นางงาม : ยิ่งแก่ ยิ่งมีเสน่ห์

            ในช่วงเวลาที่ปิดยาวนานเป็นเวลา 5 วันที่ผ่านมา หลายคนคงจะสนุกสนานกับการไปเที่ยวพร้อมครอบครัว ในขณะที่บางคนต้องอยู่เวรเพื่อทำงานในช่วงเวลาที่คนอื่นหายหน้ากันไปหมด ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ หมอ พยาบาล หรืออีกหลายๆงานที่ผมอาจจะไม่รู้จัก

            ผมเองค่อนข้างจะว่างบ้าง ไม่ว่างบ้าง (เอ๊ะ..ยังไง) ก็นั่นเป็นเพราะว่าต้องอยู่เวรเฝ้าโรงพยาบาล 1 วัน ซึ่งตกตรงกลางวันหยุดพอดีเลย ฉะนั้น การคิดว่าจะเดินทางไปเที่ยวที่ไกลๆย่อมหมดสิทธิ์ แต่คนแบบผมนั้นไม่เคยปล่อยให้โอกาสแบบนี้หลุดลอยไปหรอกครับ เพราะสงขลานั้นยังคงมีที่เที่ยวที่บ้านของเราพิศสมัยอยู่อีกแห่งหนึ่ง นั่นก็คือโรงแรมหาดแก้วรีสอร์ท ที่ว่าพิศสมัยอย่างมากนั้นก็เนื่องมาจาก โรงแรมนี้ พ่อกับแม่ของลูกมาเที่ยวบ่อยครั้ง ตั้งแต่เป็นเพื่อนกัน เป็นแฟนกัน เป็นสามีภรรยากัน ตลอดจนเป็นพ่อแม่กัน สิริรวมแล้วก็ตั้งแต่ พ.ศ. 2533นู่นเลย

            จุดเด่นที่สุดของโรงแรมแห่งนี้ก็เห็นจะเป็นสระว่ายน้ำที่น้ำจะอุ่นเสมอ ไม่เคยเย็นแม้จะเป็นหน้าหนาว หาดทรายก็อยู่ใกล้เพียงเดินข้ามสะพานไป ไม่โหวกเหวกพลุกพล่านน่ารำคาญ สภาพห้องก็ไม่เก่าจนน่าเกลียด อีกทั้งราคาก็พอสมเหตุสมผลครับ

            ว่าแล้วก็ชวนครอบครัวของพี่เปิ้ล ซึ่งมีลูกสาว 2 คนที่อายุไล่เลี่ยกันกับลูกสาวของผมทั้ง 2 คนให้ไปด้วยกัน เธอทั้ง 4 สนิทกันมากครับ วิ่งเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้น การวางแผนท่องเที่ยวในครั้งนี้จึงเป็นที่ถูกใจของคนทั้ง 2 ครอบครัว แต่นั่นก็ยังไม่เข้าเรื่องนางงามที่ผมโปรยไว้ตอนจั่วหัวเรื่องเลยนะครับ นี่คงจะไม่เดากันไปนะครับ ว่านางงามแก่ที่ผมกำลังจะเอ่ยถึงนี้คือใคร ฮ่า ฮ่า

            เราไปที่โรงแรมหาดแก้วในวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฏาคม ที่ผ่านมา นอนเพียงคืนเดียวครับ นั่นก็สนุกเพียงพอแล้ว เมื่อได้เวลากลับ ผมเลือกกลับในเส้นทางข้ามทะเลสาบสงขลาด้วยแพขนานยนต์บริเวณหัวเขาแดง รถเยอะทีเดียวครับ และก็เพราะรถมากนี่แหละที่ผมได้มีโอกาสนั่งมองไปรอบๆบริเวณปากทะเลสาบ มองเห็นกำแพงป้อมโบราณบนเขาแดง แต่ไม่ยักกะเห็นทางขึ้นแฮะ ผมยังมองเห็นหัวพญานาคพ่นน้ำ ซึ่งอยู่ที่ปากทะเลสาบพอดีพอดิบ แต่เรื่องมันก็คือ เห็นแต่หัวพญานาคจริงๆครับ ไม่เห็นตัวและหาง ภรรยาก็เลยเปรยขึ้นมาว่า พ่อจำหางพญานาคที่เราเห็นใกล้ๆกับโรงแรมบีพี สมิหลาไหม”“คลับคล้ายคลับคลานะแม่”“นั่นแหละ น่าจะเป็นหางของพญานาคตัวนี้มั้งว่าแล้วก็พยายามปะติดปะต่อแล้วก็เกิดอารมณ์คล้อยตามไป จริงๆต้วยครับ ผมคิดว่าคนที่สร้าง น่าจะพยายามสร้างเงื่อนไขอันนี้ขึ้นมาเพื่อความงามทางศิลปะ ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างแท้จริง แต่มันก็น่าเศร้าใจจริงๆ ที่ทำไมคนที่อยู่สงขลามาเกือบ 20 ปี กลับไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้ ไปดูของสิงคโปร์สิ กะอีแค่สิงโตเงือกพ่นน้ำได้ เขายังโปรโมตแล้วโปรโมตอีก ใครไปที่นั่นก็ต้องไปดูมันให้เห็นกับตา แต่นี่ พญานาคบ้านเรา ความงดงามทางศิลปะมีมากมายเหลือล้น เราคนไทยกลับไม่มีใครรู้เรื่อง หรือว่า เอ๊ะ...ผมไม่รู้อยู่คนเดียว

            เที่ยงวันจันทร์นี้ ผมกินข้าวที่ร้านอาหารข้างทะเลสาบ นั่งมองแพแล่นไปมา ลมพัดโชยเอื่อย สบายอุรา แล้วก็พาลูกและสมุนชุดเดิมไปดูปลากันที่ สงขลาอะแควเรียม ที่นี่น่าสนใจไม่น้อยครับ อันที่จริงเราเคยมากันแล้วเมื่อครั้งวันเด็กที่ผ่านมา และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองสำหรับสองสาวของผม สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงก็คือ ปลาในแท้งค์ใหญ่มีจำนวนน้อยลง ฉลามน้อยลง กระเบนก็น้อยลงอย่างมาก น่าสงสัยไหมว่ามันหายไปไหน หรือว่าไปเป็นฑูตสันตวะไมตรีที่ประเทศจีนเหมือนคุณช่วงช่วงซะแล้ว

            จากนั้นเมื่ออาการขาดกาแฟเริ่มปรากฏ ผมจึงขออนุญาตทุกคนให้ช่วยพาไปดื่มกาแฟ (อันที่จริงแล้ว ผมต่างหากที่เป็นคนพาทุกท่านไป) ที่ร้าน ลานดอกแก้ว ร้านที่มีที่ตั้งอยู่หน้ารูปปั้นหนูกับแมวหน้าชายหาดสมิหลา พ่อสดชื่นกับกาแฟสดแสนอร่อย ลูกก็สุขใจกับการปีนป่ายหางแมวและแม่หนูน้อยที่ถือลูกแก้วส่งไปให้แมวใหญ่ การท่องเที่ยววันนี้ก็จบไปพร้อมความสุขกันถ้วนหน้าราคาประหยัด

            กลายเป็นว่า ยังไม่เห็น นางงาม ที่ไหนสักทีนี่นา

            วันนี้ต่างหากที่ผมจะได้พบนางงาม

            8 กรกฎาคม 2552 ผมมีนัดกับครอบครัวพี่เปิ้ลอีกครั้ง คุณแป้ง ลูกสาวคนโต เธออยากซื้อขนมไทยของสงขลาตั้งแต่วันก่อน เพียงแต่ตอนนั้นเวลาไม่มีเหลือ วันนี้จึงรีบตามเก็บความฝันของลูกสาวต่อ

            นานมาแล้ว เราเคยพากันไปซื้อขนมไทยโบราณที่ร้านแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองสงขลา สองแสน คือชื่อนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นร้านนี้ จำไม่ได้แล้วว่าไปอ่านมาจากที่ไหน หรือเคยมีคนหาซื้อขนมมาให้กินแล้วถูกใจ เอาเป็นว่าร้านนี้นี่แหละที่เป็นเสมือนมาสคอตของขนมที่ลูกสาวคนโตผมชื่นชอบเสียหนักหนา

            9 โมงเช้าของวันนี้เราจึงออกเดินทางกัน เพียงแต่วันนี้คุณแม่ของลูกๆเธอต้องทำงาน ผมจึงต้องทำหน้าที่กระเตงหล่อนๆตามลำพัง ผมไปรับครอบครัวพี่เปิ้ลที่สงขลานั่นเอง นัดแรกของเราในวันนี้อยู่ที่ สถาบันทักษิณคดีศึกษา ราคา 50 บาทสำหรับผู้ใหญ่และ 10 บาทสำหรับสาวๆอีก 2 คนที่เรียนชั้นประถมก็สมราคาดีครับ

            สถาบันทักษิณคดีศึกษา เป็นพิพิธภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ (อันที่จริงผมเองก็ไม่เคยได้ไปดูพิพิธภัณฑ์ที่ไหนในภาคใต้อีกเลยครับ สัจจริง นี่ฟังจากคนอื่นอีกที ฮา...) ค่อนข้างร้อนครับเพราะว่าต้นไม้ใหญ่มีน้อยนิดเดียว เลยต้องรีบเดินเข้าไปในตัวอาคาร อีกอย่างผมไม่ได้มาคนเดียว ต้องอุ้มคุณจ้า ลูกสาวคนเล็กที่ไม่ค่อยชอบเดินเท่าไหร่นัก อีกทั้งเมื่อเข้าไปในห้องที่มีรูปปั้นคนนั่งทำงาน เธอยิ่งประสาทเสีย กลัวไปซะหมด ร้องอยากจะกลับบ้านท่าเดียว ส่วนคุณพี่สาวกับลูกพี่เปิ้ลนั้นสนุกสนานกันใหญ่ ห้องที่เราชอบกันมากที่สุดก็เห็นจะเป็นห้องกระต่าย กระต่ายขูดมะพร้าว กระต่ายลายต่างๆ ไอ้ที่แกะเป็นรูปผู้หญิงเปลือยอกก็มี พี่แป้งช่างสังเกต คอยเรียกผมดูนมสาวอยู่เรื่อย เล่นเอาพี่เปิ้ลชอบใจ สมแล้วที่เป็นลูกแป๊ะแวะเข้าอีกห้องหนึ่งเป็นส่วนของกีฬาพื้นบ้าน มีรูปปั้นวัวชน คราวนี้ถึงตาคุณจ้าที่นำเสนอบ้าง พ่อจ๋า เห็นเจี๊ยววัวด้วย”“ใช่ลูก วัวที่เขาเอามาชนกันนั้นต้องเป็นผู้ชายค่ะ ผมสอนลูกสาวตัวน้อยไป แต่พี่เปิ้ลแอบหัวเราะอีกรอบ คนโตดูนม คนเล็กดูจู๋ ลูกแป๊ะจริงๆ ฮิ ฮิ(พอดีอาจารย์เปิ้ลเธอเป็นผู้หญิง จึงต้องหัวเราะสุภาพหน่อยนึง)

            ไอติมคนละแท่งดูจะเป็นสิ่งที่เด็กๆจะชอบที่สุดที่สถาบันทักษิณคดีศึกษานี้ เพราะทั้งร้อนทั้งเหนื่อย ได้อมได้ดูดแท่งเย็นๆหวานๆ แสนจะชื่นใจจริงๆ

            มื้อเที่ยงเราไปกินกันที่ร้าน โกเข่ง ที่อยู่ในทะเลสาบ ร้านนี้ไม่ได้มากินนานแล้ว เลยออกอาการคิดถึงเล็กน้อย เราสั่งหอยแครงลวก แกงส้มปลาขี้ตัง ปลาริวกิวแดดเดียว (อร่อยมาก ขอบอก) กุ้งชุบแป้งทอด และยำไข่แมงดา เล่นเอาผมพุงเกือบแตก

            จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่ได้เจอนางงามเลยใช่ไหมครับ อยากจะบอกว่า ถูกหลอกให้อ่านมาตั้งนาน ฮ่า ฮ่า เรื่องของเรื่องมันก็อยู่ที่ตอนกลางเรื่องนั่นเอง พี่แป้งอยากกินขนมโบราณ แล้วเมื่อวานซืนก็ไม่ได้สนองลูก วันนี้จึงเป็นที่มาของการตามหาซื้อขนมที่ว่านี่เองครับ

            หลังจากที่ออกจากร้านโกเข่ง ผมก็ขับรถกลับออกมาจากเกาะยอ เลี้ยวซ้ายตรงทางแยกไฟแดงหน้าโรงพยาบาลสีม่วง (โรงพยาบาลสงขลา ม๊วง.....ม่วง ไปดูสิ) ลัดเลาะไปตามขอบทะเลสาบ จนจับพลัดจับผลูทะลุมาเข้าถนน นางงาม จนได้ ถนนเส้นนี้ถือเป็นไฮไลท์ของการเดินทางในครั้งนี้ และทุกครั้งที่มาที่นี่ ถนนสามเส้นขนาน ตั้งแต่นครนอกมาจนถึงนางงาม ล้วนทำให้ผมตื่นตาตื่นใจทุกครั้ง ใจจริงอยากจะจอดรถเดิน เดิน เดิน แล้วก็เดิน แต่ไม่รู้จะทำยังไงกับแดดที่สุดจะระอุ แถมอาจจะต้องแบกสาวน้อยอีก 1 คน ท้ายที่สุดก็ได้แต่ขับรถดูตึกไปเรื่อยๆ ถนนนางงามนี้ผมรู้จักตั้งแต่เรียนชั้นปีที่ 1 (พ.ศ. 2533) ถนนสายที่มีร้านไอสครีมราคาถูกและอร่อย ไอติมยิว ร้านอาหารจีน แต้เฮียงอิ๊ว ร้านเบเกอร์รี่ ร้านกาแฟ และร้านขนม สองแสน เอาเป็นว่า ถนนนางงามที่แสนจะโบราณสายนี้ โบราณทั้งถนน ทั้งบ้าน ทั้งร้านรวง มันช่างมีเสน่ห์สำหรับผมเสียเหลือเกิน ไม่ผิดเลยใช่ไหมที่จะบอกว่า นางงามที่แก่ปูนนี้ ยังมีความน่าหลงไหลอยู่เสมอ

            ร้านสองแสน ร้านขายขนมโบราณ มีลูกค้ามากมาย พี่แป้งและน้องจ้าได้ขนมไปกินเองและฝากเพื่อนๆเล็กน้อย ผมเดินออกมา หยิบขนมข้าวฟ่างขึ้นมาดู คุณยายเจ้าของร้านก็บอกว่า อย่าซื้อ งง งงครับ ทำไมครับยาย”“ก็ข้างฟ่างทำให้เด็กไอไงลูกออกจากร้านนี้ก็กะว่าจะกลับบ้านเลย แต่บังเอิญเหลือบไปเห็นร้านเล็กๆร้านหนึ่งอยู่ใกล้กัน มีของเล่นโบราณขายมากมาย เลยต้องหยุดเพื่อพินิจ เห็นรางหมากหลุมกับลูกสวาท (ที่ใช่เล่นกับหมากหลุมแทนลูกแก้ว ไม่รู้ว่าเขียนถูกไหมนะครับ) เครื่องสาน ลูกยาง ฯลฯ แค่นี้ก็ต้องรีบเดินเข้าไปดูในร้าน คุณตาเจ้าของร้านออกมาต้อนรับ เรียกเด็กๆไปเอาลูกยางมีปีกมาเล่น รู้สึกสุขใจอย่างแรงกับอัธยาศัยเยี่ยงนี้ บวกกับลมที่พัดโกรกเข้ามาในร้านตลอดเวลา ทำให้ผมนึกให้เรตติ้งร้านนี้ไป 10 คะแนนเต็ม

            เป็นอันว่า นางงามสายนี้ ดูดเงินผมออกไปหลายเบี้ย ทั้งขนม ทั้งของเล่น อีกของแถมสารพัด ผมสุขใจ ลูกสุขใจ ลูกเพื่อนชอบใจ คุณจ้าแทบจะหลับไปในทันที่ที่ส่งเพื่อนของเธอเสร็จแล้ว ผมขับรถออกมาทางถนนลพบุรีราเมศวร์ แวะซื้อกระท้อนห่อ แถวๆปากทางเข้าน้ำน้อย กระท้อนห่อจากแดนไกล มีคนบอกว่าถูกขนส่งมาขายจากจันทบุรีนู่น อันนี้ผมว่าน่าเสียดายมากครับ เพราะตอนแรกเมื่อหลายปีก่อน ผมรู้สึกดีที่บ้านเรามีกระท้อนอร่อยๆกิน แต่เมื่อหลายคนบอกผมว่า เป็นกระท้อนนำเข้า เลยเสียดายจริงๆ แบบนี้ OTOP ไม่เกิดครับ

            เป็นอย่างไรครับ วันหยุดของผม แม้ไม่ได้ไปไหนไกล ก็สุขใจได้จริงๆ เที่ยวเมืองไทย เที่ยวสงขลา เที่ยวบ้านของเราเอง