให้เกิดผลดีต่อนักเรียน
          มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณมีโครงการการกุศล คือจัดทำหนังสือแจกจ่ายให้แก่โรงเรียนห่างไกล ดำเนินการโดยบริษัทสานอักษร จำกัด    โดยจัดทำหนังสือจากประสบการณ์การเรียนการสอนแนว “บูรณาการสู่ชีวิต” ขึ้นเป็นชุด ชุดแรกชื่อ ข้าว มี ๒๐ เล่ม   แยกเป็นชุดสำหรับชั้นอนุบาล  ชุดสำหรับชั้นประถมศึกษาตอนต้น   ชุดสำหรับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย   และชุดสำหรับชั้นมัธยม   รศ. ประภาภัทรเล่าว่า หนังสือชื่อ “นกแขกเต้าผู้อารี” สำหรับชั้นอนุบาล วาดรูปทั้งเล่มโดย ดญ. ณิชนันทน์ ชูวิทย์ ชั้น ป. ๓   โดยณิชนันทน์ให้พ่อพาไปดูนกแขกเต้า และสังเกตอากัปกิริยาท่าทางของนกอยู่นาน เพื่อใช้ประกอบการวาดรูป  
          กรรมการโรงเรียนหลายท่านเป็นผู้ปกครองนักเรียน   ท่านหนึ่งเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ (
www.lc2u.com )   พิมพ์หนังสือธรรมะ   และยังทำวิทยุธรรมะ FM 95.25   ชอบโรงเรียนรุ่งอรุณที่ทั้งครูและนักเรียนมีการปฏิบัติธรรมในวิถีชีวิต   เอาหนังสือมาแจกผู้เข้าร่วมประชุมหลายเล่ม 

วิจารณ์ พานิช
๒๓ มิ.ย. ๕๒

 

บรรยากาศในโรงเรียนร่มรื่น

 

มีพระพุทธรูปให้กราบไหว้เป็นศิริมงคล

 

บริเวณอาคารของสถาบันอาศรมศิลป์

 

บรรยากาศของชั้นอนุบาลครูกำลังเล่านิทานประกอบท่าทาง

 

ภายในห้องเรียนชั้นอนุบาล

นักเรียนชั้นอนุบาลกำลังหัดว่ายน้ำ

 

นักเรียนชั้นประถม ๖ เตรียมไปทำพิธีทำขวัญข้าว

 

ห้องเรียนภาษาอังกฤษชั้นคละ ป. ๓ - ๔

 

มุมแยกขยะ

เรียนหุงข้าวด้วยเตาถ่าน

บรรยากาศในห้องประชุมคณะกรรมการ

อีกมุมหนึ่งของห้องประชุม