เด็กหญิงพี่สาวอายุ ๑๒ ปีเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ และเด็กชายอายุ ๗ ปีเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ สองพี่น้องจูงมือกันมาหาฉันเนื่องในชั่วโมงวันนั้นมีเรียนภาษาอังกฤษ  เด็กหญิงพี่สาวมาบอกลาว่าจะไม่เข้าเรียนภาษาอังกฤษในตอนบ่ายนี้  เพราะจะขออนุญาตไปเยี่ยมคุณแม่  เด็กหญิงเล่าว่า "คุณแม่ต้องคดียาเสพติดต้องติดคุกถึง ๑๐ ปี  ขณะนั้นติดมาแล้ว ๕ ปี  ส่วนคุณพ่อนั้นภายหลังเมื่อคุณแม่ติดคุก คุณพ่อก็หายหน้าไป และไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ไหน

     เด็กทั้งสองได้บอกว่าคุณพ่อชื่ออะไร เคยทำงานอยู่ที่ไหน และมีญาติพี่น้องชื่ออะไรบ้าง ฉันได้พยายามติดต่อสืบเสาะหาคุณพ่อ  เพราะนามสกุลมีเค้าว่าน่าจะมีคนรู้จัก จนแล้วจนเล่า  ไม่เคยได้ร่องรอย  เมื่อคุณแม่ติดคุก  เด็กทั้งสองได้อาศัยอยู่กับคุณยายซึ่งแก่ชรามาก หูตาก็ไม่ดี เดินก็ไม่สะดวกต้องใช้ไม่เท้าช่วยพยุงร่างกาย  ฉันพยายามช่วยให้เด็กหญิงได้รับทุนการศึกษาจากการเขียนเรียงความและแนะนำในการศึกษาต่อ เพราะเป็นเด็กที่มีความสนใจในการเรียน

     เวลาล่วงเลยมาเป็นเวลา ๖ ปีปัจจุบันเด็กหญิงคนนี้เรียนจบระดับอาชีวศึกษา (ปวช.) มีงานทำและเรียนต่อในภาคทวิภาคี  โดยเรียนและทำงานไปด้วย  ส่วนเด็กชายกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ครั้งนี้เด็กชายเล่าให้ฟังว่า "คุณแม่พ้นโทษออกมาแล้ว และจะให้คุณแม่พาไปติดตามหาคุณพ่อที่บ้านญาติ" อย่างน้อยก็เป็นเรื่องดี  และรู้สึกดีใจไปกับเด็กชายด้วย ส่วนเด็กหญิงฉันไม่มีโอกาสเจอกันมากนัก

     เด็กชายมาบอกอีกครั้งว่า "คุณแม่พาเขาและพี่สาวไปพบคุณพ่อแล้วอยู่ที่จังหวัด...พบว่าคุณพ่อมีภรรยาใหม่  เมื่อจะลากลับบ้านคุณพ่อบอกว่าไม่มีเงินให้เขาและพี่สาว  เพราะไม่มีงานทำ"

      เปิดภาคเรียนใหม่ในปีนี้ ฉันดีใจที่ได้พบกับเด็กชายคนน่ารักคนนี้อีก ปีนี้เด็กชายขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ฉันคิดว่าจะถามสารทุกข์สุกดิบของเด็กชาย เพระคิดว่าเด็กชายคงมีความสุขมากขึ้นที่ได้อยู่กับคุณแม่ 

     แต่เด็กชายรีบบอกฉันก่อนว่า "คุณครูครับ .. คุณแม่ผมจะจากผมไปอีกแล้วครับ คุณแม่จะไปแต่งงานใหม่กับพ่อใหม่ครับ"....  ฉันอยากจะกอดเด็กชายคนนี้ไว้กับอกตลอดไป  แต่นั่นเป็นเพียงความรู้สึก  ปัจจุบันเด็กชายอยู่กับคุณยายเหมือนเดิม ซึ่งสภาพร่างกายของคุณยายก็แย่มากขึ้น  เดินไปสองสามก้าวก็ต้องนั่งพักผ่อน..นึก ๆ ไปก็เป็นบุญวาสนาที่ได้เกิดมาเป็นครูบ้านนอก ได้ทำให้รับรู้รสชาติของชีวิตมากมาย